บทที่ 247: ว่าที่เศรษฐีนี
เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นรอบตัวอวี๋ตง ชายหนุ่มที่ถูกโยนหน้าที่พ่อครัวจำเป็นให้ “ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ในบรรดาพวกเราทั้งหมด มีแค่นายคนเดียวที่พอจะทำอะไรกินได้”
“นั่นสิ ได้ยินมาว่าถนัดเรื่องเข้าครัวเป็นพิเศษเลยไม่ใช่รึไง”
“จริงสิ บ้านนายทำร้านอาหารนี่นา เหล่าอวี๋ วันไหนว่างๆ พาพวกเราไปเยี่ยมเยียนกิจการหน่อยสิ”
“ให้มันน้อยๆ หน่อย” อวี๋ตงกลอกตามองเพื่อนร่วมงานอย่างระอา “แค่ฉันยอมลงมือทำให้กินก็ถือเป็นบุญของพวกนายขนาดไหนแล้ว ยังจะมีความคิดไปกินฟรีถึงร้านบ้านฉันอีก ฝันกลางวันอยู่หรือไง”
เขาบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันไปตัดพ้อโจวเยว่เซินที่ยืนทำงานเงียบๆ อยู่ไม่ไกล “พี่ใหญ่ ทำไมไม่ให้พี่สะใภ้มาทำให้พวกเรากินล่ะครับ ฝีมือพี่สะใภ้เลิศรสขนาดนั้น”
โจวเยว่เซินเพิ่งจัดการชำแหละหมูตัวสุดท้ายเสร็จพอดี เขาได้ยินทุกคำพูด แต่ก็ไม่ได้หันไปมองต้นเสียงแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ถอดถุงมือหนังที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดโยนทิ้งไปกองรวมกับของที่ต้องทำความสะอาด แล้วหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเขาทันที
อวี๋ตงรู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา เขารีบตะโกนตามหลัง “พี่ใหญ่ ผมขอโทษ ผมมันไม่ดีพอเอง แบบนี้ได้ไหมครับ แล้วนี่คุณจะไม่กินข้าวก่อนเหรอ”
คราวนี้โจวเยว่เซินยอมเหลือบสายตามามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะทิ้งคำพูดสั้นๆ ที่บาดลึกหัวใจคนทำ “ไม่อร่อย”
สิ้นเสียง ร่างสูงก็หายลับเข้าไปหลังประตูโดยไม่เหลียวกลับมาอีก
อวี๋ตงแทบจะล้มทั้งยืน เขาทำอะไรผิด แค่เสนอไอเดียให้พี่สะใภ้มาโชว์ฝีมือเท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้นเลยหรือไงกัน
ยอมรับก็ได้ว่าฝีมือเขามันเทียบไม่ติดกับพี่สะใภ้ แต่จะให้เรียกว่า ‘ไม่อร่อย’ เลยมันก็เกินไปหน่อยไหม เมื่อก่อนตอนที่ป้าหลิวทำอาหารรสชาติจืดชืดขนาดนั้น เขาก็เห็นหัวหน้ากินเรียบทุกมื้อไม่เคยบ่นสักคำ
สงสัยจะโดนพี่สะใภ้ขุนจนลิ้นสูงขึ้นแล้วสินะ ไอ้คนหลงเมีย
อวี๋ตงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ ไม่ไหวแล้ว ชีวิตที่ต้องมาทนอึดอัดแบบนี้มันเกินจะรับได้ เขายังมีความฝันอยากจะเข้าเมืองไปนัดเจอสาวๆ สวยๆ ไม่ได้อยากจะมาเสียเวลาอันมีค่าเป็นพ่อครัวให้เหล่าชายฉกรรจ์พวกนี้
เรื่องการหาแม่ครัวคนใหม่ คงต้องจัดการให้เร็วที่สุด ชักช้าไม่ได้อีกแล้ว
***
โจวเยว่เซินก้าวเข้ามาในห้องทำงานที่คุ้นเคย เขาหันไปถามลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยประโยคเดิมๆ ที่ถามทุกวัน “มีใครโทรศัพท์มาบ้างไหม”
ลูกน้องคนนั้นมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมหัวหน้าต้องถามคำถามนี้ทุกวัน ถ้ามีสายเข้าจริงๆ เขาก็ต้องรีบไปรายงานอยู่แล้วสิ
โจวเยว่เซินไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา เขาเพียงแค่พยักหน้ารับรู้แล้วเดินเข้าห้องไปปิดประตูเงียบๆ
สายตาของเขาจับจ้องไปยังโทรศัพท์ตั้งโต๊ะเครื่องใหม่ที่เพิ่งติดตั้งได้ไม่นาน มันยังคงเงียบสนิทไร้ซึ่งสัญญาณใดๆ เขาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงก่อนจะละสายตาไป
เขานั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน สองวันที่ผ่านมาถือว่าวุ่นวายพอสมควร ลูกหมูชุดใหม่ที่เพิ่งรับมาดันมีปัญหาจนเขาต้องคอยดูแลไม่ให้คลาดสายตา ทำให้ไม่มีเวลากลับบ้านเลย
ป่านนี้ซือเนี่ยนคงกำลังหัวหมุนอยู่กับการเตรียมตัวให้ลูกๆ กลับไปโรงเรียนแน่ๆ เธอคงยุ่งจนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำ เขาบอกตัวเองแบบนั้น พลางหยิบปากกาขึ้นมาหมายจะสะสางงานเอกสารที่คั่งค้าง
แต่แล้วดวงตาคมก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะ
เป็นรูปถ่ายพรีเวดดิ้งของพวกเขาสองคน รูปที่ไปถ่ายกันในช่วงก่อนแต่งงาน หลังจากได้รูปมา เขาก็สั่งให้ร้านอัดเพิ่มมาอีกใบเพื่อจะเก็บไว้ที่นี่โดยเฉพาะ
ในภาพนั้น ซือเนี่ยนดูสดใสและงดงามจนแทบสะกดทุกลมหายใจ รอยยิ้มของเธอเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนคนข้างๆ ดูหมองไปถนัดตา ตอนนั้นเขายังรู้สึกประหม่ากับการถ่ายรูป ใบหน้าเลยดูแข็งทื่อและเกร็งไปหมด
โจวเยว่เซินจ้องมองภาพนั้นนิ่งนานจนเผลอไผล ปลายปากกาที่จรดค้างไว้บนกระดาษซึมหมึกออกมาเป็นวงเล็กๆ โดยที่เขาไม่ทันได้สังเกต
สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ หมดสิ้นอารมณ์ที่จะทำงานต่อ ชายหนุ่มลุกขึ้นไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนแคบๆ แม้จะอ่อนล้าจากการไม่ได้พักผ่อนมาทั้งคืน แต่เปลือกตากลับข่มให้หลับลงไม่สำเร็จ
ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวเยว่เซินก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาตัดสินใจลุกไปหยิบกรอบรูปจากโต๊ะทำงานมาวางไว้ที่โต๊ะเล็กข้างหัวเตียง ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกหน ปลายนิ้วแกร่งลูบไล้ไปบนรอยยิ้มอันสดใสของหญิงสาวในภาพอย่างแผ่วเบา
***
หลังจากแยกกับแม่เฒ่าเจี่ยงและเจี่ยงจิวแล้ว ซือเนี่ยนก็มุ่งหน้าไปที่สถานีรถโดยสารทันที ในเมืองใหญ่แบบนี้ มีรถบัสวิ่งไปแทบทุกทิศทุกทาง เธอแค่ต้องหาคันที่ถูกต้องตามที่อยู่ที่โจวเยว่เซินให้มา
ถึงแม้ปฏิทินจะบอกว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศยามเช้ายังคงเย็นสบาย แต่แปลกที่ใบหูของเธอกลับรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เธอลองยกมือขึ้นขยี้เบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามคนขับ “คุณลุงคะ ไปถึงที่นั่นใช้เวลานานไหมคะ”
“ประมาณชั่วโมงกว่าๆ น่ะหนู”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับรู้ ไกลกว่าที่คิดไว้เยอะเหมือนกันนะ ผู้ชายคนนั้นคงคิดมาดีแล้วจริงๆ ตอนเลือกบ้าน เขาเลือกทำเลที่สะดวกสำหรับเธอและลูกๆ เป็นหลัก ใกล้ทั้งโรงเรียนและที่ทำงานของเธอ แต่กลับอยู่ห่างจากที่ทำงานของตัวเองลิบลับ เธอไม่เคยไปที่ฟาร์มของเขามาก่อน เลยไม่เคยนึกถึงเรื่องระยะทางเลย
“หนูเป็นคนแถวชานเมืองตะวันตกเหรอ” ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ ชวนคุย “แถวนั้นมันเปลี่ยวมากเลยนะ เดี๋ยวนี้แทบไม่มีใครอยู่แล้ว”
ซือเนี่ยนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มตอบ “เปล่าค่ะ หนูจะไปหาคนรู้จัก”
“อ๋อ แถวนั้นตอนนี้มีแต่โรงงานไปตั้งกันเต็มไปหมด คนที่อยู่ก็มีแต่พวกคนงานนั่นแหละ”
ซือเนี่ยนยิ้มบางๆ ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เธอไปหาคนน่ะใช่ แต่เป็นสามีของเธอเอง โชคยังดีที่รอบคอบหิ้วปิ่นโตแบบเก็บความร้อนมาด้วย ไม่อย่างนั้นนั่งรถเป็นชั่วโมง อาหารได้เย็นชืดหมดกันพอดี
“เออใช่ พูดถึงเรื่องนี้ ที่ดินแถวบ้านฉันก็เพิ่งมีคนมาขอซื้อไปเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคนไปสร้างโรงงานแถวนั้น” ผู้โดยสารอีกคนร่วมวงสนทนา
“นั่นสิ เสียดายจริงๆ ที่บ้านฉันไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้แต่แรกนะ ฉันจะไปกว้านซื้อที่แถวกวนซานไว้ให้หมดเลย ป่านนี้คงได้นอนนับเงินก้อนโตไปแล้ว”
ซือเนี่ยนที่กำลังเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับอยู่แล้ว สะดุ้งตื่นทันทีเมื่อได้ยินคำนั้น
“กวนซานเหรอคะ”
“ใช่แล้ว” คนเดิมตอบพลางหัวเราะ “เมื่อก่อนเขาเรียกกันว่าตำบลกวนซาน แต่พอย้ายเมืองกันออกไปหมด มันก็เลยกลายเป็นแค่ชานเมืองที่คนเรียกติดปากว่าชานเมืองตะวันตก”
ดวงตาของซือเนี่ยนเบิกกว้างเป็นประกาย ในความทรงจำจากเนื้อเรื่องในนิยาย อนาคตของเมืองนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีทั้งรถไฟความเร็วสูงและสนามบินเกิดขึ้น ซึ่งศูนย์กลางความเจริญทั้งหมดนั้นก็คือ ‘เขตกวนซาน’ นี่เอง
พื้นที่บริเวณนั้นจะถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี ราคาที่ดินจะพุ่งทะยานจนน่าตกใจ กลายเป็นทำเลทองที่ดึงดูดทั้งผู้คนและการลงทุนมหาศาล และแน่นอนว่าเจ้าของที่ดินเดิมทุกคนจะกลายเป็นเศรษฐีใหม่ในชั่วข้ามคืนจากการเวนคืนที่ดิน
จะเป็นที่นี่จริงๆ น่ะเหรอ
เหตุผลที่เธอจำเรื่องนี้ได้แม่นยำ ก็เพราะเนื้อเรื่องในช่วงท้ายของนิยายดำเนินอยู่ในเมืองแห่งนี้ ตอนนั้นกวนซานได้กลายเป็นย่านที่ทันสมัยและหรูหราที่สุดไปแล้ว เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงสีตระการตา ใครจะไปจินตนาการออกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมันเคยเป็นเพียงเมืองร้างที่ถูกทิ้ง
นี่หมายความว่า โจวเยว่เซิน สามีของเธอ อาจจะไปเปิดฟาร์มหมูอยู่บนขุมทรัพย์ที่รอวันถูกค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นหรือ
ในนิยายไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเขาทำอะไรบ้าง รู้เพียงแค่ว่าเขาทำฟาร์มหมู แล้วจู่ๆ ก็กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมหาศาลโดยที่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังความสำเร็จนั้นเลย
แต่ตอนนี้ เธอชักจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว ผู้ชายคนนี้คือตัวแทนของคำว่า ‘ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ’ อย่างแท้จริง
แล้วตอนนี้เธอก็คือภรรยาของเขา ถ้าลองคิดคำนวณแบบง่ายๆ นั่นก็หมายความว่าในอนาคต เธอก็คือภรรยาของมหาเศรษฐีใช่ไหม
ซือเนี่ยนไม่เคยเป็นคนทะเยอทะยาน ขอแค่มีชีวิตที่สุขสบาย มีเงินพอใช้ก็พอใจแล้ว การทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสร้างธุรกิจมันเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไปสำหรับเธอ ในขณะที่ตัวเอกคนอื่นๆ ที่ทะลุมิติมาต่างก็กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวกันอย่างขะมักเขม้น แต่เธอกลับไม่คิดว่าตัวเองจะทำในสิ่งที่ชีวิตก่อนยังทำไม่สำเร็จได้
แค่ได้สอนหนังสือ สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ในยุคสมัยนี้ก็รับประกันได้แล้วว่าชีวิตข้างหน้าจะไม่อดตาย แต่การที่จู่ๆ ก็มีโอกาสจะได้เป็นเศรษฐีนีโดยไม่ต้องลงแรงอะไรเลยนี่สิ ต่อให้ในอนาคตโจวเยว่เซินเกิดรวยแล้วนอกใจขึ้นมา อย่างน้อยตอนหย่าเธอก็ต้องได้ส่วนแบ่งมหาศาลอยู่ดี
เมื่อภาพแห่งความมั่งคั่งปรากฏขึ้นในหัว
“ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะก๊ากดังลั่นออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ทำเอาผู้โดยสารคนอื่นๆ หันมามองเป็นตาเดียว
“หนู เป็นอะไรหรือเปล่า” คนที่นั่งข้างๆ ถามด้วยความเป็นห่วง
ซือเนี่ยนเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความเขินอายสุดขีด ดวงตากลมโตได้แต่กะพริบปริบๆ แก้เก้อ
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรเลย”
***
โจวเยว่เซินหลับไปได้เพียงไม่นาน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาขมวดคิ้วอย่างขัดใจ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความหงุดหงิด “ใคร”
“หัวหน้าครับ มีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอพบที่หน้าประตูครับ”
เพียงเท่านั้น ความง่วงงุนทั้งหมดของโจวเยว่เซินก็หายเป็นปลิดทิ้ง เขาลุกพรวดขึ้นนั่งทันที
ซือเนี่ยนมา
ไม่ต้องสงสัยเลย ที่ฟาร์มมีคนงานใหม่เข้ามาเยอะแยะ เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะไม่รู้จักหน้าตาภรรยาของเขา
เขารีบลุกขึ้นจากเตียงเตรียมจะเดินออกไป แต่แล้วก็ชะงักฝีเท้าเมื่อสังเกตเห็นคราบเลือดจางๆ ที่เปรอะอยู่บนเสื้อทำงาน
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับไปที่ตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว เขาหยิบเสื้อเชิ้ตตัวที่สะอาดที่สุดออกมาเปลี่ยน จัดปกเสื้อให้เข้าที่อีกเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ออกจากห้องไปด้วยท่าทีที่มั่นคง
[จบบท]