บทที่ 26: บังเอิญพบกันที่สถานีรถโดยสาร
ซือเนี่ยนกับฟู่เชียนเชียนหันหลังเดินจากไปแล้ว ทิ้งให้ฟู่หยางยืนนิ่งอยู่กับที่ ความสับสนฉายชัดในแววตา
มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ผู้หญิงที่เคยเห็นหน้าเขาทีไรเป็นต้องตื่นเต้นดีใจเสียยิ่งกว่าใคร วิ่งเข้ามาพันแข้งพันขาไม่ห่างจนน่ารำคาญสุดขีด
แต่เมื่อครู่ที่สบตากัน เธอกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น
หรือว่าเขาจะเข้าใจผิดไปเอง จริงๆ แล้วเธออาจไม่ทันได้สังเกตเห็นเขา
คงจะเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เพราะถ้าเธอเห็นเขา มีหรือจะสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้
ฟู่หยางพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ก่อนจะเหยียดยิ้มหยันให้กับความคิดนั้น แล้วเลื่อนหน้าต่างรถปิดดังเดิมอย่างไม่ใส่ใจ
***
ที่สถานีวิทยุ ซือเนี่ยนและฟู่เชียนเชียนจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะต่างก็เป็นคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ขั้นตอนทุกอย่างจึงราบรื่นเป็นพิเศษ
เมื่อเอกสารฉบับสุดท้ายถูกประทับตราลงไป นั่นก็หมายความว่านับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ซือเนี่ยนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสถานีวิทยุแห่งนี้อีก
ฟู่เชียนเชียนยื่นซองเงินค่าตอบแทนให้เธอ ซือเนี่ยนรับมาพลางเหลือบมองนาฬิกา เห็นว่าใกล้เวลาเลิกงานแล้วจึงไม่รอช้า รีบก้าวเท้าออกจากสถานีวิทยุทันที
นานๆ ทีจะได้มีโอกาสเข้าเมืองสักครั้ง รายการของที่อยากได้จึงยาวเป็นหางว่าว
แต่ปัญหาก็คือ รถโดยสารเที่ยวสุดท้ายที่จะกลับหมู่บ้านคือเวลา 5 โมงเย็น
ในขณะที่ตอนนี้ นาฬิกาบอกเวลาบ่าย 3 โมงแล้ว
ซือเนี่ยนลองคำนวณเงินในกระเป๋าคร่าวๆ เงิน 2,000 หยวนที่ได้จากฟู่เชียนเชียน บวกกับเงินอีกกว่า 600 หยวนที่โจวเยว่เซินให้ไว้ก่อนหน้านี้ และเงินเก็บส่วนตัวของเธออีกเล็กน้อย รวมๆ แล้วตอนนี้เธอมีเงินสดติดตัวอยู่กว่า 2,700 หยวน
เงินจำนวน 2,700 หยวนในยุค 80 นี้ หากเทียบกับค่าเงินในโลกอนาคตที่เธอจากมา ก็อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 20,000 หยวนหรือมากกว่านั้นเลยทีเดียว
นับว่าเป็นโชคดีของเธอที่ได้ย้อนเวลากลับมาในช่วงยุค 80 ไม่ใช่ยุค 60 หรือ 70 ที่แร้นแค้นกว่านี้มากนัก เพราะยุคสมัยนั้น ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อของที่ต้องการได้เสมอไป ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาตั๋วปันส่วนสารพัดชนิด ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็มีข้อจำกัดเต็มไปหมด
ทว่ายุค 80 กลับแตกต่างออกไป นี่คือยุคสมัยแห่งโอกาสที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าทองคำอยู่เกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหนแห่ง ขอเพียงแค่มีเงินอยู่ในมือ อยากจะซื้ออะไรก็ย่อมได้
แม้ว่าการใช้ตั๋วปันส่วนจะช่วยให้ซื้อของได้ในราคาที่ถูกกว่า แต่ข้อจำกัดหยุมหยิมก็ทำให้ไม่สะดวกนัก ประกอบกับผู้คนในยุคนี้เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามากขึ้นแล้ว
ซือเนี่ยนจูงมือเล็กๆ ของเหยาเหยาเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่คึกคักจอแจ
นี่เป็นครั้งแรกของเด็กหญิงที่ได้มาเยือนสถานที่โอ่อ่าเช่นนี้ ดวงตากลมโตคู่สวยจึงเบิกกว้าง กวาดมองไปรอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ แววตาที่เปล่งประกายสะท้อนความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกกว้างใบใหม่ที่เธอเพิ่งเคยได้สัมผัส
ซือเนี่ยนพาลูกสาวตรงไปยังโซนเสื้อผ้าเด็กเป็นอันดับแรก เธอตั้งใจจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เด็กๆ ที่บ้าน
ช่วงนี้เป็นฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าวจนน่าหงุดหงิด แต่เสื้อผ้าที่เด็กๆ ใส่กลับเป็นผ้าฝ้ายเนื้อหนาเทอะทะ ไม่เพียงแค่สกปรกง่าย แต่ยังซักให้สะอาดได้ยากเย็นแสนเข็ญ
วิถีการเลี้ยงลูกของคนในชนบทมักจะเป็นแบบนี้ คือจับเด็กใส่เสื้อผ้าซ้อนกัน 8-10 ชั้นตลอดทั้งปี ราวกับกลัวว่าลูกหลานจะหนาวจนตัวแข็ง
เหยาเหยามีเสื้อสำหรับเปลี่ยนอยู่แค่ 2 ตัวเท่านั้น ซึ่งบางตัวก็เก่าและมีคราบฝังแน่นจนซักไม่ออกแล้ว
เพื่อความสะดวกสบายของตัวเองและตัวเด็ก ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าเด็กเนื้อบางเบาให้ลูกสาวสักสองสามชุด
ต้องยอมรับว่าคนในยุคนี้ทุ่มเทเงินให้ลูกๆ ไม่น้อย เสื้อยืดเด็กตัวเล็กๆ ก็มีราคาถึง 4-5 หยวนแล้ว ส่วนแบบที่คุณภาพดีขึ้นมาหน่อยก็อาจมีราคาสูงถึง 10 หรือ 20-30 หยวนเลยทีเดียว
แต่ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด คนมีฐานะก็มีอยู่ทุกที่ ต่อให้สินค้าราคาแพงแค่ไหนก็ยังมีคนพร้อมจะจ่าย
โชคดีที่ซือเนี่ยนมาได้จังหวะที่ทางห้างกำลังจัดโปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 พอดี
เธอเลือกเสื้อยืดลายดอกไม้เล็กๆ น่ารัก 2 ตัว พร้อมกับกางเกงขาสั้นอีก 2 ตัว และรองเท้าผ้าใบสำหรับเด็กอีกหนึ่งคู่ ทั้งหมดนี้จ่ายไปเพียง 15 หยวนเท่านั้น
ตอนแรกเธอก็ตั้งใจจะซื้อเสื้อผ้าให้โจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานด้วย ไหนๆ โจวเยว่เซินก็ให้เงินเธอมาไม่น้อย
แต่เพราะไม่รู้ขนาดตัวของเด็กชายทั้งสอง จึงไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าซื้อไปให้ กลัวว่าจะใส่ไม่ได้เปล่าๆ เธอจึงได้แต่คิดว่าคงต้องรอโอกาสหน้าค่อยพาพวกเขามาเลือกซื้อด้วยตัวเอง
แม้จะซื้อเสื้อผ้าไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะซื้อของอย่างอื่นให้ไม่ได้เสียหน่อย กระเป๋านักเรียนของสองพี่น้องเก่าซอมซ่อจนแทบจะขาดเป็นริ้วๆ แล้ว ซือเนี่ยนจึงเลือกซื้อกระเป๋าใบใหม่ให้คนละใบโดยไม่ต้องกังวลเรื่องขนาด
เธอมาตัวคนเดียว แขนก็มีแค่สองข้าง จึงไม่กล้าซื้อของเยอะจนเกินไป โชคดีที่ได้กระเป๋าใบใหม่มาช่วยทุ่นแรง ทำให้สามารถยัดข้าวของที่ซื้อมาทั้งหมดลงไปได้พอสมควร
จากนั้น ซือเนี่ยนก็เดินต่อไปยังโซนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เธอเลือกซื้อนมผง น้ำผึ้ง และอาหารเสริมบำรุงร่างกายอีกหลายอย่าง
เด็กๆ กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากนี้เธอยังซื้อแคลเซียมเม็ดและอาหารเสริมบำรุงเลือดติดไปด้วย จากประสบการณ์ในชาติก่อน ตอนเด็กๆ เธอเป็นคนร่างกายอ่อนแอและขาดสารอาหารมาตลอด แต่พอได้กินแคลเซียมเสริมเข้าไป ส่วนสูงของเธอก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซือเนี่ยนจึงเชื่อว่าการเสริมแคลเซียมเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมาก
กว่าจะเลือกซื้อของเสร็จเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึง 4 โมงเย็นแล้ว
ซือเนี่ยนจูงมือเหยาเหยามาที่สถานีรถโดยสาร สองแม่ลูกหาที่นั่งในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอกำลังหิวจัดจนตาลาย จึงเอ่ยปากสั่งอาหารกับเจ้าของร้านเสียงดังฟังชัด "เถ้าแก่ ขอน้ำเต้าหู้ 1 ที่ ไข่ต้ม 2 ฟอง ปาท่องโก๋ 1 ชุด แล้วก็เสี่ยวหลงเปาอีก 1 เข่งค่ะ"
ทันทีที่อาหารร้อนๆ ถูกนำมาเสิร์ฟ ซือเนี่ยนก็ลงมือกินอย่างไม่คิดชีวิต
ส่วนเหยาเหยาก็กินอาหารเองได้แล้ว ไม่ต้องให้แม่คอยป้อน มือเล็กๆ ของเด็กหญิงหยิบไข่ต้มขึ้นมาแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทางน่าเอ็นดูนั้นทำให้คนที่มองอดยิ้มตามไม่ได้
เป็นจังหวะเดียวกับที่รถยนต์คันหรูของฟู่หยางขับมาถึงพอดี สายตาของเขากวาดไปเห็นร่างของซือเนี่ยนที่นั่งอยู่ในร้านอาหารเล็กๆ ริมทาง
คิ้วเข้มของเขาขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์
เขาคิดถูกแล้ว ซือเนี่ยนมีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ
ไม่อย่างนั้นเธอจะรู้ได้อย่างไรว่าวันนี้เขาจะมาทำธุระที่สถานีรถโดยสาร!
ต้องเป็นเพราะเธอใช้เรื่องงานเป็นข้ออ้าง หลอกถามตารางงานของเขาจากน้องสาวของเขาแน่ๆ!
ช่างเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจจริงๆ
คนขับรถเป็นลูกจ้างเก่าแก่ของตระกูลฟู่และรู้จักซือเนี่ยนเป็นอย่างดี เมื่อเห็นเธอนั่งอยู่จึงเอ่ยปากถามเจ้านายหนุ่ม "คุณชาย จะให้ผมแวะทักทายคุณหนูซือหน่อยไหมครับ"
ในความทรงจำของเขา คุณหนูตระกูลซือคนนี้เป็นเด็กสาวที่หน้าตาสะสวย แถมวันนี้ยังมีน้ำใจยอมสละตำแหน่งงานของตัวเองให้คุณหนูฟู่เชียนเชียนอีกด้วย
พอได้ข่าวว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ และตัดสินใจเดินออกจากบ้านตระกูลซือมาแต่ตัว เขาก็รู้สึกสงสารเธอจับใจ
เด็กสาวอายุคราวลูกของเขาแท้ๆ แต่กลับต้องมาเผชิญกับเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้
อย่างไรเสีย ทั้งสองตระกูลก็ยังคงมีสถานะเป็นดองกันอยู่ อีกทั้งยังพักอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันอีกด้วย เขาจึงคิดว่าการแวะทักทายกันตามมารยาทคงจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม
แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ฟู่หยางรู้สึกขัดใจยิ่งนัก "ไม่ต้อง ขับไปเลย"
คนขับรถชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคุณชายของตนไม่ค่อยจะชอบหน้าคุณหนูซือเนี่ยนสักเท่าไหร่ เขาจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ขณะที่รถเคลื่อนตัวผ่านหน้าร้านอาหาร ฟู่หยางเผลอหันหน้าไปมองซือเนี่ยนโดยไม่รู้ตัว
เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม แต่ลึกๆ แล้วเขากลับอยากเห็นภาพที่เธอตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อเห็นรถของเขาขับผ่านไป ในขณะที่เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเธอ
บางทีนี่อาจเป็นสัญชาตญาณดิบของผู้ชายที่ชอบรู้สึกเหนือกว่าผู้หญิง
อาจเป็นเพราะสายตาว่างเปล่าที่เธอมองมาเมื่อครู่ ทำให้เขารู้สึกขุ่นมัวอย่างบอกไม่ถูก
แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าเธออาจจะมองไม่เห็นเขาจริงๆ แต่สัญชาตญาณส่วนลึกกลับตะโกนบอกเขาว่า เธอเห็นเขา... เธอเห็นเขาอย่างแน่นอน
ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้เขาต้องผิดหวัง
ซือเนี่ยนกำลังตั้งหน้าตั้งตากินอาหารของเธออย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่ได้ชายตามองมาทางนี้เลยแม้แต่น้อย
รถของเขาทั้งคันโดดเด่นสะดุดตาขนาดนี้ ผู้คนรอบข้างต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว แต่เธอกลับทำเหมือนมันเป็นเพียงอากาศธาตุ ช่างเสแสร้งเก่งเสียจริง
ใบหน้าหล่อเหลาของฟู่หยางบึ้งตึงขึ้นมาทันที ความรู้สึกเหมือนถูกหักหน้าฉายชัดอยู่ในแววตา มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับคนที่เคยมองข้ามมาตลอด จู่ๆ วันหนึ่งกลับกลายเป็นฝ่ายถูกมองข้ามเสียเอง
หากซือเนี่ยนล่วงรู้ความคิดในใจของเขาตอนนี้ เธอคงต้องร้องโวยวายออกมาดังๆ ว่ามันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด
เธอไม่ใช่คนในยุคนี้ การเห็นรถยนต์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ความทรงจำเกี่ยวกับรถของฟู่หยางจึงเลือนรางเต็มที เป็นธรรมดาที่เธอจะไม่ใส่ใจ
ใครเลยจะคาดคิดว่าเพียงเพราะเธอไม่หันไปมอง กลับถูกเขาสร้างเรื่องราวในใจหาว่าเธอกำลังเล่นละครตบตา แกล้งทำเป็นไม่สนใจเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาเสียอย่างนั้น
ฟู่หยางละสายตาจากเธอด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติ ราวกับจงใจพูดให้ใครบางคนได้ยิน "ต่อไปถ้าเห็นเธอ ไม่ต้องจอดรถ ทำเป็นไม่เห็นไปเลย"
คนขับรถรู้สึกถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเจ้านาย "คุณชายครับ บางทีคุณหนูซืออาจจะจำรถของท่านไม่ได้ก็ได้นะครับ"
ฟู่หยางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "จะเป็นไปได้ยังไง ปกติแค่เห็นรถฉันไกลๆ เธอก็ร้องเรียกเสียงดังกว่าใครเพื่อนแล้ว"
คนขับรถได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้น "คุณชายครับ ท่านก็บอกเองว่านั่นเป็นเรื่องเมื่อก่อน ตอนนั้นผมว่าที่คุณหนูซือทักทายท่านอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะท่านเป็นคู่หมั้นของเธอ ในสถานะแบบนั้น การไม่ทักทายกันสิครับถึงจะดูแปลก"
[จบบท]