บทที่ 28: ฟ้อง
"เหยาเหยา! เหยาเหยาไปไหน!"
เสียงแหลมของโจวเยว่หานดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เขาวิ่งพล่านไปทั่วบ้านเพื่อตามหาน้องสาวคนเล็ก
"พี่ใหญ่! พี่ครับ! เหยาเหยาหายไปแล้ว! ผู้หญิงคนนั้น...เธอเอาน้องไป..."
เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเด็กชายขาดหายไปในทันที เมื่อภาพที่เห็นคือโจวเยว่ตงจูงมือน้องสาวตัวน้อยเดินเข้ามาในบ้านอย่างปลอดภัย
คำพูดที่เกือบจะหลุดปากออกไปว่า ‘เธอเอาน้องไปขาย’ ถูกกลืนกลับลงลำคอไปอย่างยากลำบาก
โจวเยว่ตงเพียงแค่ปรายตามองน้องชายอย่างตำหนิ
ซือเนี่ยนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตาคมมองตรงไปยังโจวเยว่หาน "น้าทำอะไรน้องสาวเธอเหรอ"
โจวเยว่หานสะดุ้งเฮือก ร่างเล็กสั่นเทา เขารีบก้มหน้าหลบสายตา ตอบเสียงอู้อี้ตะกุกตะกัก "มะ...ไม่มีอะไรครับ"
"มานี่สิ" น้ำเสียงของซือเนี่ยนราบเรียบแต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเยือก
ดวงตาของโจวเยว่หานแดงก่ำ ขาทั้งสองข้างสั่นระริกจนแทบจะยืนไม่อยู่ ก้าวขาไม่ออก สมองของเขาสั่งให้ถอยหลัง แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ เด็กชายไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้
เขาไม่ไปเด็ดขาด! ถ้าเดินเข้าไปต้องโดนผู้หญิงใจร้ายคนนั้นทุบตีแน่ๆ...ฮือ...เขาจะต้องโดนตีอีกแล้ว
เด็กชายส่งสายตาเว้าวอนไปหาพี่ชาย แต่โจวเยว่ตงกลับนิ่งเฉย ไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ
ในใจของโจวเยว่หานชาวาบ...นี่แม้แต่พี่ใหญ่ก็ไม่สนใจเขาแล้วอย่างนั้นเหรอ น้องสาวก็เข้าข้างเธอ พี่ใหญ่ก็จะไม่ปกป้องเขาอีกแล้วใช่ไหม
ซือเนี่ยนถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีหวาดระแวงและต่อต้านอย่างชัดเจนของเด็กชาย เธอคงดูเหมือนปีศาจร้ายในสายตาของเขาสินะ
ในวินาทีที่โจวเยว่หานกำลังจะเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ของสิ่งหนึ่งก็ถูกวางลงตรงหน้าเขาอย่างแผ่วเบา
เด็กชายชะงักไปอึดใจหนึ่ง เขาขยี้ตาที่พร่ามัวจากหยาดน้ำตาแล้วเพ่งมองดูดีๆ...มันคือกระเป๋านักเรียนสีฟ้าสดใสแบบสะพายหลัง
กระเป๋าแบบนี้! เขาเคยเห็นเพื่อนที่โรงเรียนใช้ คนนั้นที่ใครๆ ก็ว่าบ้านรวยมาก ในขณะที่เด็กคนอื่นมีแค่กระเป๋าผ้าใบสะพายข้าง แต่เด็กคนนั้นกลับมีกระเป๋าสะพายหลังแบบนี้ใช้ ทุกคนต่างมองด้วยความอิจฉา
โจวเยว่หานขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด เมื่อภาพตรงหน้ายังคงชัดเจน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"นี่...นี่มันอะไรครับ"
"กระเป๋านักเรียนของพวกเธอเก่าจนขาดหมดแล้ว พอดีฉันเข้าเมืองไป เลยซื้อใบใหม่มาให้คนละใบ เลือกเอาสิว่าจะเอาใบไหน" ซือเนี่ยนเทของที่ซื้อมาทั้งหมดออกจากกระเป๋า แล้วยื่นกระเป๋าเปล่าสองใบไปให้สองพี่น้อง
โจวเยว่หานตื่นเต้นจนลืมความกลัวและความโกรธเมื่อครู่ไปหมดสิ้น เด็กชายยกมือขึ้นปิดปากตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ซื้อ...ซื้อมาให้พวกเราเหรอครับ"
น้ำตาที่คลออยู่เต็มเบ้าเพราะความหวาดกลัว บัดนี้ได้ไหลทะลักออกมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันคือน้ำตาแห่งความตื้นตันใจและความสุขที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
"อ๊ะ...อ๊ะ..." เหยาเหยาเห็นพี่ชายคนรองร้องไห้ ก็เดินเตาะแตะเข้าไปหา แล้วยื่นไม้ถังหูลู่ในมือจ่อที่ปากของเขาอย่างน่ารัก
โจวเยว่หานไม่มีความเข้มแข็งเท่าพี่ชาย เขาจึงก้มลงงับขนมหวานเคลือบน้ำตาลเข้าปากทั้งน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปพร้อมกับเคี้ยวขนมไปพลาง
โจวเยว่ตงมองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจกับความไม่เอาไหนของน้องชาย
ซือเนี่ยนไม่ได้หัวเราะเยาะท่าทีของเด็กน้อย เธอนำข้าวของที่ซื้อมาไปจัดแจงในห้องครัว แล้วลงมือเตรียมอาหารเย็นสำหรับค่ำคืนนี้
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในครัว เธอก็เห็นซี่โครงหมูที่ถูกสับเป็นชิ้นพอดีคำวางอยู่ในหม้อเรียบร้อยแล้ว
ดวงตาของซือเนี่ยนเป็นประกายวับ...ของดีเลยนี่! ในยุคที่เนื้อหมูหาทานยากและมีราคาแพง โดยเฉพาะซี่โครงหมูที่ครอบครัวธรรมดาแทบไม่มีโอกาสได้ลิ้มลอง
เธอกำลังคิดอยู่พอดีว่าจะลองคุยกับโจวเยว่เซินให้เขาหาเนื้อกลับมาที่บ้านบ่อยขึ้นหน่อย ไม่คาดคิดว่าเขาจะรู้ใจและจัดการให้เรียบร้อยโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจทันที...คืนนี้จะทำหม้อไฟซี่โครงหมู! น้ำซุปกระดูกหมูหอมหวานกลมกล่อม ทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารสูง พอเอามาทำเป็นหม้อไฟก็ยิ่งอร่อย แถมยังทำง่ายอีกด้วย
ผู้ชายคนนี้ช่างใส่ใจในรายละเอียดจริงๆ เขาน่าจะกังวลว่าเธอไม่มีแรงพอที่จะสับกระดูกหมูแข็งๆ จึงจัดการหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ มาให้เรียบร้อย แถมแต่ละชิ้นยังมีขนาดเท่ากันอย่างไม่น่าเชื่อ
นอกจากหม้อไฟแล้ว เธอยังวางแผนจะทำซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊วรสชาติเข้มข้นที่เด็กๆ ชื่นชอบอีกหนึ่งเมนู
ซือเนี่ยนนำซี่โครงหมูไปล้างจนสะอาดและสะเด็ดน้ำ จากนั้นนำไปต้มในน้ำเย็นพร้อมกับต้นหอมและขิงเพื่อดับกลิ่นคาว เพียงไม่นานฟองสีขาวขุ่นก็ลอยขึ้นมาเต็มผิวหน้า เธอช้อนฟองเหล่านั้นทิ้งจนหมดแล้วจึงตักซี่โครงหมูขึ้นมาพักไว้
ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว การตุ๋นซุปซี่โครงหมูต้องใช้เวลานาน ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจทำซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊วให้เด็กๆ รองท้องก่อน แล้วค่อยตั้งไฟตุ๋นน้ำซุปไปเรื่อยๆ
น้ำมันในกระทะร้อนได้ที่ เธอก็ใส่น้ำตาลกรวดลงไปเคี่ยวจนกลายเป็นสีคาราเมลสวยงาม จากนั้นจึงใส่ซี่โครงหมูลงไปคลุกเคล้าให้ซอสสีน้ำตาลเคลือบทั่วทุกชิ้นอย่างรวดเร็ว ซือเนี่ยนต้องคอยควบคุมไฟอย่างระมัดระวังไม่ให้คาราเมลไหม้
เมื่อซี่โครงหมูได้สีสวยสม่ำเสมอแล้ว เธอก็บรรจงใส่ต้นหอม พริกแห้ง กระเทียม และเหล้าสำหรับปรุงอาหารลงไปผัดจนส่งกลิ่นหอม ก่อนจะปรุงรสด้วยซีอิ๊วและเครื่องปรุงง่ายๆ ที่พอจะหาได้ในครัว ที่บ้านไม่มีเต้าเจี้ยวเธอจึงไม่ได้ใส่ จากนั้นก็เติมน้ำสะอาดลงไปพอท่วมแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ต่อไปอีกราว 15 นาที
เพียงชั่วครู่เดียว...กลิ่นหอมหวนอันน่าเหลือเชื่อก็ลอยฟุ้งออกมาจากห้องครัวของบ้านโจว
โจวเยว่หานซึ่งกำลังกอดกระเป๋านักเรียนใบใหม่อย่างหวงแหนอยู่ด้านนอกถึงกับน้ำลายสอ ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า "สุดยอดไปเลย! คืนนี้มีเนื้อกินอีกแล้ว!"
โจวเยว่ตงเหลือบมองน้องชายที่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขจนไม่กล้าเอ่ยขัด
มันคือความจริงที่ว่า...ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ อาหารการกินของพวกเขาดีกว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานับร้อยเท่า ความสุขที่ได้รับมันมากมายจนเหมือนกับความฝัน ทำให้บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือเรื่องจริงหรือเป็นเพียงภาพลวงตา
โจวเยว่หานดีใจจนอุ้มน้องสาวตัวน้อยหมุนไปรอบๆ ในห้วงเวลานั้นเขากลับคิดขึ้นมาว่า...ถ้าแม่เลี้ยงคนนี้เป็นแบบนี้ตลอดไปก็คงจะดีไม่น้อย
เด็กชายหมุนตัวเล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเท้าทั้งสองพาเขามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องครัวโดยไม่รู้ตัว
จังหวะนั้นเป็นตอนที่ซือเนี่ยนกำลังเร่งไฟแรงเพื่อให้น้ำซอสงวดลงพอดี เธอเปิดฝาหม้อออก กลิ่นหอมเข้มข้นก็โชยมาปะทะจมูกอย่างจัง
โจวเยว่หานกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกใหญ่ ขาของเขาเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ วินาทีต่อมาเขาก็มายืนอยู่หน้าเตา ดวงตาจับจ้องซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊วในกระทะไม่วางตา
ซี่โครงหมูที่ถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มชุ่มฉ่ำถูกเคลือบไว้ด้วยซอสสีน้ำตาลแดงเป็นเงางาม น้ำซอสยังคงเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
มัน...มันหอมเหลือเกิน!
โจวเยว่หานเหลือบมองซือเนี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาอย่างขัดเขิน "คะ...คืนนี้เราจะกินเมนูนี้กันเหรอครับ"
ซือเนี่ยนกำลังหั่นมันฝรั่งเพื่อเตรียมใส่ลงไปในหม้อไฟซุปซี่โครงหมู เธอตอบรับในลำคอ "อืม...หิวแล้วเหรอ"
ใบหน้าเล็กๆ ของโจวเยว่หานแดงก่ำ เขาตอบตะกุกตะกัก "มะ...ไม่หิวครับ"
พูดจบก็รีบอุ้มน้องสาววิ่งหนีออกไปจากห้องครัวด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเวลาที่ได้พูดคุยกับแม่เลี้ยง หัวใจถึงได้เต้นแรงระรัว มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นที่ปนเปกับความสุขและความดีใจอย่างประหลาด
เด็กน้อยอย่างเขายังไม่รู้จักความรู้สึกนี้ดีพอ แต่สิ่งหนึ่งที่โจวเยว่หานรู้คือ เขาไม่ได้รังเกียจความรู้สึกนี้เลย...ออกจะ...ออกจะชอบมันด้วยซ้ำ
เขาได้แต่หวังว่า...แม่เลี้ยงจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
ป้าหลิวเดินตามหลังโจวเยว่เซินกลับบ้าน ตลอดทางกลับบ้าน ป้าหลิวก็ร่ายยาวไม่หยุดถึงความฟุ่มเฟือยของซือเนี่ยน กล่าวหาว่าเธอเป็นคนไม่รู้จักค่าของเงิน แต่งงานกับโจวเยว่เซินก็เพื่อหวังปอกลอกเท่านั้น วันๆ เอาแต่ซื้อของดีๆ มาบำรุงบำเรอตัวเอง โดยไม่เคยคิดจะซื้ออะไรให้ลูกๆ เลยสักชิ้น
ป้าหลิวรู้ดีว่าลูกๆ คือแก้วตาดวงใจของโจวเยว่เซิน หากเรื่องไม่ร้ายแรงจนเกินไปเขาก็มักจะปล่อยผ่าน แต่ครั้งนี้ซือเนี่ยนเพิ่งแต่งเข้ามาอยู่ได้ไม่นานก็ใช้เงินมือเติบขนาดนี้ ป้าหลิวเชื่อว่าไม่มีผู้ชายคนไหนจะทนรับได้แน่นอน
ทว่าทันทีที่พวกเขาเดินมาถึงรั้วหน้าบ้าน กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก
แค่ได้กลิ่นป้าหลิวก็รู้ทันที...นี่มันกลิ่นซี่โครงหมู!
ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับ "เห็นไหมล่ะ! ป้าบอกแล้วไม่มีผิด หล่อนต้องแอบซื้อของดีๆ มาทำกินคนเดียว ไม่เคยคิดจะเผื่อแผ่ให้เด็กๆ เลย"
โจวเยว่เซินได้ยินเช่นนั้นก็เพียงแค่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไร
ป้าหลิวเห็นท่าทีนิ่งขรึมของเขาก็ยิ่งได้ใจ คิดว่าเขาคงกำลังโกรธจัด ในใจจึงแอบยินดีปรีดาและเดินตามเข้าไปอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้ามาในบ้าน ก็เห็นข้าวของมากมายกองอยู่บนโต๊ะ
ป้าหลิวยังไม่ทันได้สังเกตให้ดีว่าเป็นอะไร ก็รีบเปิดฉากฟ้องทันที "เห็นกับตาหรือยังล่ะเยว่เซิน ฉันไม่ได้ใส่ร้ายเธอเลยนะ ดูสิว่าเธอสุรุ่ยสุร่ายแค่ไหน เพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วันก็ซื้อของมามากมายขนาดนี้ ช่างเป็นผู้หญิงผลาญเงินโดยแท้!"
"พ่อครับ!"
ยังไม่ทันที่ป้าหลิวจะได้สาธยายต่อ โจวเยว่หานก็วิ่งออกมาจากในบ้านด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข บนแผ่นหลังเล็กๆ ของเขามีกระเป๋านักเรียนใบใหม่เอี่ยมสะพายอยู่
[จบบท]