บทที่ 284: ความลับของเจ๋อตง
ซือเนี่ยนยังไม่ทันได้ประมวลผลอะไร ชายเสื้อก็ถูกโจวเจ๋อตงดึงเบาๆ เด็กชายดึงเธอไว้ด้วยท่าทางเงอะงะ ใบหน้าเล็กๆ นั้นชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา
โจวเจ๋อตงกำลังตื่นกลัวอย่างหนัก เขานึกย้อนไปถึงเมื่อกว่าครึ่งปีก่อน ตอนที่เขากับน้องชายยังอยู่ที่บ้าน อดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าก็ไม่มีให้ใส่ ถูกคนอื่นรังแกสารพัด โดยไม่มีใครเหลียวแลหรือสงสารพวกเขาเลยสักนิด
การปรากฏตัวของซือเนี่ยนคือสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาสามพี่น้องไปอย่างสิ้นเชิง แม้เธอจะไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิด แต่เธอก็ดีกับพวกเขามากๆ ทำของอร่อยให้กิน ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ สอนหนังสือพวกเขา ตกกลางคืนก็ยังมาเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน
เขาไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต น้องชายกับน้องสาวก็มีความสุขกันมาก แม้แต่พ่อก็ยังเริ่มหันมาใส่ใจและคอยดูแลปกป้องพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ
แต่คุณแม่ดีกับพวกเขาถึงเพียงนี้ เขากลับกล้าปิดบังเธอเพื่อไปทำเรื่องไม่ดี แถมยังดื้อด้านไม่เชื่อฟังอีก... ทำไมเขาถึงกลายเป็นเด็กเลวร้ายได้ขนาดนี้
เขาเกลียดตัวเองเหลือเกิน
“คุณแม่ครับ... คุณแม่อย่าทิ้งพวกเราไปนะครับ ผมจะไม่ทำเรื่องไม่ดีแบบนี้อีกแล้ว...”
จู่ๆ โจวเจ๋อตงก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าอย่างแรงต่อหน้าซือเนี่ยน เสียงเข่ากระแทกพื้นดัง ตุ้บ
“คุณแม่จะตีผม จะด่าผมยังไงก็ได้ครับ ผมจะคุกเข่าอยู่อย่างนี้จนกว่าคุณแม่จะหายโกรธ”
เวลาอยู่ที่โรงเรียน ถ้าคุณครูโกรธ อย่างมากก็แค่ลงโทษให้เขายืนนิ่งๆ เดี๋ยวเดียวครูก็หายโกรธแล้ว
ถ้าเขายอมคุกเข่าขอโทษอย่างจริงจังแบบนี้ คุณแม่ก็น่าจะหายโกรธเหมือนกัน
โจวเจ๋อตงคิดด้วยใจที่สับสนว้าวุ่น เขาเงยใบหน้าเล็กๆ ขึ้น ดวงตาแดงก่ำมีน้ำตาไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย ในตอนนี้ เขากำลังแสดงความรู้สึกแบบเด็กๆ ออกมาอย่างหมดเปลือก... ความกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
หัวสมองของเขาขาวโพลนไปหมด รู้เพียงอย่างเดียวว่าเขาขาดคุณแม่ไม่ได้ น้องชายกับน้องสาวก็ขาดคุณแม่ไม่ได้เหมือนกัน
“เฮ้อ! รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้นะ แม่ไม่ได้บอกว่าจะทิ้งพวกลูกสักหน่อย”
ซือเนี่ยนเองก็ตกใจกับการกระทำของเขา แต่พอเห็นสีหน้าเด็กน้อยที่เหมือนกับโลกทั้งใบกำลังจะพังทลาย เธอก็พอจะเดาได้ว่าท่าทีเข้มงวดของเธอเมื่อครู่นี้คงทำให้เขาตื่นกลัวจนเกินเหตุ
แม้จะยังอึ้งๆ อยู่ แต่ท่าทีนี้ก็ทำให้เธอรู้ว่า อย่างน้อยเขาก็รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำลงไปมันเป็นเรื่องไม่ดี
สิ่งที่ซือเนี่ยนกลัวที่สุดก็คือ เขาจะไม่คิดว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องเลวร้ายต่างหาก
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ “แม่รู้ว่าครูสวีรังแกลูกกับน้องชาย ลูกก็เลยโกรธมาก แต่การที่ลูกไปหาคนมาทำร้ายเขามันก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี”
แม้ว่าเอาเข้าจริงซือเนี่ยนเองก็อยากจะอัดอีกฝ่ายให้ยับเหมือนกัน แต่พูดกันตามตรง เธอไม่เคยคิดถึงขั้นจะไปจ้างคนมาทำร้ายร่างกายใคร
วิธีการของโจวเจ๋อตงมันช่างเด็ดขาดและรุนแรงเกินไป
ท้ายที่สุดแล้ว มันก็คงเป็นความผิดของพ่อแม่อย่างพวกเขาเอง ที่ยังทำให้เขารู้สึกมั่นคงปลอดภัยได้ไม่มากพอ
ขณะที่โจวเจ๋อตงกำลังจะอ้าปากรับประกันอย่างแข็งขันว่าเขาจะไม่ทำอีกแล้ว เขาก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินซือเนี่ยนถามขึ้นมาว่า: “ไม่มีใครเห็นใช่ไหม?”
โจวเจ๋อตง: “...”
เขาส่ายหน้าช้าๆ
ซือเนี่ยนถอนหายใจอีกเฮือก เธอยื่นมือไปวางบนบ่าเล็กๆ ของเขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทำได้ดีมากไอ้ลูกชาย! ...แค่ก เพ้ย แม่หมายถึง ต่อไปห้ามทำเรื่องแบบนี้อีกเด็ดขาดนะ นี่ลูกเพิ่งจะ 10 ขวบเอง รู้ตัวหรือเปล่า”
ที่จริงเธอก็รู้สึกตะหงิดๆ กับเรื่องนั้นมาตลอด ครูสวีถูกคนตี แล้วโจวเจ๋อตงที่เห็นน้องชายตัวเองถูกรังแกมาต่อหน้าต่อตาเนี่ยนะ จะเข้าไปช่วย?
แค่ไม่ตามไปกระทืบซ้ำก็ถือว่าเมตตามากแล้ว
ที่แท้ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง
แต่เด็กคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ เขาทั้งจัดการสั่งสอนครูสวีได้ แถมยังพลิกสถานการณ์จนได้รับการคุ้มครองจากตำรวจอีกต่างหาก
นี่ถ้าโตขึ้นไปเป็นอาชญากรขึ้นมา โลกไม่ปั่นป่วนกันหมดเหรอ
ซือเนี่ยนรีบสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ ...เพ้ย นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย คำพูดแบบนี้ขอให้เป็นครั้งนี้ครั้งเดียว ห้ามเอามาคิดอีกเด็ดขาด
“แน่นอน คนเราถ้าเขาไม่มาหาเรื่องเราก่อน เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องเขา เรื่องนี้มันเป็นเพราะครูสวีไร้น้ำใจ ทำตัวแย่ๆ รังแกลูกกับน้องชายก่อนเอง เขาโดนแบบนี้ก็สมควรแล้วล่ะ”
เธอค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าเล็กๆ “ที่แม่ไม่พอใจ เป็นเพราะลูกปิดบังพวกเราแล้วแอบไปทำเรื่องพวกนี้ต่างหาก แม่เป็นห่วงรู้ไหม แล้วก็เสียใจด้วย ที่ลูกไม่ไว้ใจคนในครอบครัวมากพอ”
“แม่ภูมิใจนะที่ลูกสามารถหาวิธีของตัวเองมาจัดการคนเลวที่มารังแกลูกกับน้องชายได้ แต่ยังไงซะ การทำร้ายร่างกายคนอื่นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง... อ้อ แน่นอน ถ้าเป็นครูสวี แม่ไม่มีปัญหา”
ซือเนี่ยน: (ขอโทษนะคะคุณโจวเยว่เซิน ฉันมันเป็นผู้หญิงใจร้าย คงสอนลูกคุณให้เป็นคนดีไม่ได้แล้วล่ะ ในเมื่อฉันเองก็คิดว่าครูสวีสมควรโดนตีจริงๆ นี่นา QwQ)
โจวเจ๋อหานมองหน้าคุณแม่กับพี่ชายสลับไปมาอย่างงุนงง พวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน ทำไมเขาถึงฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด
โจวซีเหยาที่คอมีผ้ากันเปื้อนผืนเล็กผูกอยู่ มือขาวๆ อวบๆ กำส้อมอันจิ๋วไว้แน่น เธอกะพริบตาปริบๆ มองทุกคนอย่างสับสน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
โจวเจ๋อตงทำความเข้าใจคำพูดของแม่อยู่ครู่หนึ่ง
การตีคนมันไม่ถูกต้อง แต่ความหมายของคุณแม่คือ เราสามารถตีคนเลวได้ แค่ต้องแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น
“คุณแม่ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”
ขอแค่คุณแม่ไม่โกรธ ขอแค่คุณแม่ไม่ทิ้งพวกเขาไป คุณแม่จะให้เขาทำอะไร เขาก็ยอมทำทั้งนั้น
ซือเนี่ยนเอื้อมมือไปหยิบเงินที่วางอยู่บนโต๊ะมากำไว้ “ไม่เลวเลยนี่ เสี่ยวตงของเรารู้จักหาเงินแล้ว งั้นแม่จะเก็บเงินนี่ไว้ให้ เอาไว้ให้ลูกใช้แต่งงานในอนาคต”
เธอลองนับดูเล่นๆ ก็พบว่ามันพอดีเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน 30 หยวน
ซือเนี่ยนยัดเงินก้อนนั้นใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง ก่อนจะยื่นมือไปลูบผมสั้นๆ ที่เพิ่งขึ้นใหม่จนสากมือของเขา
“เอาล่ะ ครั้งนี้ถือว่าเป็นความผิดครั้งแรก แม่จะไม่เอาเรื่องก็แล้วกัน นั่งลงกินข้าวได้แล้ว”
โจวเจ๋อตงรีบเช็ดน้ำตาที่เหลืออยู่ เขยิบไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ก่อนจะเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นมองเธอ “คุณแม่ครับ ผมไม่แต่งงานหรอก เงินทั้งหมดที่หาได้ ผมจะให้คุณแม่ใช้คนเดียว”
โอ๊ยยย ซือเนี่ยนรู้สึกหัวใจพองโต หวานชื่นไปหมด แม้จะยอมรับว่าผลผลิตจากการเลี้ยงดูครั้งนี้มันจะเบี้ยวๆ ไปจากมาตรฐานไปสักหน่อย แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังเป็นเด็กที่กตัญญูรู้คุณคน
แถมเขาก็ยังพอแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ไม่ได้มืดบอดไปซะหมด
แค่นี้ซือเนี่ยนก็พอใจมากแล้ว
“ได้เลยจ้ะ แม่จะรอวันที่ลูกหาเงินได้เยอะๆ เลยนะ”
โจวเจ๋อหานที่นั่งงงอยู่นานเพิ่งจะประมวลผลทัน
“หา? นี่แสดงว่าร้านเครปไข่ที่ผมไปกินทุกวันตรงหน้าโรงเรียนนั่น... พี่เป็นคนเปิดเหรอ?”
…
เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะทำให้โจวเจ๋อตงตกใจมากจริงๆ เพราะตกกลางคืนเขาก็นอนละเมอร้องไห้ พร่ำบอกว่าตัวเองผิดไปแล้ว
ซือเนี่ยนแค่เดินผ่านมาได้ยินเสียงเด็กร้องไห้สะอึกสะอื้นในความฝัน เธอก็รู้สึกสงสารจนเจ็บที่หัวใจ
เธอถอนหายใจยาว... เส้นทางการเลี้ยงลูกนี่มันช่างยาวไกลและหนักหนาสาหัสจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ซือเนี่ยนก็ยังรักษาสัญญา เธอบอกเขาว่าถ้าเขาอยากจะไปทำธุรกิจจริงๆ ช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน เธออนุญาตให้ออกไปข้างนอกได้นานขึ้นอีก 1 ชั่วโมง
ส่วนวันเสาร์กับวันอาทิตย์ก็สามารถออกไปได้เต็มที่
พอได้พูดคุยตกลงกันอย่างเปิดอกชัดเจนแบบนี้ เขาก็จะได้ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าเธอจะโกรธอีก
ซือเนี่ยนถือโอกาสนี้เขียนจดหมายไปหาโจวเยว่เซิน แกล้งถามเขาว่าฟาร์มหมูที่นั่นกำลังจะเจ๊งหรือยังไง ลูกชายถึงขั้นต้องออกมาตั้งแผงลอยทำมาหากิน หาเงินมาให้เธอใช้แล้วเนี่ย
แต่จดหมายฉบับนี้กลับเงียบหายไป เธอรอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการตอบกลับ
ช่วงนั้นซือเนี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมเด็กๆ ทั้งสองคนเข้าแข่งขันพอดี เธอเลยไม่ได้ติดใจคิดอะไรมาก
…
บ้านตระกูลฟู่
ครอบครัวซือเดินทางมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง
ฟู่เชียนเชียนรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจอย่างมาก ตั้งแต่พี่ชายของเธอถูกส่งตัวไปประจำการที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ครอบครัวซือก็แวะเวียนมาที่บ้านไม่เว้นวัน ทำอย่างกับว่ากลัวพี่ชายเธอจะไม่กลับมาอย่างนั้นแหละ
หลินซือซือเพิ่งจะติดคุกไปได้ไม่นานแท้ๆ พวกเขาก็เริ่มร้อนใจกลัวว่าพอเธอพ้นโทษออกมา พี่ชายของเธอก็จะยังไม่กลับมาเสียที
ถึงแม้ครอบครัวซือจะไม่มีอำนาจพอที่จะช่วยให้ลูกสาวออกมาจากคุกได้ แต่พวกเขาก็ยังมีความสามารถพอที่จะรอจนกว่าลูกสาวจะออกมา แล้วค่อยหาทางกลบเกลื่อนรอยด่างพร้อยในอดีตนี้ได้
เดิมทีหลินซือซือถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปีเต็ม แต่เพราะช่วงที่อยู่ในเรือนจำ เธอแสดงความตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวอย่างจริงจัง จึงได้รับการพิจารณาลดโทษ
ประกอบกับที่หลินซือซือแจ้งกับที่บ้านว่าเธอต้องการจะเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ ครอบครัวซือจึงต้องวิ่งเต้นใช้เส้นสายทุกทางที่มี เพื่อให้แน่ใจว่าหลินซือซือจะได้รับการปล่อยตัวออกมาก่อนวันสอบ
ครอบครัวซือประเมินสถานการณ์แล้วว่า ขอเพียงแค่หลินซือซือสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ บวกกับคอนเนคชันดีๆ ที่ตระกูลมีอยู่ ก็ถือว่าเหมาะสมคู่ควรกับฟู่หยางอย่างเหลือเฟือ
ถ้าเธอได้กลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังเมื่อไหร่ ผู้คนก็คงจะไม่มานั่งสนใจเรื่องขี้ปะติ๋วอย่างการขโมยเงินในอดีตอีกต่อไป
ขอแค่พวกเขาช่วยกันป่าวประกาศออกไปว่า ครอบครัวหลินที่แท้จริงนั้นปฏิบัติต่อลูกสาวไม่ดี เธอจึงจำเป็นต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะได้กลับบ้าน... ผู้คนก็คงจะเข้าใจและเห็นใจได้ไม่ยาก
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆ ฟู่หยางจะถูกส่งตัวไปประจำการที่กองทัพภาคอื่น
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขายังอยู่ที่นี่ พวกเขายังพอมีโอกาสจับตาดูความเคลื่อนไหวได้บ้าง
แต่ตอนนี้ฟู่หยางกลับถูกส่งไปไกลถึงกองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือ สถานที่ที่ห่างไกลขนาดนั้น ทั้งภูมิหลังครอบครัวของฟู่หยางก็สูงส่ง รูปร่างหน้าตาก็ดีเลิศ... หากถึงตอนนั้นเขาเกิดไปต้องตาต้องใจกับผู้หญิงคนอื่นเข้า พวกเขาจะทำอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาได้ยินข่าวมาจากหลิวตงตงว่า คุณนายฟู่ถึงกับกำลังคิดที่จะจับคู่เขากับหัวหน้าคณะหญิงคนหนึ่งในกองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือ สองสามีภรรยาตระกูลซือก็ไม่สนใจจะทำสงครามเย็นงอนกันอีกต่อไป รีบแจ้นมาที่บ้านตระกูลฟู่
ไม่ว่าจะอย่างไร ครอบครัวฟู่ก็คือที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา
หากปราศจากครอบครัวฟู่ ครอบครัวซือในย่านบ้านพักทหารแห่งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับอากาศธาตุ
พวกเขาจึงต้องแวะเวียนมาที่บ้านเป็นระยะๆ เพื่อคอยสืบข่าวว่าเมื่อไหร่ฟู่หยางจะได้กลับมา
คุณนายเจิ้งเองแม้จะรู้สึกรำคาญใจอยู่ไม่น้อย แต่ถึงที่สุดก็ไม่อาจพูดจาอะไรที่ไม่น่าฟังออกไปได้
พอได้ยินว่าหลินซือซือตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็อดประหลาดใจไม่ได้
“เธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ? แต่ว่า... เธอยังอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ?”
“ถึงซือซือจะยังอยู่ในคุก แต่เธอก็ตั้งใจรับผิดชอบความผิดอย่างจริงจัง รับโทษอย่างตั้งใจค่ะ เห็นแก่ที่เธอรู้สำนึกผิด ทางนั้นเลยลดโทษให้ ก่อนสอบก็น่าจะออกมาทันพอดี เด็กคนนั้นเขาก็รู้จักพยายามนะคะ ได้ยินว่าอยู่ข้างในก็ขยันอ่านหนังสือทุกวัน ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ได้แน่นอนค่ะ”
[จบบท]