บทที่ 287: หน้าชาไปหมด
เสียงหัวเราะพรืดดังขึ้นมาจากผู้คนรอบข้างที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ มันเป็นเสียงหัวเราะที่ทั้งสมเพชและขันในเวลาเดียวกัน ทั้งที่เมื่อครู่ก่อนหน้านี้ พวกเขายังเผลอไผลไปกับบทบาทน่าสงสารที่ผู้หญิงคนนั้นแสดง และอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้
แต่พอสติกลับมาในตอนนี้ ทุกคนก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ก็ลูกชายของตัวเธอเองก็นั่งอยู่บนที่นั่งไม่ใช่หรือไง?
ไม่บอกให้ลูกตัวเองสละที่นั่ง แต่กลับเที่ยวมาขอให้ลูกเต้าเหล่าใครที่ไหนก็ไม่รู้สละให้ นี่มันใช้เหตุผลส่วนไหนคิดกัน สองแม่ลูกหน้าเปลี่ยนสีทันควัน เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาวสลับไปมาอย่างน่าดูชม
ผู้หญิงคนนั้นรีบหาข้ออ้างเสียงอ่อย “คือ... คือลูกฉันไม่ค่อยสบายน่ะสิ”
โจวเจ๋อหานสวนกลับทันควัน “อ้าว ผมก็ไม่สบายเหมือนกันครับพี่ ผมปวดท้อง ผมอยากอึ”
พูดจบ เขาก็ทำท่าเบ่งลม “ปู้ด!” เสียงดังลั่นออกมาอย่างจงใจ พร้อมกับทำหน้าทำตาบิดเบี้ยวเหมือนกำลังปวดหนักและพร้อมจะปล่อยออกมาทุกเมื่อ
สีหน้าของผู้คนรอบข้างเปลี่ยนไปในพริบตา ต่างพากันหันไปต่อว่าผู้หญิงคนนั้น “โอ๊ย คุณนี่ก็ยังไงนะ โตจนป่านนี้แล้ว ยังจะมาแย่งที่นั่งกับเด็กตัวเล็กๆ ไม่อายปากบ้างหรือไง”
“นั่นสิ ทนหน่อยนะ ใกล้จะถึงแล้ว!”
ผู้หญิงคนนั้นใบหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู เธอทั้งรู้สึกขยะแขยงทั้งอับอาย รีบเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองแทบไม่ทัน
ครูสวียกมือขึ้นมาปิดจมูก ทำหน้าตาไม่สบอารมณ์อย่างแรง “เด็กอะไรน่ารังเกียจชะมัด นี่สินะที่เขาว่าเด็กบ้านนอก ไม่มีมารยาทเอาซะเลย มาผายลมในที่สาธารณะได้ยังไง น่าขยะแขยง!”
พอได้ยินคำว่า “เด็กบ้านนอก” หลุดออกมา ผู้คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนานก็หันมาเพ่งเล็งเด็กชายทั้งสองคนอีกครั้ง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและดูแคลนปนเปกันไป
โดยเฉพาะผู้หญิงคนที่เป็นต้นเรื่อง ยิ่งแสดงท่าทีรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นเด็กบ้านนอกนี่เอง ถึงว่าทำไมถึงได้ไร้มารยาทขนาดนี้ โชคดีแค่ไหนแล้วที่มันไม่ลุกที่นั่งให้ ไม่อย่างนั้นเสื้อผ้าดีๆ ของฉันคงเปื้อนความสกปรกไปด้วยพอดี”
เธอกระซิบกระซาบกับลูกชายเสียงดังฟังชัด “ลูกจำไว้นะ ต่อไปห้ามไปสุงสิงกับเด็กประเภทนี้เด็ดขาด รู้ไหมว่าเนื้อตัวพวกนี้สกปรกแค่ไหน เผลอ ๆ อาจจะมีพยาธิไชยั้วเยี้ยไปหมดก็ได้” เธอทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐ ได้เจอกับผู้คนมาสารพัดรูปแบบ
พวกชาวบ้านป่าเถื่อนบางคนพาลูกเล็กเด็กแดงไปทำธุระที่สำนักงาน เด็กนั่นทั้งมอมแมมทั้งสกปรก บนหัวยังมีเหาตัวเป้งๆ ไต่ไปไต่มาให้เห็นตำตา
พูดจบ เธอก็ทำท่าสยดสยอง ขนลุกขนพองไปทั้งตัว
ท่าทีที่ดูเกินจริงของเธอทำให้เด็กคนอื่นๆ ที่อยู่บนรถพากันหวาดกลัว สายตาที่พวกเขามองไปยังโจวเจ๋อตงและโจวเจ๋อหานจึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและรังเกียจ
ครูสวีเห็นสายตาของผู้คนรอบข้างเป็นใจ ก็รีบฉวยโอกาสนี้สุมไฟเข้าไปอีก “นี่ไม่ใช่ว่าครูดูถูกพวกเธอสองพี่น้องนะ แต่บ้านของพวกเธอทำฟาร์มหมูไม่ใช่เหรอ สภาพแวดล้อมแบบนั้นมันก็ต้องทั้งสกปรกทั้งเหม็นอยู่เป็นปกติ แล้วตัวพวกเธอจะสะอาดสะอ้านไปกว่ากันได้ยังไง”
“ที่ครูพูดนี่เพราะหวังดีนะ อยากให้พวกเธอรู้จักปรับปรุงตัว รักษาความสะอาดให้มากกว่านี้ อย่ามาหาว่าครูใจร้ายก็แล้วกัน” มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูไม่จริงใจ
โจวเจ๋อหานผู้ไม่เคยเกรงกลัวอะไร ไม่ว่าจะโดนตีหรือโดนด่า แต่สิ่งเดียวที่เขากลัวและอ่อนไหวที่สุด ก็คือการถูกคนอื่นรังเกียจว่าเป็นเด็กบ้านนอกและถูกมองอย่างดูถูก
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังอารมณ์ดีอยู่เลย เขาแค่ไม่อยากสละที่นั่งที่แม่ลำบากหามาให้ ให้กับคุณป้าท่าทางไม่น่าคบคนนั้นก็เท่านั้น ปกติเวลาอยู่ที่โรงเรียน เขายังชอบท้าเพื่อนๆ แข่งกันผายลมว่าใครเสียงดังกว่ากันด้วยซ้ำ ทุกคนก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เขาไม่คิดเลยว่าการกระทำเดียวกัน พอมาอยู่ในที่แห่งนี้ จะถูกมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและขยะแขยงถึงเพียงนี้
ความเสียใจเริ่มเกาะกุมหัวใจดวงน้อย เขามองผู้คนรอบข้างด้วยสายตาหวาดหวั่น ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปชิดพี่ชายโดยไม่รู้ตัว
“ครูสวีไม่กินเนื้อหมูเหรอครับ”
โจวเจ๋อตงที่ปิดหนังสือลงเงยหน้าขึ้นสบตากับครูสวีที่กำลังทำหน้าได้ใจ
“แล้วผู้ใหญ่คนอื่นๆ ล่ะครับ มีใครไม่กินเนื้อหมูบ้างหรือเปล่า” เขาถามต่อ
คำถามนั้นทำให้ผู้ใหญ่หลายคนบนรถพากันนิ่งไป
โจวเจ๋อตงจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกคุณถึงกินเนื้อหมูได้ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับรังเกียจว่าหมูเป็นสัตว์ที่สกปรก”
“พวกเราทุกคนต่างก็รู้ว่า ‘ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า’ ทุกคนช่วยกันประหยัดอาหารเพื่อส่วนรวม เนื้อหมูเองก็เป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตที่หลายคนขาดไม่ได้
ในยุคที่อาหารขาดแคลน ยังมีคนอีกมากมายที่ทั้งชีวิตไม่เคยได้ลิ้มรสเนื้อหมูสักคำด้วยซ้ำ อาหารที่ควรค่าแก่การขอบคุณ กลับถูกครูผู้ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ เอามาพูดจาดูแคลนว่าเป็นของสกปรก นี่คือสิ่งที่ครูควรจะสอนพวกเราจริงๆ เหรอครับ”
บรรดาครูคนอื่นๆ ที่ปกติก็ไม่ค่อยชอบพฤติกรรมของครูสวีอยู่แล้ว พอได้ฟังคำพูดของโจวเจ๋อตง ต่างก็พากันมองเขาด้วยสายตาตกตะลึง
พวกเขาตกใจมาก คาดไม่ถึงเลยว่าเด็กชายตัวเล็กๆ อายุเพียงเท่านี้ จะสามารถพูดจาฉะฉาน โต้ตอบได้อย่างมีเหตุมีผล คมคายทุกถ้อยคำ!
เมื่อย้อนกลับไปมองการกระทำของครูสวีเมื่อครู่ ช่างเป็นเรื่องที่น่าละอายใจอย่างยิ่ง ต่อให้เธอจะไม่ชอบเด็กสองคนนี้เป็นการส่วนตัวแค่ไหน ก็ไม่ควรนำเรื่องอาหารการกินมาเป็นประเด็นโจมตีแบบนี้
ผู้ปกครองหลายคนที่พอจะมีวิจารณญาณก็เริ่มไม่เข้าใจการกระทำของครูคนนี้เช่นกัน กลับกัน สายตาที่พวกเขามองโจวเจ๋อตงกลับเต็มไปด้วยความชื่นชม
แม้จะเป็นเด็กที่มาจากชนบท แต่คำพูดคำจากลับหลักแหลมและมีเหตุผล รู้จักกาลเทศะ ไม่แสดงท่าทีต่ำต้อยเจียมตัวเพราะพื้นเพของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้
นี่มันต้นกล้าชั้นดีชัดๆ
คนที่นั่งอยู่บนรถคันนี้ส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวที่มีหน้ามีตาในสังคม ย่อมเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งและน้ำหนักของคำพูดที่เด็กชายกล่าวออกมาได้เป็นอย่างดี
คนกลุ่มที่เมื่อครู่ยังผสมโรงไปกับครูสวี พลอยแสดงท่าทีรังเกียจเด็กทั้งสองคนไปด้วย ตอนนี้ต่างก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
โดยเฉพาะผู้หญิงคนแรกที่บอกให้ลูกชายตัวเองอย่าไปเล่นกับสองพี่น้อง สีหน้าของเธอในตอนนี้สลับสับเปลี่ยนไปมาหลากสีสันยิ่งกว่ารุ้งกินน้ำ ไม่ต่างอะไรกับครูสวีเลย
“ครูสวี นี่คุณพูดเกินไปหน่อยแล้วนะ ถ้าฉันจำไม่ผิด เด็กคนนี้เพิ่งช่วยคุณไว้ไม่ใช่เหรอ”
“นั่นสิ เรื่องเพิ่งเกิดไปไม่นานเองนะ คุณก็พูดกับเด็กแบบนี้ซะแล้ว”
“ที่โรงเรียนของเราสนับสนุนความเท่าเทียมกัน หวังว่าครูสวีจะไม่เอาระบบศักดินาสมัยโบราณมาใช้นะ นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว”
ครูสวีรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่จนชาไปทั้งแถบ
เด็กนักเรียนคนอื่นๆ พากันมองโจวเจ๋อตงด้วยสายตาเลื่อมใส รู้สึกว่าเขาเท่และสุดยอดมาก
โดยเฉพาะเซียงเอ๋อร์ ดวงตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของโจวเจ๋อตงอย่างไม่วางตา ความรู้สึกชื่นชมและเขินอายฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น
โจวเจ๋อหานเองก็มองพี่ชายด้วยสายตาชื่นชมสุดหัวใจ
พี่ชายพูดถูกเผง เนื้อหมูออกจะอร่อยขนาดนั้น ทำไมคนพวกนี้ต้องมาทำท่ารังเกียจว่ามันสกปรกด้วยนะ เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ เอาเป็นว่าสำหรับเขา เนื้อหมูคือสุดยอดอาหาร ไม่ว่าจะเป็นส่วนมันหรือส่วนเนื้อแดง เขาก็กินได้ไม่อั้น!
แม้จะยังเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่โจวเจ๋อหานก็เริ่มฝันหวานไปถึงมื้อเย็นแล้วว่า คืนนี้จะได้กินอะไรอร่อยๆ บ้างนะ?
ในที่สุด รถก็เดินทางมาถึงสนามสอบ
ครูแต่ละคนนำนักเรียนในความดูแลของตัวเองแยกย้ายกับผู้ปกครองเพื่อไปยังห้องสอบที่กำหนดไว้
“เสี่ยวหาน เดี๋ยวพอสอบเสร็จแล้ว ไปรอพี่ที่หน้าประตูโรงเรียนนะ เข้าใจไหม”
โจวเจ๋อตงเอื้อมมือไปจัดชุดนักเรียนของน้องชายที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ เขาจับชายเสื้อที่หลุดลุ่ยยัดเข้าไปในขอบกางเกงเพื่อให้ดูเรียบร้อยขึ้น ก่อนจะกำชับด้วยท่าทางจริงจัง
วันนี้แม่ไม่ได้มาด้วย แถมเจี่ยงจิวก็ไม่ได้ติดตามมา โจวเจ๋อตงเลยอดกังวลไม่ได้ว่าน้องชายตัวแสบจะวิ่งซนจนหายไปไหนต่อไหน
โจวเจ๋อหานที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ใหม่ ดวงตากลมโตสอดส่ายมองซ้ายมองขวาอย่างอยากรู้อยากเห็น ไม่ได้มองหน้าพี่ชายเลยสักนิด เขาพยักหน้าส่ง ๆ “อื้อๆๆ พี่ ผมรู้แล้วน่า ผมไม่ใช่เด็กเล็กๆ สักหน่อย ไม่วิ่งเพ่นพ่านหรอก”
โจวเจ๋อตงได้แต่ถอนหายใจกับความไม่ใส่ใจของน้องชาย
โชคดีที่ครูประจำชั้นของโจวเจ๋อหานเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะน้องตง เดี๋ยวครูจะช่วยดูแลน้องหานให้เอง”
พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะครูพละเป็นคนเสนอชื่อ ห้องเรียนของเธอคงไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วยซ้ำ ที่อาจารย์ใหญ่ยอมตกลงก็เพราะครูพละคนนั้นเป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติที่ปลดเกษียณมา ไม่เช่นนั้นเธอก็คงไม่มีวาสนาได้พาเด็กๆ มาเปิดหูเปิดตาในวันนี้
เมื่อตอนอยู่บนรถ ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับครูสวีเลยสักคน นั่นก็เพราะนักเรียนในห้องของเธอเรียนเก่ง แถมเธอยังมีความสัมพันธ์อันดีกับหัวหน้าหลี่อีกด้วย ทุกคนจึงเลือกที่จะเลี่ยงการปะทะมากกว่า
แต่เด็กคนนี้กลับกล้าตอกกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว สุดยอดจริงๆ!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเสี่ยวหานถึงได้เป็นเด็กร่าเริงสดใสขนาดนี้ ก็มีพี่ชายที่คอยปกป้องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แบบนี้นี่เอง ถ้าไม่ร่าเริงสิถึงจะแปลก!
ช่างเป็นเด็กที่น่าเอ็นดูจริงๆ
จากเหตุการณ์บนรถ ทำให้ครูสวีจงใจเมินเฉยโจวเจ๋อตงไปเลยตลอดทาง กลับกัน เซียงเอ๋อร์กลับคอยเดินตามต้อยๆ ชวนโจวเจ๋อตงคุยไม่หยุด แต่เด็กชายก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจเธอเลยสักนิด
หลี่โหย่วไฉที่ยืนอยู่ข้างๆ มีสีหน้าบูดบึ้งยิ่งกว่าครูสวีเสียอีก แต่เขาก็ไม่กล้าเข้าไปหาเรื่องโจวเจ๋อตง เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเอาเรื่องที่เขาฉี่ราดกางเกงไปฟ้องเซียงเอ๋อร์ เขาเลยได้แต่ยืนกระทืบเท้าด้วยความโกรธจนหน้าเขียว
ไม่นานทั้งหมดก็มาถึงห้องสอบแข่งขันวิชาคณิตศาสตร์
จำนวนผู้เข้าแข่งขันในวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษนั้นมีมากที่สุด โรงเรียนอื่นๆ ที่มาถึงก่อนหน้าก็จับกลุ่มกันอยู่เป็นหย่อมๆ
หลังจากที่ครูคุมสอบตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนแน่ใจว่าเด็กๆ ไม่ได้พกพาสิ่งของต้องห้ามใดๆ ติดตัวเข้าไป จึงอนุญาตให้เข้าห้องสอบได้
ภายในห้องสอบมีกระดาษคำตอบและเครื่องเขียนเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ส่วนครูคุมสอบก็มีไม่ต่ำกว่าสิบคน ครูเหล่านี้ล้วนมาจากต่างโรงเรียนกันทั้งสิ้น เพื่อความโปร่งใสยุติธรรมและป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ
เมื่อเด็กๆ นั่งประจำที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว การแจกข้อสอบก็เริ่มขึ้น
จากนั้น ครูคุมสอบคนหนึ่งก็กล่าวชี้แจง “รอบคัดเลือกนี้ คะแนนผ่านอยู่ที่ 88 คะแนนนะคะ ขอให้ทุกคนทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกร็ง ทำเหมือนตอนสอบปกติก็พอ ถึงแม้ว่าใครจะไม่ผ่านในรอบคัดเลือก ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรเลย”
ปกติแล้ว เด็กๆ ที่มาแข่งในวันนี้ล้วนเป็นหัวกะทิที่สอบได้คะแนนเกินเก้าสิบคะแนน หรือแม้กระทั่งได้คะแนนเต็มเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินเกณฑ์คะแนนผ่านในตอนนี้ พวกเขากลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม กลับยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้นไปอีก
พวกเขาเคยได้ยินครูเล่าว่า เกณฑ์คะแนนผ่านในแต่ละปีจะถูกกำหนดตามระดับความยากง่ายของข้อสอบ ยิ่งคะแนนผ่านต่ำเท่าไหร่ ก็ยิ่งแปลว่าข้อสอบปีนั้นยากมหาโหดเท่านั้น
ปีที่แล้วเกณฑ์ผ่านตั้ง 90 คะแนน ทุกคนต่างก็คิดว่าคงเป็นข้อสอบง่ายๆ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับพ่ายแพ้ยับเยิน จากนักเรียนทั้งหมดสองร้อยคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน กลับมีผู้ผ่านเข้ารอบต่อไปเพียงแค่สามสิบคนเท่านั้น และนั่นเป็นเพียงแค่การแข่งขันในรอบคัดเลือก
โจวเจ๋อตงได้ฟังก็อดที่จะจริงจังกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้
เพราะแม่เคยเตือนเขาไว้ว่า การเรียนการสอนในเมืองนั้นแตกต่างจากที่หมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง มีเนื้อหาอีกมากมายที่เขาไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาเขาจะพยายามอ่านหนังสือทบทวนมาไม่น้อย แต่มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ บนภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
คนเราจะประมาทหรือหยิ่งผยองในความสามารถของตัวเองไม่ได้ เขาเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี และเขาจะตกรอบตั้งแต่รอบแรกไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อข้อสอบถูกแจกจ่ายจนครบทุกคน ครูคุมสอบก็ประกาศเริ่มการแข่งขัน
โจวเจ๋อตงรีบกวาดสายตาอ่านข้อสอบในมือทันที
หลังจากที่อ่านคำถามจนครบทุกข้อ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นซับซ้อนอย่างเห็นได้ชัด
ครูสวีซึ่งทำหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้คุมสอบในห้องนี้ สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางนั้นของเขาเข้าพอดี เธอจึงแค่นยิ้มออกมาอย่างเย็นชา
เพิ่งเคยเจอข้อสอบการแข่งขันของจริงครั้งแรกล่ะสิ ท่าทางคงจะทำอะไรไม่ถูกไปเลยล่ะสิ
[จบบท]