บทที่ 29: หน้าแตกยับเยิน
“คุณพ่อครับ” น้ำเสียงเล็กๆ ที่เอ่ยเรียกบิดาในครั้งนี้เจือไว้ด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับว่าความเกรงกลัวที่มีต่อโจวเยว่เซินได้เลือนหายไปแล้วส่วนหนึ่ง
โจวเยว่เซินไม่เคยเห็นลูกชายคนรองของเขาอารมณ์ดีและมีความสุขเปี่ยมล้นถึงเพียงนี้มาก่อนเลย หากเทียบกับพี่ชายคนโตแล้ว ลูกคนรองของเขาจะมีนิสัยร่าเริงสดใสกว่าเสมอ แต่ความสดใสนั้นมักจะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อยามที่เขาไม่อยู่บ้านเท่านั้น
การที่เด็กน้อยแสดงความสุขออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้ผู้เป็นพ่ออดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าตัวเล็กต้องการจะบอกอะไรเขากันแน่
เพียงไม่นาน โจวเยว่เซินก็ค้นพบคำตอบ เมื่อสายตาของเขาสะดุดเข้ากับกระเป๋านักเรียนใบน้อยสีสันสดใสที่อยู่บนแผ่นหลังเล็กๆ ของลูกชาย
แววตาคมกริบสีนิลกาฬของเขาไหวระริกเล็กน้อย ก่อนจะย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้า แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะของลูกชายคนรองอย่างอ่อนโยน
“ได้กระเป๋าใบใหม่แล้วเหรอ สวยดีนี่”
“ครับ!” ดวงตาของโจวเยว่หานเป็นประกายสดใสราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ใบหน้าที่เคยซูบตอบบัดนี้แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น “เธอซื้อให้ผมครับ!”
เขาชำเลืองมองเข้าไปในครัวแวบหนึ่ง ไม่กล้าเอ่ยปากเรียกซือเนี่ยนว่าแม่เลี้ยง และยิ่งไม่กล้าที่จะเรียกเธอว่า ‘แม่’
จากนั้นเจ้าตัวเล็กก็จูงมือพ่อของเขาให้เดินไปที่โต๊ะอย่างกระตือรือร้น “ของพี่ใหญ่ก็มีนะครับ คุณพ่อรีบมาดูเร็วเข้า”
“แล้วก็มีเสื้อผ้ากับกระโปรงของน้องสาวด้วยนะฮะ”
“คุณพ่อดูตรงนี้สิครับ อันนี้เป็นลูกอมรสผลไม้ ส่วนอันนี้เป็นลูกอมที่แตกเป๊าะแป๊ะในปากได้ด้วย”
“ขนมปังกรอบถุงนี้ต้องอร่อยมากแน่ๆ เลย ผมเคยเห็นเพื่อนที่โรงเรียนกินด้วยล่ะครับ”
สายตาของเด็กน้อยจับจ้องอยู่ที่ถุงขนมปังกรอบอย่างไม่ยอมละไปไหน แม้จะไม่เคยลิ้มลอง แต่เขาก็มั่นใจว่ารสชาติของมันจะต้องอร่อยเลิศอย่างแน่นอน
โจวเยว่เซินกวาดสายตามองสิ่งของมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นลูกอม ขนมปังกรอบ กระเป๋านักเรียน เสื้อผ้าเด็ก นมผง หรือแม้กระทั่งน้ำผึ้ง ทุกอย่างล้วนเป็นของที่ซื้อมาเพื่อลูกๆ ของเขาทั้งสิ้น
ป้าหลิวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตัวแข็งทื่อ อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ใบหน้าของเธอฉายแววไม่อยากจะเชื่ออย่างชัดเจน!
ซือเนี่ยนเนี่ยนะจะซื้อกระเป๋านักเรียนกับเสื้อผ้าให้เด็กๆ
มันจะเป็นไปได้อย่างไร!
ผู้หญิงคนนั้นจะใจดีสปอร์ตทุ่มเงินมากมายขนาดนี้เชียวเหรอ!
ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!
แค่เห็นของกองโตขนาดนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าราคาต้องไม่ใช่ถูกๆ
‘ร้ายกาจนักนะ นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!’ ป้าหลิวได้แต่กรีดร้องในใจด้วยความเจ็บแค้นและอิจฉาริษยา ‘คงจะรู้ล่ะสิว่าโจวเยว่เซินรักและให้ความสำคัญกับลูกๆ มากแค่ไหน ถึงได้ทุ่มทุนซื้อของมาประเคนให้เด็กๆ ขนาดนี้ หวังจะเอาใจเขาล่ะสิ!’
เธอยอมรับเลยว่าประเมินผู้หญิงที่มาจากในเมืองคนนี้ต่ำเกินไปจริงๆ พวกนี้มันมารยาเจ้าเล่ห์ไม่ธรรมดาเลยสักคน
ใบหน้าของป้าหลิวเขียวคล้ำสลับซีดเผือด ความรู้สึกเสียดายเงินและความริษยาตีรวนอยู่ในอกจนแทบระเบิด หากซือเนี่ยนไม่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เงินก้อนนี้ก็อาจจะตกเป็นของเธอไปแล้ว
ขณะนั้นเอง ซือเนี่ยนที่คงจะได้ยินเสียงพูดคุยก็เดินออกมาจากในครัว
เธอเพิ่งจะนำซี่โครงหมูลงหม้อตุ๋นและหุงข้าวเสร็จเรียบร้อย ไม่คาดคิดเลยว่าโจวเยว่เซินจะกลับมาถึงบ้านแล้ว
หญิงสาวประคองชามกระเบื้องใบใหญ่ที่บรรจุซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊วส่งกลิ่นหอมฉุยมาวางลงบนโต๊ะอาหาร
เธอปรายตามองป้าหลิวที่ยืนทำหน้าตาบูดบึ้งราวกับโกรธแค้นกันมาสิบชาติ ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่สามีแล้วเอ่ยขึ้น “คุณกลับมาแล้วเหรอคะ ไปล้างมือก่อนดีไหม มาทานอะไรรองท้องก่อนก็ได้ ข้าวยังไม่สุกดีเลย”
โจวเยว่เซินมองซี่โครงหมูสีน้ำตาลเข้มที่ยังคงมีควันร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อหมูที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มลอยมาเตะจมูกจนท้องร้อง เขาต้องยอมรับเลยว่าผู้หญิงคนนี้มีฝีมือในการทำอาหารที่ไม่เป็นสองรองใคร แค่ได้เห็นและได้กลิ่นก็ทำให้เขาหิวขึ้นมาแล้ว
เขาพยักหน้ารับเบาๆ “อืม”
จากนั้นจึงหันไปมองป้าหลิวอีกครั้ง เมื่อเห็นสีหน้าหลากอารมณ์ที่แสดงออกอย่างไม่ปิดบังของอีกฝ่าย แววตาของเขาก็พลันเย็นชาลง น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปจึงทั้งต่ำและเยือกเย็น “ป้าหลิวครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ป้าก็กลับบ้านไปเถอะ”
ทันทีที่ป้าหลิวเห็นซี่โครงหมูชามโตน่ากินบนโต๊ะ ดวงตาของเธอก็แทบจะถลนออกมาจากเบ้า
‘ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว สนิทสนมกันขนาดนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรกินข้าวฟรีสักมื้อแล้วค่อยกลับสิ’
ใครจะไปคาดคิดว่าโจวเยว่เซินจะเอ่ยปากไล่เธอกลับไปเสียดื้อๆ
ใบหน้าของป้าหลิวแดงก่ำขึ้นมาทันควัน “เยว่เซิน...เรื่องที่ป้าพูดไปเมื่อครู่นี้ เธออย่าเข้าใจผิดนะ ป้าไม่ได้มีเจตนาจะยุแยงให้พวกเธอผิดใจกัน ที่พูดไปทั้งหมดก็เพราะได้ยินคนอื่นเขาว่ามาอีกที ป้าก็แค่เป็นห่วงว่าเด็กๆ จะโดนรังแกเท่านั้นเอง”
พูดจบ เธอก็แสร้งทำท่าทางน่าสงสาร “สองวันที่ผ่านมานี้ป้ายุ่งมากจนไม่มีเวลาแวะมาทำกับข้าวให้เลย ต้องปล่อยให้เป็นภาระของคุณซือเนี่ยนอยู่ตลอด เห็นเธอต้องเหนื่อยทั้งทำอาหารและดูแลลูก ป้าก็รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พรุ่งนี้ป้าจะรีบมาทำกับข้าวให้แต่เช้าเลย”
ป้าหลิวไม่ใช่คนโง่เขลา แม้ในใจจะชิงชังซือเนี่ยนเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ทั้งฉลาดและมีไหวพริบ การเลือกที่จะเป็นศัตรูกับเธอในตอนนี้ย่อมไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ทางที่ดีที่สุดคือการสงบปากสงบคำ แสร้งทำเป็นหวังดีและประจบประแจงไปก่อน อย่างน้อยก็เพื่อรักษางานของตัวเองเอาไว้
‘นังนี่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ยังไงก็ต้องพยายามสร้างภาพเอาใจคนอื่นอยู่แล้ว’ เธอคิดอย่างดูแคลน ‘ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะดีได้ตลอดรอดฝั่ง เผลอๆ อีกไม่นานหางจิ้งจอกก็คงโผล่ออกมาให้เห็น’
ซือเนี่ยนที่มีประสบการณ์ชีวิตมาถึงสองชาติภพ มีหรือจะมองเล่ห์เหลี่ยมตื้นๆ ของป้าหลิวไม่ออก
ท่าทีของหญิงสูงวัยในตอนนี้แตกต่างจากตอนที่โจวเยว่เซินไม่อยู่ราวกับเป็นคนละคน
เธอกำลังครุ่นคิดหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อโน้มน้าวให้โจวเยว่เซินไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไปให้พ้นหูพ้นตา แต่ก็อดกังวลไม่ได้ เพราะทั้งสองครอบครัวรู้จักมักคุ้นกันมานาน ความสัมพันธ์ก็แน่นแฟ้นพอสมควร เขาอาจจะตัดสินใจให้เธออยู่ต่อก็ได้
หากเป็นเช่นนั้นจริง มันจะไม่น่ารำคาญเกินไปหน่อยหรือ
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยอะไร โจวเยว่เซินก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “ไม่ต้องแล้วครับป้าหลิว ก่อนหน้านี้เราเคยตกลงกันไว้แล้วว่าถ้าผมหาภรรยาได้ ก็จะไม่รบกวนป้าอีก ผมจ่ายเงินเดือนของเดือนนี้ให้ป้าล่วงหน้าไปหมดแล้ว เหลือเวลาทำงานอีกแค่สองวันเท่านั้น หลังจากนี้ป้าไม่ต้องมาแล้วนะครับ”
โจวเยว่เซินไม่ใช่คนโง่เง่าที่จะมองเจตนาของคนไม่ออก ที่ผ่านมาเขาต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลลูกๆ จึงจำเป็นต้องจ้างคนมาช่วย
เขาไม่เคยบกพร่องเรื่องเงินทองหรืออาหารการกิน แต่ลูกๆ ของเขากลับผ่ายผอมลงทุกวัน
เด็กๆ กำลังอยู่ในวัยที่ต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต แค่เพียงได้กินอาหารดีๆ ไม่กี่วัน สภาพร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้ลูกทั้งสามของเขามีใบหน้าซีดเซียวอมเหลือง สู้เด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่หลังจากที่ซือเนี่ยนย้ายเข้ามาอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน พวกเขาก็ดูมีน้ำมีนวล แก้มแดงระเรื่อ แถมยังเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน
แตกต่างจากสภาพลิงคลุกโคลนในอดีตอย่างสิ้นเชิง
เขาจ่ายเงินให้ป้าหลิวไม่น้อย ก็ด้วยความหวังว่าเธอจะเมตตาและดูแลลูกๆ ของเขาเป็นอย่างดี
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าผิดหวังอย่างที่สุด
เขาเคยเห็นลูกๆ ต้องลุกขึ้นมาดื่มน้ำประทังความหิวกลางดึกอยู่หลายต่อหลายครั้ง แม้จะเคยให้เงินติดตัวไว้ แต่เด็กๆ ก็ไม่เคยกล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย
สีหน้าของป้าหลิวแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกและหวาดหวั่นในทันที ในที่สุด...สิ่งที่เธอกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้
เธอรีบร้อนแก้ตัว “เดี๋ยวก่อนสิเยว่เซิน จะทำแบบนี้ได้ยังไง คุณซือเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่นาน จะปล่อยให้เธอทำงานหนักทั้งหมดคนเดียวได้ยังไงล่ะ ถ้าป้าไปแล้ว เธอต้องลำบากแย่แน่ๆ”
ซือเนี่ยนได้ยินดังนั้นจึงคลี่ยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับไปว่า “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะลำบากอะไรเลย ที่บ้านนี้นอกจากการดูแลลูกๆ กับทำอาหารแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ทำเป็นพิเศษ ป้าคงจะพูดเกินจริงไปหน่อยแล้วล่ะค่ะ”
ในยุคนี้สำหรับผู้หญิงในชนบท การได้อยู่บ้านเลี้ยงลูกทำกับข้าวก็ถือเป็นความสุขสบายอย่างยิ่งแล้ว เพราะผู้หญิงในบ้านอื่นต่างต้องแบกลูกน้อยไว้บนหลังเพื่อออกไปตรากตรำทำงานในไร่นา พอกลับถึงบ้านก็ยังต้องเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ หุงหาอาหารให้คนทั้งครอบครัว รอจนทุกคนกินอิ่มแล้วก็ยังต้องเก็บกวาดล้างถ้วยชามอีก กว่าจะได้พักผ่อนก็นับว่าดึกดื่นเต็มที
ภาระของซือเนี่ยนมีเพียงแค่ทำอาหารและดูแลลูกสาวตัวน้อยคนเดียวเท่านั้น
ส่วนโจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว พวกเขารู้จักช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างการกวาดบ้านหรือซักเสื้อผ้าของตัวเอง
นอกจากนี้ ที่บ้านก็เลี้ยงแค่สุนัขไว้หนึ่งตัวเท่านั้น เมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นแล้ว ชีวิตของเธอในตอนนี้ถือว่าสุขสบายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
คำพูดของป้าหลิวช่างดูเป็นการตีโพยตีพายเกินจริงไปมาก
ป้าหลิวกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ แต่ก็ยังฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา “เธอเป็นคนเมือง ไม่เหมือนพวกเราคนบ้านนอกที่คุ้นเคยกับความลำบากหรอกน่า ถ้ามีป้าคอยช่วย งานของเธอก็จะเบาลงเยอะเลยนะ”
ซือเนี่ยนไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดต่อ “ไม่ต้องรบกวนหรอกค่ะป้า ความลำบากแค่นี้ฉันทนได้สบายมาก”
ป้าหลิวกำลังจะอ้าปากเถียง แต่โจวเยว่เซินก็ชิงพูดตัดบทขึ้นมาก่อน “ป้าหลิวครับ เราพูดกันมาถึงขนาดนี้แล้ว ป้ากลับไปเถอะครับ”
ป้าหลิวร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก ในยามคับขันเธอถึงกับยอมลดศักดิ์ศรีลงอ้อนวอน “เยว่เซิน เธอจะใจร้ายกับป้าแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าป้าไม่มีงานนี้แล้วจะเอาอะไรกินล่ะ ต่อไปนี้ป้าไม่เอาค่าจ้างเดือนละ 50 หยวนแล้วก็ได้ เธอให้ป้าแค่ 40… ไม่สิ 45 ก็พอ ป้าสัญญาว่าจะดูแลเด็กๆ อย่างดี จะทำงานบ้านทุกอย่าง จะยอมเป็นวัวเป็นม้าให้เธอใช้งานเลย ขอร้องล่ะนะ อย่าไล่ป้าออกเลย”
[จบบท]