บทที่ 293: ภารกิจกู้ภัย
“ตอนนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยเลยที่คุณดันไปตกลงให้เขาไปร่วมภารกิจด้วย เขาไม่ใช่คนจากกองทัพของเรา แถมยังหนุ่มแน่นเลือดร้อนไม่เข้าเรื่อง!”
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงอีกคนกล่าวสมทบด้วยท่าทีเคร่งขรึม “จริงอยู่ที่ว่าเป็นถึงระดับผู้พัน แต่ฟู่หยางคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ เบื้องหลังของเขาแข็งแกร่งมาก แถมยังเป็นคนของกองทัพภาคหัวหนาน ถ้าเขามาเป็นอะไรไปในเขตรับผิดชอบของเรา เบื้องบนตำหนิลงมา ใครจะรับผิดชอบไหว?”
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงหยางใช้มือกดขมับ สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ หวังเจี้ยนกั๋วที่เพิ่งเดินเข้ามามีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน “ผู้บังคับบัญชา อย่าบอกนะครับว่า... ไอ้เด็กตระกูลฟู่นั่น... เข้าไปในเขตไร้มนุษย์แล้ว?”
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงหยางถอนหายใจยาว พยักหน้ารับ “ใช่ ผู้พันฟู่มาที่นี่ครั้งนี้ นอกจากจะมาเพื่อการฝึกซ้อมตามปกติแล้ว เขายังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งติดตัวมาด้วย” เขากล่าวต่อ “เรื่องการลักลอบทำเหมืองผิดกฎหมายกับพวกนักล่าสัตว์ในเขตไร้มนุษย์ที่เกิดขึ้นช่วงก่อนหน้านี้ พวกคุณก็น่าจะเคยได้ยินข่าวคราวมาบ้างแล้ว”
“ครับ แต่เรื่องนั้นมันไปเกี่ยวอะไรกับคนจากกองทัพภาคหัวหนานอย่างเขาล่ะครับ? เรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนไม่ใช่เหรอ?” หวังเจี้ยนกั๋วซักต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มันไม่เกี่ยวกับเขาโดยตรง แต่ดันไปเกี่ยวกับคนเบื้องบนของเขา มีข่าวหลุดออกมาว่ามีการยึดกุมแร่ธาตุและหนังสัตว์ป่าล็อตใหญ่ได้ระหว่างการขนส่งมุ่งหน้าไปทางย่านยูนนาน-กุ้ยโจว-เสฉวน และที่สำคัญคือ ของพวกนั้นถูกขนส่งมาจากทางเขตของเรานี่เอง”
“เบื้องบนไม่ได้สงสัยแค่ว่าเรื่องนี้มีคนของพวกเขาเข้าไปพัวพัน แต่ยังสงสัยด้วยว่าพวกเราที่นี่รู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลย เข้าใจหรือยัง? ถ้าไม่ใช่แบบนี้ คุณคิดว่าเขาจะดั้นด้นมาที่นี่ทำไมกัน?”
หวังเจี้ยนกั๋วฟังจบก็มีสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม โจวเยว่เซินที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ก็ขมวดคิ้ว
“แปลว่าที่ผู้บังคับบัญชาเรียกพวกเรามา ก็เพราะอยากให้พวกเราไปช่วยเขาสินะครับ?” โจวเยว่เซินเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไม่ได้แสดงความประหลาดใจอะไร
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงหยางมีท่าทีรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เยว่เซิน เดิมทีพอฝึกซ้อมจบ ฉันก็ตั้งใจจะให้นายได้กลับบ้านไปพักผ่อนกับครอบครัวแล้วแท้ๆ”
โจวเยว่เซินยังไม่ทันได้ตอบอะไร หยางอวี้เจี๋ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นมาอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
“ผู้บังคับบัญชาคะ! ท่านหมายความว่ายังไงกันแน่! ท่านคงไม่ได้คิดจะให้โจวเยว่เซินกับหวังเจี้ยนกั๋วไปกู้ภัยจริงๆ ใช่ไหมคะ! ท่านลืมไปแล้วเหรอว่าพี่ชายของฉันต้องตายอย่างน่าอนาถที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน!” ขอบตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที บรรยากาศในห้องทำงานเงียบงันน่าอึดอัด
เรื่องราวในอดีตครั้งนั้นหนักหน่วงราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของทุกคนที่อยู่ในห้อง
เรื่องการลักลอบทำเหมืองผิดกฎหมายและล่าสัตว์ป่าอย่างโหดเหี้ยมมันเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว
เขตไร้มนุษย์... ที่นั่นไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ แต่มันยังเป็นเขตที่กฎหมายเข้าไม่ถึงอีกด้วย มันคือสวรรค์ของสัตว์ป่าในตำนาน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเขตมรณะสำหรับมนุษย์
สมัยที่สามวีรบุรุษแห่งซีเป่ยยังเป็นเพียงหัวหน้าทีม พวกเขาก็เคยได้รับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กองทัพได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจ 10 นาย โดยมีหยางอิงเจี๋ยเป็นหัวหน้าทีม ส่งเข้าไปสำรวจสถานการณ์เบื้องต้น
ตอนแรกทุกคนต่างคิดว่าคงเป็นแค่การรับมือกับพวกลักลอบล่าสัตว์และทำเหมืองผิดกฎหมายกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องราวมันจะบานปลายไปถึงการทลายห่วงโซ่ธุรกิจมืดขนาดมหึมา ผลลัพธ์คือทีมทั้ง 10 คน ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสลดในเขตไร้มนุษย์นั่น... ไม่มีใครรอดกลับมา
หลังจากเหตุการณ์นั้น โจวเยว่เซินและหวังเจี้ยนกั๋วก็ถูกส่งเข้าไปในฐานะทีมกู้ภัยและสนับสนุน พวกเขาเองก็เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่นเช่นกัน
สิ่งที่พวกเขาค้นพบมีเพียงเศษซากกระดูกของเพื่อนร่วมทีมที่ถูกฝูงสัตว์ป่ากัดกินจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ภาพอันน่าสยดสยองนั้นได้กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนคนในกองทัพไปอีกนาน และแน่นอนว่ามันคือฝันร้ายที่แสนสาหัสที่สุดสำหรับหยางอวี้เจี๋ย
หลังจากนั้น พวกลักลอบล่าสัตว์และทำเหมืองผิดกฎหมายก็ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น กองกำลังหลายสิบชุดที่ถูกส่งเข้าไปสำรวจพื้นที่ แทบจะเรียกได้ว่าไปแล้วไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
จนกระทั่งเบื้องบนเริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
และในบรรดาคนที่ถูกส่งเข้าไปทั้งหมด มีเพียงโจวเยว่เซินกับหวังเจี้ยนกั๋ว... พวกเขาเป็นเพียงสองคนที่สามารถรอดชีวิตกลับออกมาจากที่นั่นได้ แถมยังลากคอคนทำเหมืองติดมือกลับมาได้ด้วยคนหนึ่ง
เพราะวีรกรรมในครั้งนั้น พวกคนทำเหมืองและพวกลักลอบล่าสัตว์จึงได้ค่อยๆ สงบลงและหายหน้าไป ไม่นึกเลยว่า... มาถึงตอนนี้ พวกมันจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงหยางนิ่งเงียบไปนานมาก ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เยว่เซิน เจี้ยนกั๋ว ภารกิจนี้ มีแค่พวกนายสองคนเท่านั้นที่ทำได้ และมันก็ต้องเป็นพวกนายเท่านั้น”
หวังเจี้ยนกั๋วอัดควันบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบรอยแผลเป็นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว แววตาของเขาฉายประกายดุดัน “ไอ้พวกลูกเต่าเวรเอ๊ย! เมื่อไหร่มันจะรู้จักจบจักสิ้นกันสักทีวะ!”
โจวเยว่เซินกลับยังคงสงบนิ่ง เขาเพียงแค่ลุกขึ้นยืน “เหลือเวลาอีกสิบวันสุดท้าย ผมจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จครับ และนี่... ก็จะเป็นภารกิจสุดท้ายของผมด้วย” เขาพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องทำงานไป
สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเร่งด่วนอย่างที่สุด เพราะทีมของฟู่หยางขาดการต่อไปเกือบหนึ่งวันเต็มแล้ว การขาดการติดต่อในเขตไร้มนุษย์ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการรอความตาย
ทั้งสองคนจึงต้องรีบกลับไปเก็บสัมภาระและเตรียมตัวออกเดินทางทันที
ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การไปช่วยชีวิตฟู่หยางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตของคนอีกหลายสิบชีวิตที่ติดตามเขาเข้าไปด้วย ทุกวินาทีที่เสียไปคือการต่อสู้แย่งชิงระหว่างความเป็นและความตาย
โจวเยว่เซินเปลี่ยนเป็นชุดรบเต็มยศและก้าวขึ้นรถจี๊ปทหาร แต่ในจังหวะที่รถเพิ่งจะเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็มีเสียงคนตะโกนดังไล่หลังมา
“ผู้พันโจวครับ! ผู้พันโจว! จดหมายของคุณ...”
“ผู้พันโจวเหรอ? เขาออกไปทำภารกิจแล้วล่ะ” ยามที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเป็นคนตอบ
“อ้าว? ตายจริง... แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ ผู้พันโจวอุตส่าห์กำชับไว้ว่าถ้ามีจดหมายมา ต้องรีบเอาไปส่งให้ถึงมือเขาทันที” บุรุษไปรษณีย์มีสีหน้ากลัดกลุ้ม “แล้วแบบนี้... ผู้พันโจวจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอครับ?”
ยามส่ายหน้า “เรื่องนี้ผมไม่รู้หรอก”
หยางอวี้เจี๋ยซึ่งเดิมทีตั้งใจรีบวิ่งออกมาเพื่อส่งหวังเจี้ยนกั๋วกับโจวเยว่เซิน แต่ก็น่าเสียดายที่เธอมาช้าไปก้าวหนึ่ง พอได้ยินบทสนทนาเรื่องจดหมายของโจวเยว่เซิน เธอก็หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปถาม
“จดหมายของผู้พันโจวเหรอ?”
คนส่งจดหมายเห็นเธอก็พยักหน้า แววตาของหยางอวี้เจี๋ยพลันมืดลงเล็กน้อย
โจวเยว่เซินเพิ่งจะมาอยู่ที่กองทัพได้แค่ยี่สิบกว่าวันเท่านั้น แต่เขากลับได้รับจดหมายสัปดาห์ละฉบับไม่เคยขาด ทั้งที่ปกติแล้วเมื่อก่อนเขาก็มีญาติพี่น้องอยู่บ้าง แต่ก็นานๆ ทีถึงจะมีจดหมายส่งมาหา
พี่สาวแท้ๆ ของเขาก็เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนน้องสาวอีกคนก็ได้ยินว่าตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว... ถ้าเป็นแบบนี้ มันก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“ผู้พันโจวคงยังไม่กลับมาในเร็วๆ นี้หรอก คุณเอาจดหมายนั่นมาให้ฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันหาทางเอาไปส่งให้เขาเอง” เธอยื่นมือออกไป
แต่บุรุษไปรษณีย์กลับถอยหลังไปสองก้าว พร้อมกับปฏิเสธอย่างสุภาพ “ต้องขอโทษด้วยครับผู้พันหยาง จดหมายฉบับนี้ผมไม่สามารถมอบให้คนอื่นได้จริงๆ ครับ นอกจากผู้พันโจวเท่านั้น”
“นี่คุณหมายความว่ายังไง? คุณกลัวว่าฉันจะแอบเปิดอ่านหรือยังไงกัน?” หยางอวี้เจี๋ยเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ
บุรุษไปรษณีย์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่แบบนั้นครับ เพียงแต่ว่า...” เขาพูดพลางพลิกซองจดหมายกลับด้าน โชว์ให้เธอดูด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ พร้อมกับชี้ไปยังข้อความแถวเล็กๆ ที่อยู่ด้านล่าง “คือ... คนที่ส่งมาเขาเขียนกำชับไว้น่ะครับ”
หยางอวี้เจี๋ยชะงักไปเล็กน้อย เธอมองตามนิ้วของเขาไปยังซองจดหมาย ก็เห็นตัวอักษรตัวเล็กๆ เขียนไว้เป็นแถวว่า...
[ถึงคุณป้าที่ชอบแอบเขียนจดหมายมาหาพ่อของผม สวัสดีนะครับ กรุณาอย่ามายุ่งกับจดหมายของแม่ผมนะ]
หยางอวี้เจี๋ย: “...”
...
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดก็ถึงวันแข่งขันรอบที่สอง
โจวเจ๋อตงเดินตามเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ เข้าไปในห้องสอบและนั่งลงประจำที่
ครูคุมสอบยังคงเป็นกลุ่มเดิมกับรอบที่แล้ว เมื่อพวกเขาเห็นโจวเจ๋อตงเดินเข้ามา สีหน้าที่แสดงออกมาก็ดูจะมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่อย่างลึกซึ้ง
หลังจากการชี้แจงกฎกติกาและย้ำเตือนเรื่องเดิมๆ การสอบก็เริ่มต้นขึ้น ข้อสอบในรอบที่สองนี้มีความยากเพิ่มขึ้นจากรอบแรกอย่างเห็นได้ชัด และเกณฑ์การตัดสินก็เข้มงวดขึ้น โดยนักเรียนจะต้องทำคะแนนให้ได้ถึง 95.5 คะแนน จึงจะมีสิทธิ์ผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้ แม้ว่าเด็กๆ ที่เข้าสอบส่วนใหญ่จะอายุราว 11-12 ขวบเท่านั้น แต่สีหน้าของทุกคนในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความจริงจังและมุ่งมั่น
[จบบท]