บทที่ 3: ฉันจะเป็นแม่เลี้ยงที่ดีเองค่ะ
“เจ้าสาวที่ไหนกัน หลินซือซือเขายกเลิกงานแต่งไปแล้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หลินซือซือสักหน่อย สงสัยบ้านหลินคิดจะเบี้ยว ไม่อยากคืนเงินสินสอด เลยไปคว้าเด็กบ้านป่าที่ไหนมาสวมรอยแทน”
หลี่เถี่ยจู้ถึงกับอ้าปากค้างกับคำพูดนั้น เขาสลับสายตามองใบหน้างดงามหมดจดของซือเนี่ยน ก่อนจะแย้งขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“เอ่อ... สวยขนาดนี้ ไม่น่าใช่เด็กสาวชาวป่าหรอกมั้งครับ”
ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเห็นใครสวยเท่านี้มาก่อนเลย ในหมู่บ้านนี้ที่ว่าสวยหน่อยก็มีแต่พวกปัญญาชนสาวที่ถูกส่งตัวมา แต่ก็ได้ยินว่าแต่ละคนนั้นหยิ่งยโสตั้งแง่ว่าจะแต่งกับคนในเมืองเท่านั้น ไม่เคยชายตาแลพวกหนุ่มชาวบ้านอย่างพวกเขาเลย
ทว่าหญิงสาวตรงหน้านี้กลับงดงามกว่าพวกปัญญาชนเหล่านั้นหลายเท่านัก แล้วจะเป็นเด็กสาวบ้านป่าไปได้อย่างไร
ซือเนี่ยนเริ่มประเมินสถานการณ์ได้แล้ว หญิงวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่คนของตระกูลโจว แต่กลับพยายามกีดกันไม่ให้เธอเข้าบ้าน
คงเป็นเพราะกลัวว่าหากเธอได้แต่งงานกับโจวเยว่เซินในฐานะภรรยา บทบาทของคนดูแลเด็กอย่างป้าหลิวก็จะหมดความจำเป็นและต้องตกงานไปในที่สุด ถึงได้พยายามขับไสไล่ส่งเธอนัก
ซือเนี่ยนแค่นหัวเราะในลำคอ
“ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นยังไง แต่ฉันคือลูกสาวตัวจริงของบ้านหลินค่ะ ในเมื่อบ้านหลินรับเงินมาแล้ว ก็สมควรเป็นลูกสาวแท้ๆ ที่แต่งเข้ามา แต่คุณป้ากลับกีดกันไม่ให้ฉันเข้าบ้าน ไม่ทราบว่ามีความนัยอะไรแอบแฝงหรือเปล่าคะ”
เธอหันไปถามหลี่เถี่ยจู้ที่ยังยืนทำหน้างุนงง “สหายพอจะทราบไหมคะว่าโจวเยว่เซินอยู่ที่ไหน”
เกิดเรื่องวุ่นวายอยู่หน้าบ้านขนาดนี้แล้วยังไม่มีใครออกมาดู ก็หมายความว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่อย่างแน่นอน
“พี่เซินอยู่ที่ฟาร์มหมูน่ะครับ ปกติจะกลับค่อนข้างดึก ให้ผมไปตามให้ไหม”
ซือเนี่ยนแย้มยิ้ม “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันรอเขาที่นี่ก็ได้ รอเขากลับมาจะได้ชี้แจงให้เขาทราบว่าไม่ใช่ฉันที่ไม่อยากแต่งงาน แต่เป็นเพราะมีคนไม่ยอมให้ฉันเข้าบ้าน ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ก็ให้ถือซะว่าตระกูลโจวเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่งงานเอง และเงินสินสอดก้อนนั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องคืนแล้ว”
คำประกาศกร้าวนั้นทำให้ใบหน้าของป้าหลิวซีดเผือดเป็นไก่ต้ม
หลี่เถี่ยจู้เองก็มองหน้าป้าหลิวอย่างไม่เข้าใจ “ป้าครับ ทำไมไม่ให้เธอเข้าไปล่ะ”
ป้าหลิวฝืนยิ้มแห้งๆ ด้วยกลัวว่าเรื่องจะลุกลามใหญ่โตจนไฟลามมาถึงตัวเอง จึงรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มแย้มพร้อมกับเปิดประตูออกกว้าง
“โอ๊ย เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ที่ไม่ให้เข้ามาเมื่อกี้ก็เพราะฉันยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุน่ะ เข้ามาสิ เข้ามาเร็ว”
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น หญิงวัยกลางคนก็ไม่วายส่งสายตาอาฆาตมาให้ซือเนี่ยนแวบหนึ่ง
คนแบบนี้...เก็บไว้ไม่ได้เด็ดขาด
นั่นคือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของซือเนี่ยนทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา หากต้องอาศัยอยู่ร่วมชายคากับคนประเภทนี้ ชีวิตของเธอคงหาความสงบสุขได้ยาก
หญิงสาวแค่นยิ้มในใจ เอ่ยขอบคุณหลี่เถี่ยจู้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเดินสำรวจบ้านตึกหลังย่อมตรงหน้า
ตัวบ้านมีขนาดใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก พื้นที่ใช้สอยน่าจะไมีต่ำกว่า 300-400 ตารางเมตร เมื่อก้าวเข้าไปก็พบกับห้องนั่งเล่นโอ่โถงที่ตกแต่งอย่างดี ภายในห้องไม่เพียงแต่มีโซฟาหนัง แต่ยังมีโทรทัศน์ วิทยุ และเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยราคาแพงอื่นๆ ที่หาได้ยากในยุคนี้ตั้งอยู่ครบครัน
แม้การตกแต่งภายในจะดูไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าหรูหรามากทีเดียว
นี่มันมหาเศรษฐีที่ไม่เปิดเผยตัวตนชัดๆ
เปลือกตาของซือเนี่ยนกระตุกถี่ ขณะที่เธอกำลังจะวางกระเป๋าเดินทางลง จู่ๆ ก็มีเด็กหญิงตัวน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่ไม่ได้สวมรองเท้าวิ่งเข้ามาเกาะชายเสื้อของเธอไว้
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนคาดหวัง
แม้ผมเผ้าจะยุ่งเหยิง แต่เด็กหญิงก็มีเค้าความน่ารักซ่อนอยู่ ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ รับกับแก้มกลมป่องน่าเอ็นดู
ถึงจะน่ารักน่าชังเพียงใด แต่สภาพของเด็กหญิงก็มอมแมมเกินบรรยาย รอบปากเล็กๆ นั้นเลอะเทอะไปด้วยคราบอาหารที่ไม่มีใครเช็ดให้ ส่วนเสื้อผ้าบริเวณใต้คางก็สกปรกจนมองไม่เห็นสีเดิมเสียแล้ว
เด็กหญิงอายุใกล้จะ 2 ขวบแล้วแต่ยังพูดไม่ได้ ทำได้เพียงส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอพลางจ้องมองเธอตาแป๋ว
ไม่มีใครบนโลกนี้ที่จะปฏิเสธเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูได้ลงคอ หากมี นั่นคงเป็นเพราะเด็กคนนั้นไม่ได้น่ารักอย่างแท้จริง
ซือเนี่ยนตัดสินใจอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เธอหยิบลูกอมนมยี่ห้อต้าไป๋ทู่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แกะเปลือกแล้วส่งให้เด็กหญิง
มือเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนนั้นรีบคว้าลูกอมสีขาวนวลไปกำไว้แน่นจนผิดรูปผิดร่าง
อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า แต่เด็กกลับถูกเลี้ยงดูอย่างปล่อยปละละเลย มิน่าเล่าโจวเยว่เซินถึงต้องรีบหาภรรยามาช่วยดูแล
เบื้องหลังของเธอนั้นมีเสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นอย่างเย้ยหยัน “เสแสร้งทำเป็นใจดี”
ซือเนี่ยนหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นป้าหลิวคนเดิม ในเมื่อเปิดตัวเป็นศัตรูกันแล้ว เธอก็ไม่คิดจะใส่ใจคำพูดของอีกฝ่าย
เจ้าตัวเล็กดูเหมือนจะไม่เคยชินกับการมีแขกมาที่บ้าน จึงเอาแต่เดินตามซือเนี่ยนต้อยๆ ไม่ห่างกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เพียงแค่ลูกอมเม็ดเดียว ซือเนี่ยนก็สามารถซื้อใจเด็กน้อยไว้ได้สำเร็จ
หญิงสาวแย้มยิ้มละไม เธอหยิบกระดาษชำระออกจากกระเป๋ามาบรรจงเช็ดคราบสกปรกรอบปากให้เด็กหญิงอย่างแผ่วเบา เมื่อมีเพื่อนตัวน้อยคอยอยู่ข้างๆ ความรู้สึกเบื่อหน่ายก็พลันจางหายไป เธอจึงนั่งรอการกลับมาของเจ้าของบ้านอย่างสงบ
อาจเป็นเพราะหลี่เถี่ยจู้คาบข่าวไปบอกใครบางคนให้ก็เป็นได้ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา ซือเนี่ยนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากหน้าประตู
ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาในห้องนั่งเล่น พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ติดตัวมาด้วย
ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ และภาพที่เห็นก็ทำเอาเธอถึงกับชะงักไป
จากที่ได้ยินมาว่าเขาเป็นเจ้าของฟาร์มหมูและอายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว เธอก็เผลอจินตนาการไปว่าเขาคงเป็นชายแก่ร่างท้วมลงพุง ไม่เช่นนั้นคงไม่ครองตัวเป็นโสดมาจนถึงป่านนี้
ใครจะคาดคิดว่าชายผู้นั้นจะดูสง่างามและสุภาพอ่อนโยนถึงเพียงนี้ เขามีเรือนร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่เย็นชา จนทำให้เธอนึกถึงภาพของนายทหารในยุคกลาง
แสงและเงาภายในห้องขับเน้นให้โครงหน้าคมคายของเขาดูมีมิติยิ่งขึ้น ทว่าแววตาของเขากลับเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
“ชื่ออะไรครับ” เมื่อเห็นซือเนี่ยนเอาแต่นิ่งเงียบ โจวเยว่เซินจึงเอ่ยถามขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์
“ซือเนี่ยนค่ะ ฉันชื่อซือเนี่ยน” หญิงสาวพลันได้สติ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลอจ้องมองเขาจนลืมตัวก็รู้สึกอับอายขึ้นมาเล็กน้อย เธอลุกขึ้นยืนตรงแล้วแนะนำตัวเอง “ปีนี้ฉันอายุ 18 ปี เป็นลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลหลินค่ะ”
โจวเยว่เซินไม่ได้แสดงความประหลาดใจออกมา เขาทราบดีว่าตระกูลหลินพยายามยืดเยื้อเรื่องงานแต่งงานมาเป็นเดือนแล้ว นั่นก็เพราะหลินซือซือไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ส่วนลูกสาวตัวจริงก็ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่นึกไม่ฝันว่าเธอจะเดินทางมาหาเขาด้วยตนเองถึงที่นี่
“ผมโจวเยว่เซิน อายุ 30 ครับ” เขาแนะนำตัวเองอย่างกระชับ
ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก่อนจะหันกลับมาสบตาซือเนี่ยน แววตาของเขาวาบประกายบางอย่าง “ตัดสินใจดีแล้วเหรอ”
เขาเป็นคนฉลาดจริงๆ ซือเนี่ยนคิดในใจ แค่มองจากการกระทำของเธอก็เดาออกแล้วว่าเธอเตรียมใจที่จะแต่งงานกับเขาแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “ค่ะ”
“คุณรู้เรื่องของผมดีแล้วใช่ไหม ผมมีลูก 3 คน แม้จะไม่ใช่สายเลือดโดยตรง แต่ผมก็รับพวกเขาเป็นลูกบุญธรรมแล้ว และผมก็ไม่คิดจะมีลูกเพิ่มอีก”
ซือเนี่ยนเดินเข้าไปหาเขาสองก้าว ก่อนจะยื่นมือขาวผ่องของตนออกไปตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มบางเบา “ก่อนอื่นต้องขอบอกเลยว่า การเป็นแม่คนนั้นเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากค่ะ และประการที่สอง ฉันจะเป็นแม่เลี้ยงที่ดีมากคนหนึ่งค่ะ”