บทที่ 300: กระแสสังคม 2
ในขณะที่ทุกคนกำลังจับตามองประเด็นเรื่องผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งของการแข่งขันคณิตศาสตร์...กลับมีข่าวออกมาว่าเด็กคนนั้นถูกบังคับให้ย้ายห้องเรียนไปเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนที่ได้รู้ข่าวต่างพากันเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าครูสวีคนนั้นจะต้องมีเบื้องหลังหรือมีเส้นสายอะไรบางอย่างแน่นอน
ผู้คนจำนวนมากที่อยู่ในระดับล่างของสังคมต่างก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันและการถูกข่มเหงรังแกจากความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น
การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนขนาดนี้ ทำให้ผู้คนในสังคมพากันรู้สึกโกรธแค้นแทนเด็กน้อยตาดำๆ
ในแต่ละวัน ทางโรงเรียนจึงได้รับจดหมายร้องเรียนที่ส่งมาจากประชาชนทั่วไปแทบจะนับไม่ถ้วน
แม้ภายนอกครูสวีจะดูเหมือนกำลังโดดเด่นและได้รับความสนใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เธอกำลังถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและผลักดันให้ไปยืนอยู่บนปากเหวแห่งประเด็นขัดแย้ง
แต่เรื่องราวมันยังไม่จบแค่นั้น
เมื่อฟู่เชียนเชียนกลับมาถึงบ้านแล้วหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ตอนแรกที่เห็นข่าว เธอยังรู้สึกดีใจมากๆ รีบชี้ไปที่รูปถ่ายในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วหันไปคุยกับแม่ของตัวเอง
“แม่ดูสิคะ! หนูก็บอกแล้วว่าซือเนี่ยนน่ะโชคดีจะตาย สามีก็หน้าตาดี ลูกชายยังฉลาดเป็นกรดอีก นี่เพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ก็พาลูกคว้าแชมป์การแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับเมืองได้แล้ว แถมยังได้ลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งด้วย!”
เธอพูดด้วยท่าทางที่รู้สึกภาคภูมิใจไปกับเขาด้วย
“แต่ครูคนนี้เป็นอะไรของเขากันนะ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ยังจะมาเชื่อเรื่องงมงายว่าไม้เรียวสร้างคนอะไรนั่นอีก?”
หญิงสาวเบะปากอย่างไม่ค่อยพอใจ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านเนื้อข่าวในส่วนที่เหลือต่อไป ยิ่งอ่านคิ้วของเธอก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุดเธอก็ระเบิดอารมณ์ออกมา “มันจะเกินไปหน่อยแล้วนะ เกินไปจริงๆ! เมื่อก่อนฉันก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้แท้ๆ ทำไมฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าโรงเรียนมันมีคนประเภทนี้อยู่ด้วย!”
“ซือเนี่ยนน่าสงสารจะตายไป แค่ต้องเลี้ยงลูกสามคนตัวคนเดียวมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว นี่ยิ่งสามีไปทำงานไกลบ้านแบบนี้ คนพวกนี้ก็เลยได้ใจมารุมรังแกเธอใหญ่เลย!”
คุณนายเจิ้งมองท่าทีที่ดูโกรธเป็นฟืนเป็นไฟของลูกสาวแล้วมุมปากก็กระตุกนิดๆ “ไหนลูกบอกแม่ว่าลูกกับซือเนี่ยนไม่ได้สนิทกันไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ใช่สิคะแม่ หนูกับซือเนี่ยนไม่ได้สนิทกันจริงๆ นั่นแหละ!” ฟู่เชียนเชียนสวนกลับอย่างมีอารมณ์ “หนูก็แค่ไม่ชอบการกระทำของคนพรรค์นี้เท่านั้นเอง!”
คุณนายเจิ้งจ้องมองลูกสาวอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “เด็กที่ชื่อซือเนี่ยนคนนี้ก็ลำบากจริงๆ นั่นแหละ อุตส่าห์ดิ้นรนจนได้กลับเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอเข้ากับเรื่องแบบนี้อีกจนได้ เดี๋ยวแม่จะลองให้พ่อของลูกช่วยถามไถ่ดูหน่อยแล้วกันว่าสถานการณ์มันเป็นยังไง ถ้าพอจะมีทางช่วยเหลืออะไรได้บ้างก็จะได้ช่วยๆ กันไป แต่ลูกอย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปบอกพี่ชายเขานะ แม่กลัวว่าเขาจะคิดมาก”
เดิมที แม้ว่าคุณนายเจิ้งจะรู้สึกค่อนข้างดีกับซือเนี่ยน แต่เธอก็เลือกที่จะรักษาระยะห่างเอาไว้เสมอ
แต่ทว่าในช่วงระยะหลังมานี้ เธอเห็นลูกสาวของตัวเองแวะเวียนไปที่นั่นบ่อยขึ้น แถมเวลา กลับมาทีไรก็มักจะหอบหิ้วของกลับมาถุงเล็กถุงใหญ่ แถมยังชอบแอบเม้มปากยิ้มคนเดียว ดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด
เธอมองแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
ตอนที่ลูกสาวยังเด็กๆ นิสัยของเธอค่อนข้างเอาแต่ใจและอารมณ์ร้าย จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้
แม้ว่าทุกครั้งที่เจอกับซือเนี่ยนมักจะทะเลาะตบตีกันอยู่เรื่อย แต่ก็มีเพียงซือเนี่ยนคนเดียวเท่านั้นที่ยังยอมพูดคุยกับเธอ
พอโตขึ้นมา นิสัยของเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่นัก ทำให้เธอยังคงมีเพื่อนไม่กี่คนเหมือนเดิม
แม้ปากของลูกสาวจะไม่เคยยอมรับมันออกมาตรงๆ แต่ในฐานะคนเป็นแม่ เธอมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน
โดยเฉพาะพวกของกินที่ซือเนี่ยนส่งมาให้ ลูกสาวของเธอแทบจะไม่กล้ากินมันเลย
เธอเก็บรักษามันไว้อย่างดีและทะนุถนอมมันมากๆ
ในใจของเธอก็คงจะดีใจอยู่ไม่น้อย
คุณนายเจิ้งจึงคิดว่า ถ้าหากทางฝั่งซือเนี่ยนเกิดเรื่องเดือดร้อนอะไรขึ้นมาจริงๆ การที่เธอจะยื่นมือเข้าไปช่วยเล็กๆ น้อยๆ บ้างก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี
ฟู่เชียนเชียนได้ยินดังนั้นถึงได้ยอมกลับไปนั่งที่เดิมดีๆ พร้อมกับยื่นมือไปควงแขนแม่ของเธอ “แม่ของหนูนี่ทั้งสวยแล้วก็ยังใจดีที่สุดในโลกเลยค่ะ วางใจได้เลย หนูไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกพี่ชายหรอก หนูแค่กลัวว่าเดี๋ยวเขาจะพาลคิดไปเองอีกว่าซือเนี่ยนทำแบบนี้เพราะยังสนใจเขาอยู่ ไม่เคยส่องกระจกดูหน้าตัวเองเลยจริงๆ ให้ตายสิ”
การบ่นว่าพี่ชายตัวเองอย่างไม่คิดจะไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อย ทำให้คุณนายเจิ้งถึงกับมุมปากกระตุกอีกรอบ
ดูเหมือนเธอจะเพิ่งค้นพบปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งเข้าให้แล้ว
นั่นคือลูกชายของเธอดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นที่รักของคนอื่นเท่าไหร่นัก
ถ้าเป็นคนอื่นพูดเธอก็คงจะไม่ใส่ใจ แต่นี่ขนาดน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองยังแสดงท่าทีรังเกียจออกมาซะขนาดนี้
แต่เอาเถอะ การที่ฟู่เชียนเชียนจะไม่พอใจฟู่หยางมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่เหมือนกัน ก็ใครใช้ให้เขาดันไปแย่งกินขนมถั่วเขียวที่ซือเนี่ยนอุตส่าห์มอบให้เธอกินจนเกลี้ยงเลยล่ะ
พอความคิดวนกลับมาเรื่องของลูกชาย คุณนายเจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความกังวล
ป่านนี้ไม่รู้ว่าลูกชายของเธอจะเป็นยังไงบ้าง ที่กองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่ทั้งห่างไกลและทุรกันดารแบบนั้น เขาไปประจำการทีเดียวก็ปาเข้าไปเป็นเดือน
ช่วงก่อนหน้านี้ก็ยังอุตส่าห์มีจดหมายส่งกลับมาบ้าง แต่มาตอนนี้กลับเงียบหายไม่มีข่าวคราวอะไรส่งมาเลยแม้แต่น้อย
ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเธออย่างช้าๆ
...
ณ ฐานทัพทดสอบกวงหมิง
“พี่จาง! พี่จาง ดูนี่เร็วเข้าสิ เด็กคนนั้นได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วย”
“เขาได้ที่ 1 จริงๆ ด้วย! พี่ทายถูกเป๊ะเลย!”
พี่จางซึ่งกำลังตักข้าวอยู่ในโรงอาหาร เมื่อได้ยินเสียงเรียกก็หันไปยิ้ม “ก็แล้วพี่จางคนนี้ของนาย เคยดูคนพลาดที่ไหนกันล่ะ?”
“สุดยอดไปเลยพี่!” เหล่าสวีชูนิ้วโป้งให้เขาก่อนจะทำหน้าครุ่นคิด “ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมตอนแรกเด็กคนนั้นถึงต้องพยายามคุมคะแนนสอบของตัวเองไว้แบบนั้น”
“หืม?”
“พี่ก็ดูนี่สิ ในหนังสือพิมพ์เขียนไว้หมดเลยว่า ครูคณิตศาสตร์ของเขากดดันเขาอย่างหนัก แถมสุดท้ายเขายังถูกบังคับให้ย้ายห้องอีกต่างหาก น่าสงสารชะมัด นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว พวกเด็กอัจฉริยะถึงต้องมาตกต่ำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”
“หรือว่าสมัยนี้เขาไม่ต้องการเด็กเก่งๆ กันแล้ว?”
พี่จางขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาเอื้อมมือไปรับหนังสือพิมพ์มาถือไว้ “ไหน เอามาให้ฉันดูหน่อยสิ”
เขารับหนังสือพิมพ์มาไล่อ่านเนื้อหาทั้งหมด และเมื่ออ่านจบสีหน้าของเขาก็ดูไม่สู้ดีนัก “ช่างโง่เขลาเบาปัญญาจริงๆ”
“เด็กคนนี้น่าสงสารมากเลยนะพี่ เฮ้อ อุตส่าห์พยายามทำถึงขนาดนี้ก็แค่เพื่อให้ครูยอมรับในความสามารถของตัวเองแท้ๆ แต่ดูผลลัพธ์ที่เขาได้รับสิ สุดท้ายก็ยังไม่วายถูกบังคับให้ย้ายห้องอยู่ดี” เหล่าสวีบ่นออกมาอย่างรู้สึกเศร้าใจแทน
“เออ จริงสิ ว่าแต่ลูกชายของพี่เจี่ยงก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ?” เหล่าสวีหันไปถามชายหนุ่มอีกคนที่สวมแว่นตาอยู่ด้านข้าง
ชายหนุ่มคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ เขาใช้มืออีกข้างที่ว่างดันแว่นตาที่จมูก ท่าทางโดยรวมดูสุภาพเรียบร้อย แต่แววตากลับดูเหม่อลอยอยู่บ้าง “หือ? เมื่อกี้นายพูดถึงเสี่ยวจิว ลูกชายของฉันเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ เจี่ยงเหวินชิง คราวก่อนฉันเพิ่งได้ยินแม่นายบ่นๆ ว่าจะย้ายโรงเรียนให้ลูกชายนี่นา ว่าแต่นี่นายไม่ได้กลับบ้านไปนานแค่ไหนแล้วเนี่ย ป่านนี้ลูกชายนายคงโตขึ้นเยอะแล้วล่ะสิ”
พอถูกทักแบบนั้น เจี่ยงเหวินชิงก็แสดงสีหน้าผิดออกมาอย่างปิดไม่มิด “นั่นสินะ เสี่ยวจิวก็จะแปดขวบแล้ว นี่ผมไม่ได้เจอหน้าลูกมาสองปีเต็มๆ แล้ว”
“นายเป็นพ่อคนที่ใจร้ายใช้ได้เลยนะ แต่ยังไงนี่ก็ใกล้จะถึงช่วงปิดเทอมแล้วนี่นา ไม่คิดจะกลับไปเยี่ยมเขาหน่อยเหรอ?”
เจี่ยงเหวินชิงส่ายหน้า “ยังไม่แน่ใจเลยครับ ว่าแต่...มีอะไรรึเปล่าครับพี่จาง?”
พี่จางเป็นคนตอบคำถามนั้น “ถ้าฉันจำไม่ผิด พ่อของนายพอจะมีเส้นสายอยู่ทางกระทรวงศึกษาธิการอยู่บ้างใช่ไหม พอดีฉันดันไปถูกตาเด็กคนหนึ่งเข้า แต่ตอนนี้เขากำลังโดนครูที่โรงเรียนกดดันอยู่ เลยอยากจะลองหาทางช่วยดูสักหน่อย”
เจี่ยงเหวินชิงถึงกับมองเขาอย่างแปลกใจ “เด็กเหรอครับ?”
พี่จางพูดด้วยท่าทีที่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “ใช่ เด็กคนนี้อายุแค่สิบขวบเอง แต่ฉลาดเป็นกรด รออีกสักไม่กี่ปีก็ดึงตัวมาทำงานที่ฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของเราได้สบายๆ แล้ว”
เจี่ยงเหวินชิงถึงกับพูดอะไรไม่ออก “...”
ขนาดตัวเขาเองที่ว่าแน่ๆ ยังได้ตามอาจารย์เข้ามาทำงานที่นี่ตอนอายุสิบแปด แต่เด็กคนนี้เพิ่งจะอายุแค่สิบขวบก็ถูกหมายตาไว้แล้ว เขาไม่แน่ใจจริงๆ ว่านี่ควรจะเรียกว่าเป็นโชคร้ายซ้ำซ้อนของเด็กคนนั้นหรือเปล่า
แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่า เด็กคนนั้นเป็นคนแบบไหนกัน ถึงขนาดทำให้พี่จางสนใจได้มากขนาดนี้
เจี่ยงเหวินชิงดันแว่นของตัวเองอีกครั้ง “ก็ได้ครับ เดี๋ยวกลับไปผมจะลองช่วยถามไถ่ให้แล้วกัน”
เพื่อเป็นการบรรเทาความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางโรงเรียนจึงตัดสินใจจัดกิจกรรมทัศนศึกษาด้วยการพานักเรียนไปเที่ยวชมธรรมชาติ
ซือเนี่ยนคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก เธอจึงพาลูกชายทั้งสองคนออกไปซื้อของเตรียมตัว ทั้งหมวก รองเท้ากีฬา และของใช้อื่นๆ ที่จำเป็น
เธอยังตื่นมาเตรียมข้าวกล่องเบนโตะน่ารักๆ ให้กับเด็กๆ ด้วย
เนื่องจากกิจกรรมในครั้งนี้จำเป็นต้องมีการปีนเขาด้วย จึงไม่ค่อยสะดวกที่จะพาโจวซีเหยาไปด้วย ซือเนี่ยนเลยต้องรบกวนฝากลูกสาวไว้ให้แม่เฒ่าเจี่ยงช่วยดูแลให้หนึ่งวัน
แน่นอนว่าแม่เฒ่าเจี่ยงยินดีรับฝากอย่างเต็มใจ เพราะการที่ซือเนี่ยนไปทัศนศึกษาครั้งนี้ ก็หมายความว่าเธอจะได้ช่วยดูแลเจี่ยงจิว หลานชายของเธอไปด้วยในตัว
“เนี่ยนเนี่ยนจ๊ะ ช่วงนี้ต้องลำบากเธอจริงๆ เลยนะ พอดีว่าทหารใต้บังคับบัญชาคนเก่าของปู่เสี่ยวจิวดันมาเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยน่ะ ช่วงนี้เขาก็เลยดูไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่ ป้าเลยต้องคอยดูแลเขาเป็นพิเศษ จนไม่มีเวลาพาเสี่ยวจิวออกไปวิ่งเล่นข้างนอกเลย”
แม่เฒ่าเจี่ยงพูดด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง
“เกิดเรื่องขึ้นเหรอคะ?” ซือเนี่ยนถามกลับอย่างแปลกใจ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ เธอเริ่มสนิทสนมกับครอบครัวเจี่ยงมากขึ้น จนได้รับรู้มาบ้างแล้วว่าสามีของแม่เฒ่าเจี่ยงนั้นเป็นอดีตนายทหารที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว
[จบบท]