บทที่ 301: ข่าวคราว
แถมคนที่ว่านี่ยังมียศเป็นถึงระดับผู้การเจี่ยง...ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เคยคุมทหารใต้บังคับบัญชามาแล้วไม่น้อย...พอได้ยินข้อมูลนี้ มันเลยทำให้ซือเนี่ยนอดที่จะนึกถึงโจวเยว่เซินขึ้นมาไม่ได้
เธอขมวดคิ้วนิดหน่อย นี่ก็ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่จดหมายฉบับล่าสุดที่ส่งไป แต่โจวเยว่เซินก็ยังไม่ตอบกลับมาเลย ซือเนี่ยนรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนประเภทที่จะเพิกเฉยเมื่อเห็นจดหมาย
พอจังหวะนี้ที่ว่างลงหน่อย ในใจของเธอก็เลยอดที่จะกังวลเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้จริงๆ
เจี่ยงจิวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นมาขัดจังหวะความคิดพอดี “คุณย่าครับ คุณย่าครับ ใช่คุณอาฟู่คนนั้นหรือเปล่าครับ ผมจำได้นะ เขามาที่บ้านเราบ่อยๆ เลย”
แม่เฒ่าเจี่ยงลูบหัวหลานชายเบาๆ “ใช่แล้ว ก็คุณอาฟู่ของหนูนั่นแหละ เด็กคนนี้น่าสงสารจริงๆ เพิ่งเข้ารับตำแหน่งปุ๊บก็เจองานใหญ่ปั๊บ ต้องรีบเดินทางไปถึงซีเป่ยที่อยู่ไกลลิบขนาดนั้น ได้ยินมาว่าเกิดอุบัติเหตุตอนเข้าไปในเขตไร้มนุษย์ ถ้าไม่ใช่เพราะย่าบังเอิญได้ยินเรื่องนี้จากคุณปู่ของหนูล่ะก็ ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าจะถูกปิดข่าวไปอีกนานแค่ไหน”
“ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง จะรอดชีวิตกลับมาได้ไหม...”
คำพูดนั้นทำให้ซือเนี่ยนถึงกับเปลือกตากระตุก “ฟู่เหรอคะ? หรือว่า...คนที่คุณป้าพูดถึงคือฟู่หยาง?”
แม่เฒ่าเจี่ยงชะงักไปเล็กน้อย “หนูรู้จักเสี่ยวฟู่ด้วยเหรอ?”
ซือเนี่ยนทำสีหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว...เรื่องนี้เธอไม่อยากรู้จักก็คงยาก
“หนูขอพูดตามตรงนะคะคุณป้า ฉันกับฟู่หยางเราเคยมีสัญญาหมั้นกันมาตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แต่งกัน”
คราวนี้เป็นฝ่ายแม่เฒ่าเจี่ยงที่ต้องประหลาดใจบ้าง “อะ...อะไรนะ? นี่...นี่หมายความว่าหนูคือคู่หมั้นคนก่อนของเขาสินะ?”
เธอเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่าคู่หมั้นวัยเด็กของฟู่หยางไม่ใช่ลูกแท้ๆ แถมยังได้ยินว่าออกจากบ้านตระกูลซือไปนานแล้ว หลังจากนั้นเธอก็เลยไม่ได้ใส่ใจติดตามเรื่องนี้อีก
ไม่คาดคิดเลยว่าคู่หมั้นคนนั้นจะเป็นซือเนี่ยนไปได้
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับเบาๆ “ใช่ค่ะ...เมื่อกี้คุณป้าบอกว่าฟู่หยางไปซีเป่ยเหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ” สีหน้าของแม่เฒ่าเจี่ยงดูยุ่งยากใจเล็กน้อย “ไปมาเดือนกว่าแล้ว ยังไม่กลับมาเลย ได้ยินมาว่าตอนออกไปปฏิบัติภารกิจสอดแนม เขาได้เข้าไปในเขตไร้มนุษย์แล้วก็ขาดการติดต่อไปเลย แต่หนูก็อย่ากังวลไปเลยนะ เด็กคนนั้นดวงแข็ง บุญรักษาอยู่แล้ว”
ซือเนี่ยน: ใครจะไปห่วงเขากัน...
คนที่เธอกำลังห่วงคือโจวเยว่เซินต่างหาก!
ที่เธอถามเรื่องฟู่หยาง ก็แค่เพราะบังเอิญได้ยินคุณป้าพูดถึงเรื่องที่เขาเข้าไปในเขตไร้มนุษย์ มันเลยทำให้เธอนึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายขึ้นมาได้
ในนิยาย ฟู่หยางที่เป็นถึงพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่ได้เก่งกาจไร้เทียมทานไปเสียทุกเรื่อง เขาเองก็เคยถูกคนตั้งคำถามในความสามารถมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แถมภารกิจแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ก็คือการถูกส่งตัวไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายในเขตไร้มนุษย์
และสุดท้าย เขาก็ขาดการติดต่อไป
ตอนนั้นหลินซือซือที่เป็นห่วงพระเอกสุดหัวใจ เลยแสดงละครฉากใหญ่ด้วยการดั้นด้นตามหาสามีข้ามพันลี้
แน่นอนว่าฟู่หยางไม่ตายอยู่แล้ว แต่ก็บาดเจ็บสาหัสปางตายเหมือนกัน
หลินซือซือที่ตามไปถึงที่นั่นก็คอยปรนนิบัติดูแลเขาอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน จนในที่สุดก็สามารถมัดใจฟู่หยางได้สำเร็จ
ยังไงก็ไม่ตายหรอก พระเอกของเรื่องจะตายได้ยังไงกัน พล็อตเรื่องทั้งหมดก็แค่ปูทางไว้บิ๊วอารมณ์รักๆ ใคร่ๆ ของพระเอกกับนางเอกในเรื่องก็เท่านั้นเอง
เธอแทบจะลืมฟู่หยางไปจากความทรงจำแล้วด้วยซ้ำ เป็นธรรมดาที่จะไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะแม่เฒ่าเจี่ยงพูดขึ้นมา เธอก็คงนึกพล็อตช่วงนี้ไม่ออกจริงๆ
แต่ประเด็นตอนนี้คือ ซือเนี่ยนไม่ได้สนใจเลยว่าฟู่หยางจะประสบอุบัติเหตุหรือไม่ แล้วยิ่งหลินซือซือยังติดคุกหัวโตอยู่แบบนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่มีทางคืบหน้าไปได้
เรื่องที่เธอกังวลจริงๆ กลับกลายเป็นเรื่องของโจวเยว่เซิน
เพราะในนิยายต้นฉบับ บรรยายถึงเขาน้อยนิดจนน่าสงสาร ผู้ชายวัยกลางคนคนนี้ที่เป็นได้แค่ตัวประกอบฉากนั้นช่างอาภัพ รู้แค่ว่าเขากลับไปที่เขตทหารมาระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าไปทำอะไร
แล้วตอนนี้ฟู่หยางก็ไปเขตทหารซีเป่ย โจวเยว่เซินเองก็ไปที่นั่นเหมือนกัน
ไม่แน่ว่าทั้งสองคนอาจจะได้เจอกัน...
หรือว่า...ที่ผู้ชายวัยกลางคนคนนั้นไม่ตอบจดหมายกลับมา ก็อาจจะเพราะเกิดเรื่องขึ้นเหมือนกัน...
พอคิดว่ามีความเป็นไปได้แบบนั้น ซือเนี่ยนก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
แต่ให้ตามหาสามีข้ามพันลี้น่ะเหรอ ไม่มีทางหรอก โจวเยว่เซิน คุณไปสู่สุคติเถอะ...
แค่ล้อเล่นน่า... ในนิยายต้นฉบับโจวเยว่เซินปลอดภัยดีแน่นอน แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่แน่ไม่นอน เอาเป็นว่ารอฟังข่าวก่อนแล้วกัน
ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ ค่อยรอให้จบเรื่องกิจกรรมทัศนศึกษาครั้งนี้ แล้วค่อยหาทางไปถามข่าวคราวจากอวี๋ตงอีกที
เมื่อจัดลำดับความคิดได้แล้ว ซือเนี่ยนก็เลิกสนใจท่าทีเป็นห่วงฟู่หยางของแม่เฒ่าเจี่ยง แล้วจูงมือเด็กๆ มุ่งหน้าไปโรงเรียนอย่างอารมณ์ดี
ทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลิช่างงดงาม ภูเขาทั้งลูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวขจีและดอกไม้นานาพันธุ์ พอลงจากรถและฟังครูแจ้งข้อควรระวังต่างๆ เรียบร้อย เด็กๆ ก็ราวกับนกน้อยที่ถูกปล่อยออกจากกรง ต่างคนต่างรีบจับกลุ่มกับเพื่อนสนิทแยกย้ายกันไปเล่น
โจวเจ๋อหานกับเจี่ยงจิวพากลุ่มเพื่อนนักเรียนเริ่มวิ่งไล่จับซ่อนหาไปทั่วมบริเวณ เด็กทั้งสองคนจูงมือกันวิ่งหายลับตาไปอย่างรวดเร็ว
นักเรียนจากห้องอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมของตัวเอง
ซือเนี่ยนเลยเดินไปหาที่เหมาะๆ เพื่อจะได้นั่งตากแดดรับไออุ่นสบายๆ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกลุ่มเด็กๆ หลายคนกำลังยืนรุมล้อมโจวเจ๋อตงลูกชายคนโต เพื่อเล่นเกมตัวเลขด้วยกัน เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและชื่นชม
พอลูกชายคนโตได้ย้ายห้อง บรรยากาศรอบตัวเขาก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา ไม่มีทั้งความรู้สึกอึดอัดเหมือนตอนอยู่ห้องสี่ แถมยังไม่มีใครคอยมาหาเรื่อง ซือเนี่ยนเองก็รู้สึกสบายใจไปด้วย
เมื่อเห็นว่าโจวเจ๋อตงกำลังเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนใหม่ขนาดนั้น ฉู่เซียงเอ๋อร์ที่ยืนมองอยู่ก็เม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหา
เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่หน้าตาสะสวย แม้จะอายุยังน้อย แต่เครื่องหน้าทุกส่วนก็งดงามลงตัว รูปร่างก็ผอมเพรียวสูงโปร่ง การที่เธอสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งเล็กๆ ในวันนี้ ยิ่งทำให้เธอดูราวกับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์
แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์คนนี้กลับไม่สนใจเจ้าชายที่ไหนเลย สายตาของเธอมักจะจับจ้องไปที่โจวเจ๋อตง เด็กที่เธอมองว่าเป็นแค่เด็กบ้านนอกคนนั้น
หลี่โหย่วไฉจ้องมองตอนที่ฉู่เซียงเอ๋อร์เดินเข้าไปคุยด้วย ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความริษยา พวกเพื่อนๆ ที่อยู่รอบข้างเขาก็ดูไม่พอใจนัก ห้องเรียนของพวกเขาเดิมทีก็สงบสุขดีอยู่แล้ว แต่พอโจวเจ๋อตงย้ายเข้ามา ก็เอาแต่สร้างเรื่องไม่หยุดหย่อน จนทุกคนพากันหัวเสียไปหมด
นั่นเพราะพวกเขาใช้ชีวิตในห้องสี่แบบนั้นมานานจนคุ้นชินไปแล้ว
จนไม่รู้สึกว่าครูสวีมีปัญหาอะไรอีกต่อไป
ในเมื่อพวกเขาเรียนดี ครูสวีก็ยิ้มแย้มต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี ครูสวีจะทำหน้าบึ้งตึงใส่ก็เฉพาะพวกที่เรียนไม่ดีเท่านั้น
แถมครูสวีก็ไม่เคยตีพวกเขาสักหน่อย อย่างมากก็แค่ด่าบ้างเท่านั้นเอง
แต่นักเรียนที่ถูกด่า ก็สมควรโดนแล้วไม่ใช่หรือไง? ก็ในเมื่อเรียนไม่ดี ขี้เกียจ ไม่รักเรียน แถมยังเป็นตัวถ่วงดึงคะแนนเฉลี่ยของห้องให้ต่ำลงอีก การที่ถูกด่าก็สมควรแล้ว
มันก็แค่เรื่องสมควรโดน ไม่มีอะไรแปลกเลยสักนิด
พวกเขาไม่เข้าใจว่าจะต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไปทำไม เพราะไอ้เด็กคนนี้แท้ๆ ครูสวีถึงเกือบจะโดนไล่ออก
แถมพวกเขายังได้ยินมาหมดแล้วด้วยว่า เดิมทีในการแข่งขันครั้งนั้น หลี่โหย่วไฉควรจะได้อันดับดีๆ
แต่เป็นเพราะโจวเจ๋อตงเกลียดเขา ก็เลยจงใจแย่งตอบคำถามไม่ยั้ง จนทำให้หลี่โหย่วไฉต้องได้ที่โหล่ไปครอง
หลี่โหย่วไฉกับฉู่เซียงเอ๋อร์เป็นเหมือนหน้าตาของห้องมาโดยตลอด ถ้าพวกเขาได้รางวัล ทุกคนในห้องก็รู้สึกภูมิใจไปด้วย
แต่กลับถูกโจวเจ๋อตงทำลายทุกอย่างจนพังไม่เป็นท่า
ทุกคนเลยพากันคิดว่าที่เขาย้ายห้องหนีก็เพราะรู้สึกผิด กลัวว่าทุกคนจะมารุมหาเรื่องเขานั่นเอง
ช่างเป็นคนที่น่ารังเกียจจริงๆ!
ได้ที่หนึ่งแล้วมันจะวิเศษวิโสอะไรนักหนา? เกียรติยศจอมปลอมที่ได้มาจากการเหยียบย่ำเพื่อนร่วมห้องแบบนั้น พวกเขาไม่ต้องการหรอก!
เมื่อเทียบกับโจวเจ๋อตงที่เพิ่งย้ายมาทีหลัง แน่นอนว่าทุกคนย่อมเชื่อใจฉู่เซียงเอ๋อร์กับหลี่โหย่วไฉที่อยู่ด้วยกันมานานมากกว่าอยู่แล้ว
เดิมทีทุกคนก็ไม่พอใจอยู่แล้วที่ถูกโจวเจ๋อตงแย่งโอกาสสำคัญนี้ไป พอมาตอนนี้เขาดันได้รางวัลแล้วก็ชิ่งหนีย้ายห้องไปอีก ทุกคนก็ยิ่งพากันรังเกียจเขามากขึ้น
สรุปก็คือ ตอนนี้โจวเจ๋อตงกลายเป็นคนที่นักเรียนส่วนใหญ่ในห้อง 4 เกลียดขี้หน้าไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น พอเห็นว่าฉู่เซียงเอ๋อร์ยังเดินเข้าไปเล่นกับเขาอีก ทุกคนก็ยิ่งโมโห
แต่เด็กพวกนั้นก็ไม่กล้าหันไปพาลใส่ฉู่เซียงเอ๋อร์ เลยทำได้แค่เบนเป้าหมายไประบายอารมณ์ใส่หยวนหยวนที่ยืนอยู่เงียบๆ จนแทบไม่มีตัวตนอยู่ข้างๆ แทน
[จบบท]