บทที่ 302: เด็กที่หายไป
“หลิวหยวนหยวน ใครใช้ให้เธอมายืนปนกับพวกเรา ถอยออกไปไกลๆ เลยไป!”
“เธอเคยนั่งข้างไอ้โจวเจ๋อตงคนนั้น ใครจะไปรู้ว่าติดกลิ่นขี้หมูของมันมาด้วยหรือเปล่า”
“นั่นสิ น่ารังเกียจเป็นบ้า ยัยอ้วน!”
หยวนหยวนเป็นเด็กที่เพื่อนไม่ค่อยอยากข้องเกี่ยวอยู่แล้ว ซ้ำรูปร่างยังอ้วนกลม ทำให้เธอมักจะตกเป็นเป้าให้กลุ่มเด็กผู้ชายล้อเลียนอยู่เรื่อย
ในสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยพูดแทนเธอสักคน เด็กหญิงได้แต่ก้มหน้าน้อยใจจนขอบตาแดงก่ำ ค่อยๆ เดินเลี่ยงออกมาจากกลุ่มเพื่อนไปยืนอยู่ไกลลิบ
พวกเด็กเกเรเห็นแบบนั้นถึงได้ยอมละสายตาไปอย่างผู้ชนะ
เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของครูสวีเช่นกัน
เธอยังนึกถึงโจวเจ๋อตง เด็กที่เคยน่ารังเกียจที่สุดในชั้นเรียนของเธอ พอเขาย้ายไปอยู่ห้อง 1 กลับพลิกผันกลายเป็นคนดังที่ใครๆ ก็อยากเข้าหาไปเสียได้
แค่คิดเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกคับข้องใจไม่น้อย
ครูสวีหันไปพูดกับหลี่โหย่วไฉ “โหย่วไฉ เธอไปตามเซียงเอ๋อร์กลับมาให้ครูที ครูมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”
แต่หลี่โหย่วไฉกลับทำเป็นไม่ได้ยิน ถึงแม้ครูสวีจะเคยไปอธิบายกับย่าของเขาแล้วว่าเธอไม่ได้เป็นคนสั่งให้โจวเจ๋อตงมาเล่นงานเขา
ทว่าลึกๆ แล้วหลี่โหย่วไฉก็ยังปักใจเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะครูสวีดึงดันจะส่งโจวเจ๋อตงไปแข่งให้ได้นั่นแหละ เขาถึงต้องมาอับอายขายหน้าแบบนี้!
ตอนนี้เขาแทบจะเกลียดครูสวีเข้ากระดูกดำ จึงไม่มีทางที่จะพูดจาดีๆ ด้วย
หากเป็นคนอื่นมาไหว้วาน เขาคงไม่แม้แต่จะชายตามอง แต่พอเป็นเรื่องของฉู่เซียงเอ๋อร์ เขาก็ยอมเดินแยกออกไปแต่โดยดี
เพียงแต่ไม่ได้ให้ความสนใจครูสวีเลยแม้แต่น้อย
ครูสวีมองตามแผ่นหลังของเด็กที่กล้าแสดงท่าทีแข็งข้อใส่เธอ แววตาของเธอปรากฏร่องรอยเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
…
ส่วนอีกด้านหนึ่ง โจวเจ๋อหานหรือเสี่ยวเหล่าเอ้อร์ กำลังวิ่งไล่จับอย่างสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อน
เด็กน้อยสองคนวิ่งแยกมาหลบแถวๆ บริเวณที่จอดรถ
สายตาของพวกเขากวาดมองรถบัสคันใหญ่ที่จอดเรียงรายอยู่หลายคัน และในที่สุดก็ไปสะดุดตากับรถตู้คันหนึ่งที่จอดแอบอยู่ตรงมุม ประตูท้ายรถเปิดอ้าไว้พอดี ทั้งสองคนจึงไม่รอช้า รีบมุดเข้าไปซ่อนตัวข้างใน
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เด็กทั้งสองเริ่มรู้สึกท้องร้อง แต่ก็ยังไม่มีเพื่อนคนไหนหาพวกเขาเจอ
เสี่ยวเหล่าเอ้อร์จึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเอง หยิบกล่องข้าวออกมา เด็กน้อยสองคนนั่งยองๆ อยู่ในพื้นที่เก็บของท้ายรถ เปิดกล่องข้าวแบ่งกันกินไปพลางหัวเราะคิกคักกันไปพลาง
เมื่อท้องอิ่ม หนังตาก็เริ่มหย่อน
ทั้งคู่เผลอฟุบหลับไปอย่างสะลึมสะลือโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนที่กำลังเดินตรงมายังรถตู้อย่างเร่งรีบ
จากนั้น ตัวรถก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย คล้ายกับมีของหนักบางอย่างถูกโยนเข้ามาในรถ
ตามด้วยเสียงปิดประตูท้ายรถดัง "ปัง!"
รถตู้เริ่มโคลงเคลงและค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณนั้น
…
กว่าบรรดาคุณครูจะไหวตัวว่ามีเด็กหายไป เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบจะเที่ยงวัน
ซือเนี่ยนเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ หลังจากที่เธองีบหลับไปพักหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาก็เห็นทุกคนกำลังกางเสื่อเตรียมตัวกินมื้อเที่ยงกันแล้ว
เนื่องจากเป็นการมาทัศนศึกษา ทุกคนจึงเตรียมอาหารและเสบียงมาเพื่อเติมพลังงานกันอย่างเต็มที่
เด็กๆ บางคนวิ่งเล่นจนหมดแรง ก็นอนแผ่หลาหลับไปบนพื้นหญ้าแล้ว
ส่วนโจวเจ๋อตง หรือเสี่ยวเหล่าต้า ยังคงนั่งล้อมวงเล่นเกมแข่งขันตัวเลขกับเพื่อนๆ อย่างขะมักเขม้น
ตอนแรกมีเพื่อนมามุงดูเขาราว 5-6 คน แต่ตอนนี้วงขยายใหญ่ขึ้นจนมีเด็กๆ มาร่วมสิบกว่าคน
แต่ละคนมีสีหน้าเหมือนเพิ่งผ่านการต่อสู้มาอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าพ่ายแพ้ให้กับโจวเจ๋อตงกันถ้วนหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครยอมถอย ทุกคนยังคงเล่นกันต่ออย่างออกรสชาติ
ทว่าคนที่ปกติจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังที่สุดอย่างเสี่ยวหานกับเจี่ยงจิว กลับไม่เห็นแม้แต่เงา
ซือเนี่ยนเริ่มรู้สึกแปลกๆ ปกติเจ้าพี่รองถึงจะซนแค่ไหน แต่ถ้าเธออยู่ใกล้ๆ เขาจะต้องวิ่งแวะเวียนมาหา มาชวนคุยอย่างน้อยๆ ทุก 5 นาที
แต่วันนี้เธอนอนไปตั้งนาน เขากลับไม่โผล่มาให้เห็นเลยสักนิด มันไม่น่าจะเป็นไปได้
เธอจึงหันมองไปทางกลุ่มเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ซึ่งเห็นว่าคุณครูประจำชั้นกำลังเรียกรวมพลเพื่อกินข้าว
ซือเนี่ยนเดินตรงเข้าไปหากลุ่มเด็ก แต่เมื่อไม่เห็นลูกชายตัวเอง จึงเอ่ยถามด้วยความข้องใจ “คุณครูของเสี่ยวหานคะ ไม่ทราบว่าเสี่ยวหานกับเจี่ยงจิวไปไหนกันเหรอคะ”
“อ๋อ สองคนนั้นไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ค่ะ ดิฉันเพิ่งให้เด็กไปตามอยู่...” คุณครูยังพูดไม่ทันจบประโยคดี เด็กนักเรียนที่ถูกใช้ให้ไปตามก็วิ่งหน้าตาตื่นกลับมา
“คุณครูครับ! พวกเราหาพี่รองกับเจี่ยงจิวไม่เจอครับ! ไม่รู้ว่าสองคนนั้นไปแอบที่ไหนกัน”
“ใช่ครับ ตั้งแต่ตอนเช้าที่พวกเราเริ่มเล่นกันรอบแรก ก็ไม่มีใครหาพวกนั้นเจออีกเลย”
เด็กคนอื่นๆ ที่เล่นด้วยกันก็รู้สึกแย่เหมือนกัน พวกเขาอุตส่าห์คิดว่าพลิกภูเขาทั้งลูกเพื่อหาแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังหาไม่เจอ ตอนแรกยังนึกชมอยู่เลยว่าทั้งสองคนซ่อนเก่งจริงๆ
เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ซือเนี่ยนกับคุณครูก็หันมาสบตากัน ทั้งคู่รับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
และเหมือนเป็นการตอกย้ำลางสังหรณ์ เมื่อมีเสียงจากนักเรียนชั้น ป.4 ตะโกนขึ้นมาอีกทางหนึ่ง “คุณครูครับ! ทางห้อง 4 ก็มีนักเรียนหายไปหลายคนเหมือนกันครับ พวกหลี่โหย่วไฉกับเซียงเอ๋อร์ก็หายไป!”
ซือเนี่ยนรีบหันไปมองทันที เธอเห็นอู๋เหรินอ้ายที่ยืนอยู่ตรงนั้นมีสีหน้าตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด “นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมจู่ๆ เด็กถึงหายตัวไปได้”
พวกนักเรียนที่เหลือต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครให้คำตอบได้
นักเรียนชั้น ป.4 หายไปถึง 5 คน
เมื่อนับรวมกับเด็ก ป.1 อีก 2 คน เท่ากับว่าตอนนี้มีเด็กหายไปพร้อมกันถึง 7 คน
หากมีแค่โจวเจ๋อหานกับเจี่ยงจิวที่หายไป พวกคุณครูอาจจะยังพอใจเย็นและคิดว่าเด็กแค่ซุกซนเล่นเพลินจนลืมเวลา
แต่เด็กชั้น ป.4 โตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว แถมกลุ่มที่หายไปยังเป็นเด็กที่เรียนดีทั้งนั้น มันจะเป็นไปได้ยังไงที่พวกเขาจะเล่นซ่อนแอบจนหายตัวไปพร้อมกันแบบนี้
สีหน้าของซือเนี่ยนเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เหล่าคุณครูก็เริ่มอยู่ไม่สุข รีบสั่งการแบ่งกลุ่มกันออกตามหาเด็กๆ
คณะครูและนักเรียนที่เหลือช่วยกันเดินหาจนทั่วบริเวณภูเขาลูกนั้น แต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอยของเด็กทั้ง 7 คน บรรยากาศเริ่มตึงเครียดอย่างหนัก ทุกคนตื่นตระหนกอย่างแท้จริง จึงรีบตัดสินใจติดต่อกลับไปที่โรงเรียนและแจ้งความกับตำรวจ
แม้ว่าสถานที่ทัศนศึกษาครั้งนี้จะอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง แต่บริเวณรอบๆ ก็ยังมีบ้านเรือนผู้คนอาศัยอยู่บ้าง
ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์ที่สวยงาม โรงเรียนอื่นๆ ก็เคยมาจัดกิจกรรมที่นี่บ่อยครั้งในปีก่อนๆ แต่ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน
ในพื้นที่โล่งแจ้งที่มองเห็นได้เกือบทั้งหมดแบบนี้ เด็กกลุ่มหนึ่งจะหายไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนได้
ความเป็นไปได้มันเหลืออยู่แค่ทางเดียวเท่านั้น... คือพวกเขาถูกคนอื่นพาตัวไป
เด็กๆ ยังเล็กกันขนาดนั้น คงไม่มีทางเดินหนีไปเองได้ไกล และที่สำคัญคือแถวนี้ไม่มีรถโดยสารประจำทางผ่านเลย
หัวใจของซือเนี่ยนร้อนรุ่มเหมือนมีไฟมาสุม เธอมองไปทางครูสวีตามสัญชาตญาณ แต่ก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงสีหน้าวิตกกังวลเหมือนกับครูคนอื่นๆ
นักเรียนชั้น ป.4 หายไปเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ครูประจำชั้นหลายคนต่างก็ร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก
ท่าทีของครูสวีในตอนนี้จึงไม่ได้ดูผิดแผกอะไร
ถึงกระนั้น ซือเนี่ยนก็ยังคงรู้สึกติดใจอยู่ลึกๆ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับครูสวีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ณ ตอนนี้ เธอได้แต่ภาวนาขอให้เจ้ารองปลอดภัย!
พอโจวเจ๋อตงรู้ข่าวว่าทั้งน้องชายและเจี่ยงจิวหายตัวไป สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ทุกคนต่างแยกย้ายกันเดินไปตามบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงเพื่อสอบถามและช่วยกันค้นหา
เมื่อเพื่อนๆ เห็นสีหน้าของโจวเจ๋อตงย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ก็พยายามเข้ามาปลอบใจ
“ไม่เป็นไรหรอก โจวเจ๋อตง น้องชายนายอาจจะแค่เดินเล่นเพลินจนหลงทางก็ได้”
“ใช่ๆ ต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ”
“คุณลุงครับ คุณป้าครับ พอจะเห็นเด็กผู้ชายตัวประมาณนี้สองคนเดินผ่านแถวนี้บ้างไหมครับ”
แต่ชาวบ้านทุกคนที่ถูกถามต่างส่ายหน้าเป็นคำตอบเดียวกัน “ไม่เห็นเลยนะหนู ปกติแถวนี้ไม่ค่อยมีคนแปลกหน้าผ่านมาหรอก ถ้าลุงกับป้าเห็นเด็กๆ ล่ะก็ ต้องรีบบอกพวกเธออยู่แล้ว”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเหรอ ทำไมคนเยอะแยะมาตามหาใครกัน” ชาวบ้านใจดีในละแวกนั้นเริ่มทยอยกันออกมาชะโงกดูเหตุการณ์
โจวเจ๋อตงกำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย สูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีไปจนหมด
เขากวาดตามองหาซือเนี่ยนโดยอัตโนมัติ และเห็นเธอยืนกุมหน้าอกอยู่ ใบหน้าของเธอซีดขาวราวกับกระดาษ
เด็กชายรีบวิ่งเข้าไปประคองร่างของแม่ “คุณแม่ครับ คุณแม่เป็นอะไรไป!”
ซือเนี่ยนพยายามสูดหายใจเพื่อระงับอาการใจที่เต้นรัว แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับสั่นเครือ “แม่... แม่ไม่เป็นไร”
เธอกำลังกลัว กลัวจับขั้วหัวใจ ตั้งแต่วินาทีที่รู้ว่าเจ้ารองหายตัวไป ซือเนี่ยนก็พยายามเค้นความทรงจำทั้งหมดเพื่อค้นหาว่ามีฉากนี้อยู่ในเนื้อเรื่องเดิมของนิยายหรือไม่
เพราะตามท้องเรื่องแล้ว เจ้ารองถือเป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่งที่มีบทบาทไปจนถึงช่วงท้ายๆ ของเรื่อง ตามหลักเหตุผลแล้ว เขาไม่น่าจะมาเป็นอะไรในตอนนี้
แต่เธอก็อดกลัวไม่ได้... กลัวว่าการทะลุมิติของเธอจะเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิด 'ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก' จนเนื้อเรื่องบิดเบือน และนำพาอันตรายมาสู่เขา
เธอทบทวนเนื้อเรื่องทั้งหมดซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ไม่พบเหตุการณ์ลักพาตัวเด็กในลักษณะนี้เลย
แล้วซือเนี่ยนจะไม่กลัวได้อย่างไร
เธอยังนึกสงสัยไปถึงครูสวี ว่านี่อาจจะเป็นแผนการที่จะเล่นงานเธอ แต่ถ้าอีกฝ่ายต้องการเล่นงานเธอจริงๆ ทำไมถึงต้องลักพาตัวเด็กชั้น ป.4 ไปด้วยอีกตั้งหลายคนด้วยเล่า
[จบบท]