บทที่ 305: ถูกลักพาตัวกลับบ้าน
ผู้กองหลี่เครียดจนกุมขมับ ตั้งแต่โจวเยว่เซินเดินทางไป ก็กำชับเขาหนักหนาว่าให้ช่วยดูแลเด็กๆ ด้วย ตัวเขาเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน กลัวว่าเด็กๆ จะเป็นอะไรไป เลยสั่งให้ลูกน้องเพิ่มการลาดตระเวนแถวถนนเหล่าตงเป็นพิเศษ
แต่ใครจะคาดคิด ขนาดเฝ้าระวังเข้มงวดขนาดนี้แล้ว เด็กก็ยังหายตัวไปจนได้
ใบหน้าของผู้กองหลี่บูดบึ้งจนดูไม่ได้
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับรู้ความเครียดนั้น เธอก็เครียดไม่ต่างกัน “ผู้กองหลี่คะ ฉันมาวันนี้มีเรื่องสำคัญอยากจะแจ้งให้ทราบค่ะ”
เธอเล่าข้อสันนิษฐานของตัวเองเกี่ยวกับครูสวีให้ผู้กองหลี่ฟังอย่างละเอียด
ยิ่งฟัง สีหน้าของผู้กองหลี่ก็ยิ่งแย่ลง พอเธอเล่าจบ เขาก็อุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อหู “พี่สะใภ้ นี่มัน... มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ เหรอครับ?”
“ฉันก็หวังว่ามันจะไม่จริงค่ะ” ซือเนี่ยนตอบ “ถ้าเราสามารถเค้นข้อมูลอะไรจากครูสวีได้ก็คงจะดี แต่ฉันกลัวว่าเธอจะปากแข็งไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ ดังนั้น ฉันเลยอยากขอให้คุณอย่าเพิ่งให้เรื่องนี้แดงขึ้นมา ขอให้สืบสวนเป็นการภายในไปก่อนว่าช่วงนี้เธอมีการติดต่อกับใครน่าสงสัยเป็นการส่วนตัวบ้างหรือเปล่า”
“ผมเข้าใจแล้วครับพี่สะใภ้ วางใจได้เลย เรื่องนี้ผมจะจัดการเอง!”
ผู้กองหลี่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องเลวร้ายระดับนี้จะมีคนในอย่างครูในโรงเรียนรู้เห็นเป็นใจด้วย ถ้าเป็นอย่างที่ซือเนี่ยนสันนิษฐานจริงๆ มันก็อธิบายได้เลยว่าทำไมช่วงที่ผ่านมาถึงมีเด็กหายตัวไปหลายต่อหลายคนอย่างไร้ร่องรอย โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
คิดได้ดังนั้น สีหน้าของผู้กองหลี่ก็ยิ่งดำมืด
…
รถตู้คันเก่าโกโรโกโสพาสองชีวิตน้อยๆ แล่นห่างออกจากตัวเมืองไปเรื่อยๆ ถนนหนทางเริ่มขรุขระและเปลี่ยวร้างมากขึ้น จนกระทั่งแม้แต่เจี่ยงจิวที่ปกติไม่ค่อยคิดอะไร ยังเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
นี่มันขับมาหลายชั่วโมงติดต่อกันแล้วนะ เด็กคนอื่นๆ ที่มาด้วยกัน ทั้งพี่สาวพี่ชายที่ดูโตกว่าก็นอนหลับกันหมด ไม่มีใครตื่นเลยสักคน
ด้านหน้ามีผู้ชายสองคน คนที่นั่งข้างคนขับเอนเบาะหลับไปแล้ว เหลือแค่คนขับที่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถไปอย่างเงียบเชียบ ไม่พูดไม่จา
โจวเจ๋อหานจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างที่มอมแมม ทิวทัศน์เปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องกลายเป็นทุ่งนา และตอนนี้... มันกำลังกลายเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ทอดตัวยาวเหยียดอยู่ข้างหน้า ภาพนั้นมันดูคุ้นตาอย่างประหลาด เหมือนเขาเคยเห็นมันที่ไหนสักแห่ง แต่ในสมองน้อยๆ ก็ยังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ถูกว่ามันคือที่ไหนกันแน่
เด็กชายแกล้งทำเป็นกระสับกระส่าย เดี๋ยวก็หยิบปากกาที่พกติดตัวออกมาขีดๆ เขียนๆ อะไรบางอย่างลงบนเศษกระดาษที่ซ่อนไว้ในกระเป๋า เดี๋ยวก็โอดครวญว่าเมารถ แล้วโน้มตัวไปที่หน้าต่าง ทำท่าเหมือนจะอาเจียนแห้งๆ
ชายคนขับเหลือบมองกระจกมองหลังเป็นระยะ เห็นเด็กสองคนนั่งกันเงียบๆ ไม่โวยวาย แค่มีท่าทางอิดโรยซีดเซียวเหมือนคนเมารถทั่วไป ความระแวดระวังที่เคยมีก็ค่อยๆ ลดลง
รถยังคงแล่นต่อไปบนทางดินลูกรัง โคลงเคลงไปมาอย่างน่าเวียนหัว บางครั้งก็กระแทกกระทั้นอย่างแรงจนตัวลอย
ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีครามเข้ม และในที่สุดก็มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรอีกต่อไป แสงไฟจากในรถส่องให้เห็นเพียงฝุ่นที่ลอยคลุ้งอยู่ภายใน
เจี่ยงจิวทนความง่วงไม่ไหว เผลอหลับไปในที่สุด อาจเป็นเพราะการได้นั่งอยู่ข้างๆ โจวเจ๋อหาน ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจอย่างน่าประหลาด แม้ในใจจะรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้มันแปลกๆ แต่เมื่อเห็น ‘พี่รอง’ คนเก่งของเขายังนิ่งเฉย เขาก็เลยเลิกคิดมาก ปล่อยให้หัวเล็กๆ พิงซบลงบนไหล่ของโจวเจ๋อหาน ก่อนจะหลับลึกไปพร้อมเสียงกรนเบาๆ
โจวเจ๋อหานไม่ได้หลับ เขายังคงเกาะขอบหน้าต่าง พยายามเพ่งสายตาฝ่าความมืดออกไปด้านนอกอย่างสุดความสามารถ สองตาเบิกกว้างเพื่อเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่พอจะมองเห็น
คนขับกับเพื่อนที่ตื่นขึ้นมาแล้ว หันมามองแวบหนึ่ง เห็นเด็กชายเกาะหน้าต่างก็นึกว่ายังเมารถอยู่ จึงไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ
อีกไม่นานนัก รถก็ชะลอความเร็วและหยุดลงในที่สุด
ชายสองคนคว้าไฟฉายกระบอกใหญ่ลงจากรถ แสงไฟส่องกราดไปมาในความมืด โจวเจ๋อหานหรี่ตามองตาม ก็เห็นลำแสงไฟฉายอีกดวงส่องสวนกลับมา พร้อมกับมีคนเดินเข้ามาพูดคุยอะไรบางอย่าง
เสียงพูดคุยแว่วเข้ามาไม่ชัดเจนนัก แต่เขาจับใจความได้ว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องตัวเลข เรื่องเงินๆ ทองๆ และฟังดูเหมือนกำลังต่อรองราคากันอย่างดุเดือด
โจวเจ๋อหานกำกระดาษโน้ตในมือแน่น เขาเตรียมจะหาจังหวะโยนมันทิ้งออกไปข้างนอก แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงของชายชราที่เดินเข้ามาเจรจาด้วย มันฟังดูตื่นเต้นและดีใจแปลกๆ
...และที่สำคัญ เสียงนั้นมันคุ้นหูเขามาก
เด็กชายหยุดการกระทำทั้งหมด เขม้นมองฝ่าความมืดไปยังร่างของชายชราที่ถูกแสงไฟส่องให้เห็นลางๆ พอเห็นชัดเท่านั้นแหละ... นั่นมันตาเฒ่าหวัง คนในหมู่บ้านของเขานี่นา?
เขารีบหันไปมองรอบๆ ตัวอีกครั้ง สูดกลิ่นดินและกลิ่นเหม็นเขียวจางๆ ที่คุ้นเคย พอมองฝ่าความมืดออกไปไกลๆ เท่านั้นแหละ... ให้ตายเถอะ นี่มันหมู่บ้านซิ่งฝู บ้านเกิดของเขาชัดๆ!
นั่นไง! ไกลออกไปตรงนั้น เขามองเห็นแสงไฟสว่างจ้ามาจากฟาร์มหมูที่พ่อของเขาเพิ่งสร้าง ไฟสว่างขนาดนั้นเห็นได้ชัดเจนมาก เพราะในตอนกลางคืน ทั้งหมู่บ้านซิ่งฝู มีแค่บ้านหลังใหม่ของเขากับฟาร์มหมูของพ่อเท่านั้นที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่
ภาพจำเก่าๆ ไหลย้อนกลับมา ตอนที่เขานอนอยู่บนเตียงที่ชั้นสองของบ้าน เขามักจะมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงไฟจากฟาร์มหมูแบบนี้ทุกคืน
บ้านของเขาอยู่ใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้านที่สุดด้วย พอสายตาเริ่มปรับตัวเข้ากับความมืดได้ เขาก็พอมองเห็นโครงร่างของบ้านตัวเองอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เลย!
ในขณะที่เขากำลังประมวลผล คนลักเด็กคนหนึ่งก็เปิดประตูหลังรถ แล้วอุ้มเด็กผู้ชายที่ยังหลับไม่รู้เรื่องคนหนึ่งลงไปหาตาเฒ่าหวัง มันพูดจาอวดอ้างสรรพคุณเสียงดังฟังชัด
“ตาเฒ่า จะบอกให้นะ เด็กคนนี้หัวดีมาก เรียนเก่งสุดๆ เลย ราคานี้ 500 หยวน ไม่แพงเลย รับรองว่าซื้อไปเลี้ยงดูตอนแก่ได้สบาย ไม่มีปัญหาแน่!”
จังหวะที่คนลักเด็กกำลังต่อรองราคากับตาเฒ่าหวังอย่างเมามัน โดยไม่ทันได้ระวังตัว โจวเจ๋อหานก็ตัดสินใจ เขาไม่รอช้าอีกต่อไป เด็กชายอาศัยความตัวเล็ก มุดลอดตัวออกจากหน้าต่างรถที่แง้มไว้ได้สำเร็จ ก่อนจะออกแรงวิ่งสุดชีวิตตรงไปยังทิศทางของฟาร์มหมูในทันที!
“เฮ้ย!” คนลักเด็กที่กำลังนับเงินหันมาเห็นเข้าพอดี มันตะลึงไปชั่วครู่ พอตั้งสติได้ก็รีบตะโกนลั่น “เด็กมันหนีไปแล้ว! ตามไปจับมันมา!”
แต่ใครจะไปคิดว่าเด็กชายที่ดูตัวเล็กผอมแห้งคนนั้น จะวิ่งได้เร็วปานสายฟ้าแลบ
ไอ้คนลักเด็กสองคนไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศแถวนี้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งมาเจอถนนดินลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อในความมืดแบบนี้ ยิ่งทำให้พวกมันวิ่งได้ช้าลงฮวบฮาบ
เพียงชั่วพริบตาเดียว โจวเจ๋อหานก็วิ่งนำลิ่วหายไปในความมืด ทิ้งให้พวกมันมองตามอย่างหัวเสีย
พอได้สติ หน้าของพวกมันก็เขียวคล้ำ “ไอ้เด็กเวรตะไลนั่น! รีบตามไปสิวะ!”
“ช่างมันเถอะน่า ยังไงเราก็มีเด็กในรถพอแล้ว อย่าหาเรื่องเลย รีบขายพวกนี้ให้หมดแล้วรีบเผ่นกันดีกว่า” ไอ้คนที่มาด้วยกันเริ่มลังเล มันไม่อยากเสี่ยง
“ไม่ได้โว้ย! ถ้ามันไปบอกคนอื่นจนเรื่องแดงขึ้นมา พวกเราก็ซวยกันหมดน่ะสิ รีบตามไป!”
พอได้ยินว่าอาจจะซวย อีกคนก็เลยหมดความลังเล รีบออกวิ่งตามไปทันที
พวกมันวิ่งตามมาจนถึงหน้าฟาร์มขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และก็ได้ยินเสียงโจวเจ๋อหานตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าประตูรั้วเหล็ก
“ลุงหวัง! ลุงหลิว! ลุงจาง! เปิดประตูเร็ว! มีคนลักเด็กไล่ตามผมมา! ช่วยด้วย!”
ชายคนที่วิ่งตามมาหน้าเขียวทันที รู้ตัวแล้วว่าความแตก เขาเลยเลิกเสแสร้ง ตะโกนด่าเด็กชายอย่างเกรี้ยวกราด “ไอ้เด็กเปรต! คิดว่าจะมีใครในหมู่บ้านป่าเถื่อนนี่ช่วยแกได้เหรอ กลับมากับฉันดีๆ ฉันสัญญาว่าจะหาบ้านดีๆ ให้อยู่!”
มันพูดพลางเงื้อไม้ท่อนใหญ่ที่คว้าติดมือมา ทำท่าจะพุ่งเข้าไปฟาดเด็กชาย
แต่ก่อนที่มันจะได้ก้าวเท้า ประตูเหล็กบานใหญ่ก็ถูกกระชากเปิดออกดังโครม! พร้อมกับร่างสูงใหญ่กำยำของชายฉกรรจ์หลายคนถือมีดพร้าด้ามยาววิ่งกรูกันออกมา
พอพวกเขาเห็นว่าเป็นโจวเจ๋อหานยืนหน้าซีดอยู่หน้าประตู ก็ไม่ทันได้ซักไซ้ว่ามาได้ยังไง เหล่าคนงานหันไปเห็นชายแปลกหน้าถือไม้กำลังจะทำร้ายลูกชายหัวหน้า ทุกคนก็พุ่งเข้าไปหาคนลักเด็กทันที
“บังอาจมาก! ไอ้พวกเวรลักเด็ก! กล้าดียังไงมายุ่งกับลูกชายหัวหน้าพวกฉัน! อยากตายนักใช่ไหม!”
คนลักเด็กที่ผอมแห้งแรงน้อย ถูกคนงานร่างยักษ์เตะสวนเข้าไปเต็มๆ สองสามทีก็ล้มลงไปกองกับพื้น ร้องโหยหวนเสียงดังเหมือนหมูกำลังถูกเชือดไม่มีผิด
โจวเจ๋อหานไม่เสียเวลาสนใจมันแม้แต่วินาทีเดียว เขารีบดึงแขนเสื้อของเหล่าลุงคนงาน วิ่งย้อนกลับไปทางปากหมู่บ้าน “ลุงหวัง! ลุงหลิว! ยังมีเพื่อนผมอยู่บนรถ! มีเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ อีกเต็มรถเลย! รีบไปช่วยเร็ว!”
เขาใช้มือไม้ทำท่าทางประกอบอย่างตื่นเต้นเพื่ออธิบายว่ามีเด็กๆ ที่นอนสลบไสลอยู่ในรถอีกเพียบ พอเหล่าคนงานวิ่งตามไปถึงรถตู้ ก็เห็นคนลักเด็กอีกคนกำลังเจรจาอยู่กับตาเฒ่าหวัง โดยในอ้อมแขนของมันกำลังอุ้มเด็กชายตัวเล็กๆ อีกคนอยู่
“...คนนี้อายุน้อยที่สุดในรถเราแล้ว ยังไม่รู้ความอะไรเลย เอาไปตอนนี้สอนง่ายสุดๆ รับรองว่าอีกหน่อยกตัญญูยิ่งกว่าลูกแท้ๆ ของตาเฒ่าอีก...”
โจวเจ๋อหานเพ่งมองเด็กที่ถูกอุ้มอยู่ แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้าง... นั่นมันเจี่ยงจิว!
ความโกรธพุ่งขึ้นมาจนหน้ามืด เด็กชายคำรามในคอ ก่อนจะพุ่งสุดตัวเข้ากระแทกคนลักเด็กคนนั้นอย่างแรงจนมันเซถลา
ไอ้คนลักเด็กอีกคนกำลังง่วนอยู่กับการรีบขายเด็กเพื่อจะได้ไปสมทบกับเพื่อนแล้วรีบหนี มันไม่คิดว่าจู่ๆ จะมีกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันโผล่ออกมาจากความมืดเยอะขนาดนี้ พอมันตั้งสติได้ ก็ถูกล้อมไว้และโดนรุมกระทืบจนน่วมไปทั้งตัว
โจวเจ๋อหานยังไม่หายแค้น เขาวิ่งเข้าไปใช้เท้าเล็กๆ กระทืบซ้ำเข้าที่หน้าแข้งของมันไปอีกสองทีอย่างแรง โทษฐานที่มันกล้าคิดจะขายเจี่ยงจิวเพื่อนของเขา!
เจี่ยงจิวที่เพิ่งโดนปล่อยตกลงพื้น ขยี้ตางัวเงียตื่นขึ้นมา พอเห็นคนเยอะแยะเต็มไปหมดก็ยังงงๆ กับสถานการณ์ “อ๊ะ... นี่... ที่ไหนเหรอครับ?”
พอเห็นโจวเจ๋อหาน เขาก็เรียกทันที “พี่รอง?”
โจวเจ๋อหานรีบเข้าไปลูบหัวปลอบเพื่อน “ไม่เป็นไรแล้ว นี่คือบ้านเกิดฉันเอง เดี๋ยวฉันพานายไปเล่นที่บ้านฉันนะ จะบอกให้ บ้านใหม่ของฉันที่นี่ก็ใหญ่มากเหมือนกัน!”
“จริงเหรอ? พี่พาฉันมาเที่ยวบ้านเกิดพี่เหรอ?” เจี่ยงจิวตาโตด้วยความตื่นเต้น
เด็กชายสองคนเริ่มยืนคุยกันอย่างออกรสราวกับไม่ได้อยู่ในวงล้อมของเหตุการณ์ชุลมุน ปล่อยให้เหล่าคนงานจัดการคนลักเด็กสองคนที่ตอนนี้โดนอัดจนกองไปกับพื้นเรียบร้อยแล้ว
ตาเฒ่าหวังเองก็โดนลูกหลงไปหลายหมัดเหมือนกัน พอนั่งมึนอยู่พักหนึ่งจนได้สติ ก็เริ่มร้องไห้ฟูมฟายเสียงดัง “โอ๊ย! ฉันไม่เกี่ยวเน้อ! ฉันไม่ได้เป็นพวกเดียวกับพวกมันนะ! พวกมันบอกฉันว่าเด็กพวกนี้เป็นเด็กกำพร้าจากในเมือง ไม่มีใครต้องการแล้ว พวกเขาน่าสงสารมาก หาพ่อแม่ไม่เจอ ฉันก็แค่อยากได้เด็กมาเลี้ยงดูตอนแก่ เลยจ่ายเงินไปเท่านั้นเอง...”
ไม่นานเรื่องก็ดังไปถึงผู้ใหญ่บ้านฮั่ว ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านที่ได้ยินเสียงเอะอะก็พากันวิ่งกรูกันมาดูที่ปากหมู่บ้าน พอเห็นว่าเป็นโจวเจ๋อหานที่กลับมา ทุกคนก็พากันงงเป็นไก่ตาแตก
แต่พอมีคนอธิบายว่าโจวเจ๋อหานไม่ได้กลับมาเอง แต่ถูกคนลักพาตัว กลับมา ที่หมู่บ้าน... ทุกคนก็พากันเงียบกริบไปทั้งบาง
ให้ตายเถอะ... อุตส่าห์ได้ย้ายไปดิบดีในเมืองหลวงแล้วแท้ๆ ดันมีคนลักพาตัวกลับมาที่เดิมอีกจนได้
[จบบท]