บทที่ 318: คุณมันเก่งแต่ทรมานฉัน
แต่โจวเยว่เซินยังคงนั่งเอนหลังพิงหัวเตียงในท่าทางสบายๆ เหมือนเดิม เขาไม่ได้ขยับตัวหรือลุกขึ้นต้อนรับชายที่เพิ่งเข้ามาใหม่แต่อย่างใด
“ฉันได้ยินเหล่าเจี่ยงบอกว่าภรรยากับลูกๆ ของนายจะมาเยี่ยม เขาเลยให้ฉันช่วยจัดการเรื่องที่พักให้ ไม่คิดเลยว่าจะเดินทางกันมาถึงเร็วขนาดนี้”
โจวเยว่เซินมองตอบชายคนนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉยและเย็นชา เหมือนกำลังมองคนที่ไม่รู้จักกัน “อืม ต้องรบกวนท่านผู้บังคับบัญชาแล้วครับ นี่ซือเนี่ยน ภรรยาของผม ส่วนนี่ลูกๆ ทั้งสามคนของเราครับ”
พอเขาหันไปมองซือเนี่ยน แววตาที่ใช้มองเธอก็อบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “เนี่ยนเนี่ยน นี่คือผู้บังคับบัญชาระดับสูงหยาง”
ซือเนี่ยนดึงสายตาที่กำลังสำรวจห้องพักผู้ป่วยกลับมา เธอพยักหน้าและเอ่ยทักทายเขาเบาๆ
ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง การแสดงความเคารพเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไป
ตอนนั้นเอง หยางอวี้เจี๋ยก็ผลุนผลันวิ่งเข้ามาในห้อง สีหน้าตื่นตระหนกจนไม่เหลือความสุขุมเยือกเย็นแบบที่เคยเป็น “โจวเยว่เซิน คุณไม่เป็...” เธอตะโกนยังไม่ทันสุดเสียง ก็ต้องชะงักค้าง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของซือเนี่ยนและเด็กๆ ที่ยืนอยู่ข้างเตียง
ซือเนี่ยนเองก็กำลังจ้องมองเธออยู่เหมือนกัน ในแววตามีประกายคล้ายกำลังรอชมฉากสนุกๆ
หยางอวี้เจี๋ยเบิกตากว้าง
เธอเพิ่งทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จ กลับมาก็ได้ยินข่าวดีว่าทีมของโจวเยว่เซินทำภารกิจช่วยเหลือสำเร็จแล้ว แต่เธอก็ได้ยินมาด้วยว่าเขาได้รับบาดเจ็บ เธอจึงรีบตรงมาที่โรงพยาบาลทันทีด้วยความเป็นห่วง
แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่าซือเนี่ยน ซึ่งควรจะอยู่ที่บ้านซึ่งห่างออกไปหลายพันลี้ จะพาลูกๆ ทั้งสามคนมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้
หยางอวี้เจี๋ยยืนนิ่งตัวแข็งทื่อไปหมด
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงหยางละสายตาจากเด็กๆ กลับไปมองหยางอวี้เจี๋ยที่หน้าซีดเผือดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตำหนิอะไร
เขามองกลับมาทางซือเนี่ยนอีกครั้งก่อนจะพูดขึ้น “เสี่ยวโจวมีวาสนาจริงๆ นะเนี่ย เอาล่ะ ในเมื่อครอบครัวมาพร้อมหน้ากันแล้ว ฉันก็ไม่รบกวนเวลาส่วนตัวของพวกนายดีกว่า อวี้เจี๋ย เธอตามฉันออกมาข้างนอกหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
หยางอวี้เจี๋ยเม้มริมฝีปากแน่น เธอเหลือบมองโจวเยว่เซินอีกครั้ง แต่ก็เห็นเพียงเขาที่ก้มหน้ามองพื้นไม่ได้สนใจเธอเลย เธอจึงจำใจเดินตามผู้บังคับบัญชาออกไปจากห้องด้วยสีหน้าที่ดูไม่ดีนัก
ตั้งแต่ต้นจนจบ โจวเยว่เซินไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเลยสักนิด
เมื่อทั้งสองคนออกไปแล้ว บรรยากาศในห้องผู้ป่วยก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัด
“พ่อครับ พ่อครับ นั่นใช่คุณป้าคนเดียวกับที่แอบเขียนจดหมายมาหาพ่อหรือเปล่าครับ” เสียงของโจวเจ๋อหานที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นดังขึ้นทำลายความเงียบนั้น
โจวเยว่เซินเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ พอได้ยินคำถามของลูกชาย เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเด็กชายสองคนนี้เคยเห็นจดหมายของหยางอวี้เจี๋ยมาก่อน ความรู้สึกกระอักกระอ่วนจึงเกิดขึ้นมาเล็กน้อย
เขากำมือไอแก้เก้ออยู่หนึ่งที ไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดี ได้แต่หวังว่าลูกชายตัวดีจะหยุดพูดเรื่องนี้เสียที
แค่ซือเนี่ยนเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอก็คงกำลังโกรธเขาอยู่ไม่น้อย
แต่ซือเนี่ยนกลับเป็นฝ่ายละสายตาจากประตู หันมาพูดกับลูกชาย “เสี่ยวหาน เรื่องมันก็นานมาแล้วนะ ลูกยังจำได้อีกเหรอเนี่ย”
โจวเจ๋อหานทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ “ก็เธอเขียนจดหมายมาหาพ่อนี่ครับ ผมไม่ชอบเธอเลย”
เด็กชายหันไปจ้องหน้าพ่อตัวเองตาแป๋ว “พ่อครับ พ่อชอบเธอเหรอครับ”
โจวเยว่เซินแทบสำลักคำตอบ “ไม่ชอบสิ แน่นอนว่าไม่ชอบ”
“อ้าว แล้วทำไมเธอต้องเขียนจดหมายมาหาพ่อด้วยล่ะครับ” โจวเจ๋อหานยังคงไม่เข้าใจ
โจวเยว่เซินเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้ว
ซือเนี่ยนเห็นสามีจนมุมก็ยื่นมือไปหยิกแก้มเล็กๆ ของลูกชายเบาๆ “เลิกซักพ่อเขาได้แล้วลูก พ่อเขาเจ็บอยู่ ต้องพักผ่อนนะ”
ไม่นานท้องฟ้าข้างนอกก็เริ่มมืดลง ที่นี่แถบตะวันตกเฉียงเหนือ ท้องฟ้าจะมืดช้ากว่าปกติ ถ้าเป็นเวลาป่านนี้ที่บ้าน เด็กๆ ทั้งสามคนคงเข้านอนกันไปหมดแล้ว
ซือเนี่ยนรู้ดีว่าโจวเยว่เซินต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เธอจึงไม่อยากให้เด็กๆ ส่งเสียงดังรบกวนเขา พอดีกับที่อวี๋ตงแวะเข้ามาเยี่ยม เธอจึงฝากให้อวี๋ตงช่วยพาเด็กๆ กลับไปที่พักเพื่อเข้านอนก่อน
ตอนกลางวันที่นั่งรถไฟมา เด็กๆ ก็แทบไม่ได้พักผ่อนกันเลย พอมาถึงก็วุ่นวายต่ออีก ตอนนี้ทุกคนเลยตาปรือแทบจะลืมไม่ขึ้นกันแล้ว
อวี๋ตงเป็นคนที่มีไหวพริบดี เขามองตาก็รู้ว่าควรทำตัวยังไง สองคนนี้ไม่ได้เจอกันมาเกือบสองเดือน คงมีเรื่องอยากคุยกันเป็นการส่วนตัวเยอะแยะ
ที่เขาว่ากันว่า ห่างกันสักพักย่อมทำให้ความคิดถึงหวานชื่นกว่าตอนข้าวใหม่ปลามันเสียอีก เขาจึงรีบรับปากทันทีว่าจะดูแลเด็กๆ ให้เป็นอย่างดี
ซือเนี่ยนมองตามจนอวี๋ตงพาเด็กๆ เดินลับตาไป เธอจึงหันกลับมานั่งลงข้างเตียงแล้วเริ่มเก็บกล่องข้าวที่ว่างเปล่า
โจวเยว่เซินเอาแต่ลอบมองเธออยู่เรื่อยๆ แต่พอเธอเงยหน้าขึ้นมาสบตา เขาก็รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที
ท่าทางมีเรื่องอยากพูดแต่ไม่กล้าพูดชัดๆ
ซือเนี่ยนต้องถอนหายใจออกมา “คุณอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาเถอะ ทำไมต้องทำท่าทางเหมือนฉันห้ามไม่ให้คุณพูดด้วยล่ะ”
เธอดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไง
จริงๆ เลยเชียว ผู้ชายอายุอานามก็สามสิบแล้ว ยังจะมาทำท่าอ่อนแอ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แถมยังดูน่าสงสารอีก
ทั้งๆ ที่ตัวเขานั่งอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ ก็ดูมั่นคงเหมือนภูเขาลูกใหญ่แล้วแท้ๆ
โจวเยว่เซินคงไม่คิดว่าเธอจะรู้ทัน ใบหน้าคมเข้มเลยปรากฏร่องรอยความเขินอายขึ้นมาแวบหนึ่ง “เนี่ยนเนี่ยน... ยังโกรธผมอยู่เหรอ”
ซือเนี่ยนย้ายตัวเองไปนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง “ไม่โกรธแล้วค่ะ”
“ฉันไม่ได้เป็นคนใจแคบอะไรขนาดนั้นสักหน่อย โจวเยว่เซิน” เธอย้ำอีกครั้ง
“ถ้าคุณยังทำหน้าแบบนี้อีก เดี๋ยวคนอื่นเขาจะเข้าใจผิด คิดว่าฉันรังแกคุณนะ” เธอนึกถึงสายตาที่อวี๋ตงใช้มองเขาก่อนจะพาเด็กๆ ออกไป สายตานั่นมันช่างเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
โจวเยว่เซินรีบพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “จะคิดแบบนั้นได้ยังไง ผมก็แค่กังวลว่าคุณจะไม่สบายใจ ถ้าคุณโกรธมากๆ มันจะไม่ดีต่อสุขภาพของคุณเอง”
ซือเนี่ยนช้อนตามองเขา เห็นว่าบนใบหน้าของเขายังมีรอยแผลถลอกอยู่หลายจุด บางแผลก็ยังไม่ได้ทำความสะอาดด้วยซ้ำ ผิวหนังที่แตกออกยังมีรอยเลือดสีแดงซิบๆ อยู่เลย เธอก็เผลอใจอ่อนยวบลงอย่างน่าละอาย
“ฉันบอกว่าไม่โกรธก็คือไม่โกรธสิคะ เมื่อกี้ตอนที่ฉันเห็นคุณเดินกลับเข้ามา ตอนที่คุณพูดกับฉัน... ตอนนั้นฉันคิดแค่เรื่องเดียวเลย คือแค่คุณยังมีชีวิตอยู่ แค่นี้มันก็ดีกว่าอะไรทั้งหมดในโลกแล้ว”
พอโจวเยว่เซินได้ยินคำพูดนั้น หัวใจที่เคยหนักอึ้งก็พลันอ่อนนุ่มลง เขารู้สึกเบิกบานใจขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้มีความสุขมากขนาดนี้
เขาเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้ “คุณคงลำบากมากเลยสินะ การเดินทางมาที่นี่คงเหนื่อยน่าดู”
ซือเนี่ยนเริ่มบ่นอุบอิบ “แน่นอนสิคะ ก้นฉันยังระบมไม่หายเลย ตอนแรกฉันนึกว่าพอมาถึงแล้วจะได้พักผ่อนสักหน่อย แต่ใครจะคิดล่ะว่าพวกเราเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน คุณก็กลับมาพอดีเป๊ะ ฉันเลยต้องรีบวิ่งวุ่นมาหาคุณที่นี่ แถมยังต้องไปหาซื้อของกินมาให้คุณอีก ตอนนี้ฉันเหนื่อยมากๆ เลยรู้ไหม”
น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความน้อยใจและความออดอ้อนที่ออกมาโดยไม่รู้ตัว
อันที่จริง ตลอดหลายวันที่อยู่บนรถไฟ เธอกินกับนอนเป็นส่วนใหญ่ ถือว่านอนสบายมากทีเดียว
แต่เธอจะให้ชายแก่คนนี้รู้ความจริงไม่ได้เด็ดขาดว่าเธอนอนสบายแค่ไหน ไม่อย่างนั้นมันจะดูเหมือนเธอเป็นคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ห่วงใยเขาเลย
เธอเลยต้องเสริมประโยคเด็ดเข้าไปอีกหนึ่งประโยค “อื้ม อยู่บนรถไฟฉันนอนไม่ค่อยหลับเลยค่ะ”
สายตาที่โจวเยว่เซินใช้มองเธอยิ่งฉายแววรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก “เป็นความผิดของผมเอง”
เขารู้ดีว่าการที่เขาหายตัวไปนานขนาดนี้ ไม่ได้กลับบ้าน แถมยังไม่มีจดหมายติดต่อกลับไปเลยสักฉบับ มันต้องทำให้เธอเป็นห่วงมากขนาดไหน
เขาแค่คาดไม่ถึง ว่าเธอจะเป็นห่วงเขามากจนถึงขนาดยอมลำบากเดินทางไกลหลายพันลี้มาหาเขาถึงที่นี่
หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ ยิ่งได้ฟังเธอบรรยายความลำบากบนรถไฟด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจแบบนั้น ความรู้สึกตื้นตันและเจ็บปวดในอกก็ถาโถมเข้ามาจนยากจะต้านทาน
เขายื่นมืออีกข้างออกไป รวบร่างบางของเธอเข้ามากอดไว้แนบอก กอดเธอไว้แน่น
ซือเนี่ยนตกใจกลัวว่าเขาจะไปกระทบโดนบาดแผลเข้า เธอรีบใช้มือดันอกเขาไว้ “เดี๋ยวโดนแผลของคุณค่ะ”
แขนของโจวเยว่เซินกลับยิ่งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก ราวกับว่าเขาต้องการการยืนยันว่าเธออยู่ตรงนี้จริงๆ ไม่ได้ฝันไป
เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยในชีวิต ว่าจะมีใครสักคนยอมทำเพื่อคนอย่างเขาถึงขนาดนี้
ณ ตอนนี้ ต่อให้ต้องตาย เขาก็ยอม
“แผลเล็กน้อยเอง ไม่ต้องห่วง”
เสียงทุ้มต่ำของเขาดังอยู่เหนือศีรษะของเธอ ในค่ำคืนที่อากาศเริ่มเย็นลง อ้อมกอดของเขากลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
ซือเนี่ยนไม่ได้กอดกับเขานานมากแล้ว ยิ่งตอนอยู่ต่อหน้าลูกๆ เธอก็ไม่กล้าทำตัวใกล้ชิดกันมากนัก
แต่ในตอนนี้ เธอกลับพบว่าตัวเองกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับอ้อมกอดนี้
“แล้วที่บ้าน... ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม” เขาถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
ซือเนี่ยนโดนเบี่ยงเบนความสนใจได้สำเร็จ เธอเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาไม่อยู่ให้ฟังด้วยเสียงเบาๆ
เธอเล่าแม้กระทั่งเรื่องที่โจวเจ๋อหานถูกลักพาตัวไป เธอยอมรับกับเขาตรงๆ ว่าตอนนั้นเธอตกใจและกลัวมากจริงๆ
แขนของโจวเยว่เซินที่โอบเธอก็ยิ่งกอดรัดแน่นขึ้นอีก ซือเนี่ยนรู้สึกว่าท่านั่งแบบนี้มันไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ เธอเลยตัดสินใจปีนขึ้นไปบนเตียง ดึงผ้าห่มมาคลุมตัว แล้วขยับไปนั่งพิงไหล่กว้างของเขาแทน ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ
ทั้งสองคนต่างกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นนี้
โจวเยว่เซินมีบาดแผลที่ร่างกาย ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวได้มากนัก ทำได้เพียงนั่งตัวตรงทื่อๆ เท่านั้น
ซือเนี่ยนเห็นเขาขยับตัวไม่ได้อย่างใจนึก เธอก็เกิดความคิดซุกซนขึ้นมา มือข้างหนึ่งของเธอเริ่มลูบไล้ไปมาบนแผงอกของเขา สักพักก็เปลี่ยนเป้าหมายไปสัมผัสที่ลูกกระเดือกของเขาเบาๆ พลางมองเขากลืนน้ำลายอย่างอึดอัด แล้วเธอก็แอบหัวเราะคิกคักออกมา
โจวเยว่เซินได้ยินเสียงหัวเราะ เขาก็จับมือเล็กๆ ของเธอไว้ ก่อนจะหันมามองเธอด้วยสายตาที่จนปัญญา “อย่าซนสิ”
ซือเนี่ยนรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นน้อยใจทันควัน “อะไรกันคะ เราห่างกันไปตั้งนาน แค่แตะตัวหน่อยก็ไม่ได้แล้วเหรอ? ท่าทางความรู้สึกของเรามันคงจืดจางลงไปแล้วจริงๆ สินะ”
โจวเยว่เซินจนคำพูด เขาทำได้เพียงจับมือเล็กๆ ของเธอกลับไปวางไว้ที่เดิม “มันไม่ใช่แบบนั้น”
มันไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากให้เธอแตะต้อง แต่เป็นเพราะสภาพร่างกายของเขาตอนนี้มันไม่เอื้ออำนวยให้ขยับตัวมากนักต่างหาก
“ฉันไม่เชื่อหรอก คุณไม่ได้ดีกับฉันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนคุณเป็นฝ่ายเริ่มจูบฉันก่อนตลอด แต่มาตอนนี้ พอฉันเป็นฝ่ายเริ่มบ้าง คุณกลับทำท่ารังเกียจ ดี... ดีมาก... งั้นพรุ่งนี้ฉันกลับเลยดีกว่า”
เธอเริ่มแสดงละครบทนางเอกผู้น่าสงสาร
โจวเยว่เซินสูดหายใจเข้าลึก เขาก้มลงมองเธอนิ่งอยู่หลายวินาที จู่ๆ ฝ่ามือใหญ่ก็ยื่นมารวบที่ท้ายทอยของเธอไว้ ก่อนจะกดริมฝีปากลงมาจูบอย่างแรงหนึ่งที เขาบดเบียดริมฝีปากของตัวเองกับของเธอ
“เนี่ยนเนี่ยน คุณรู้ตัวไหมว่าคุณกำลังยั่วผมอยู่”
[จบบท]