บทที่ 327: จมูกชี้ฟ้าแล้ว
การที่ซือเนี่ยนทำเป็นมองไม่เห็น ทำให้ฟู่เชียนเชียนแน่ใจขึ้นมา นี่ไม่ใช่ตาฝาด! นี่คือซือเนี่ยนตัวจริง! ถูกเผง ไม่มีทางผิด! ก็มีแต่ยัยตัวแสบซือเนี่ยนเท่านั้นแหละ ที่กล้าเมินเธอแบบไร้มารยาทสิ้นดี
ฟู่เชียนเชียนโกรธจนแทบขบฟัน ความตกตะลึงก่อนหน้านี้หายวับไปหมด เธอกระทืบเท้าวิ่งพรวดเข้าไปจ้องหน้าซือเนี่ยนเขม็ง คำแรกที่หลุดออกจากปากกลับไม่ใช่คำถามว่าซือเนี่ยนมาทำอะไรที่นี่ “เธอทำอะไรน่ะ หอมขนาดนี้? นี่เธอมาเป็นแม่ครัวที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเหรอ? ลาออกจากการเป็นครูแล้วหรือไง? อย่าบอกนะว่ามาหาพี่ชายฉัน?”
ซือเนี่ยนเหลือบตามอง “เธอคิดว่ามันเป็นไปได้หรือเปล่าล่ะ?”
ฟู่เชียนเชียนสวนกลับทันควัน “ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด” ขืนซือเนี่ยนมาหาพี่ชายเธอจริงๆ ป่านนี้จมูกของพี่ชายเธอคงเชิดโด่งชี้ฟ้าไปแล้ว เขาคงเที่ยวไปป่าวประกาศเยาะเย้ยซือเนี่ยนอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเธอกลับมาตามตอแยเขาไม่เลิกราอีกตามเคย
ซือเนี่ยนเห็นว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงเล่าเรื่องของโจวเยว่เซินให้ฟู่เชียนเชียนฟัง ในเมื่อฟู่หยางเป็นคนที่โจวเยว่เซินช่วยชีวิตไว้ เขาก็ต้องรู้ตัวตนของโจวเยว่เซินอยู่แล้ว ต่อให้เป็นคนนอก ไม่ช้าก็เร็วก็คงต้องรู้อยู่ดี การบอกฟู่เชียนเชียนไปก็ไม่เสียหายอะไร
พอฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ ฟู่เชียนเชียนก็เบิกตากว้าง “ตอนฉันเห็นผู้ชายของเธอนะ ฉันก็ว่าเขาร่างกายแข็งแรงกว่าพี่ชายฉันอีก ไม่นึกเลยว่าเขาจะทำงานสายนี้เหมือนกัน งั้น...กับข้าวหอมๆ นี่เธอทำให้เขากินเหรอ?” เธอสูดจมูกฟุดฟิด “พูดแล้วก็หิว ฉันเพิ่งรีบมา ยังไม่ได้กินอะไรเลย เฮ้อ คนเราออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านนี่มันลำบากจริงๆ นะ”
ซือเนี่ยนเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ก็เมื่อกี้นี้ตอนที่ฟู่เชียนเชียนเดินเข้ามา เธอยังเห็นไม้จิ้มฟันคาอยู่ที่มุมปากอยู่เลย ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเพิ่งอิ่มมาหมาดๆ แต่คงเพราะตกใจที่เห็นเธอ ไม้จิ้มฟันนั่นเลยร่วงลงพื้น ตอนนี้ก็ยังนอนแอ้งแม้งอยู่ตรงนั้น เธอเองก็รอจนพวกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ใช้ห้องครัวเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงได้เข้ามาทำอาหาร ไม่ได้คิดจะไปรบกวนเวลาหรือแย่งพื้นที่ของพวกเขา ประเมินดูแล้ว ฟู่เชียนเชียนน่าจะเพิ่งวางตะเกียบไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ
ถึงจะรู้ทัน แต่ซือเนี่ยนก็ไม่ได้คิดจะแฉให้เธออาย “อ้าวเหรอ เมื่อกี้ฉันยังเห็นหลิวตงตงเข้ามาในครัวอยู่เลย นึกว่าเธอทำอาหารส่วนของพวกเธอไปแล้วซะอีก”
พอได้ยินชื่อนี้ ฟู่เชียนเชียนก็เบ้ปากทันที “โอ๊ย อย่าไปพูดถึงเลย ฉันเห็นหน้าคนนี้แล้วขัดตาชะมัด วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ตีหน้าเศร้า ทำตัวน่าสงสาร แม่ฉันก็ดันเป็นพวกใจอ่อน ขี้เกรงใจ พอเห็นเธอทำท่าน่าสงสารเข้าหน่อยก็ไม่กล้าปฏิเสธแล้ว เธอเลยได้ทีแวะเอาซุปไปให้ที่บ้านเราบ่อยๆ”
ฟู่เชียนเชียนทำหน้าเหม็นเบื่อ “จะบอกอะไรให้นะ ซุปที่เธอทำน่ะรสชาติแย่มาก สู้ฝีมือเธอไม่ได้เลยสักนิด ก็คงมีแต่พี่ชายฉันนั่นแหละที่ไม่เรื่องมากเรื่องกิน ถึงได้ทนดื่มลงไปได้”
พูดจบ เธอก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรออก รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง แล้วเหลือบมองสีหน้าซือเนี่ยนอย่างระแวง แย่แล้ว! ซุปของหลิวตงตงไม่อร่อยขนาดนั้น พี่ชายเธอยังอุตส่าห์ดื่ม แต่กลับไม่เคยแตะของที่ซือเนี่ยนทำเลย ขืนซือเนี่ยนรู้เข้า ไม่โกรธจนควันออกหูเหรอ? โอย ปากนะปาก หาเรื่องให้ตัวเองแท้ๆ
แต่ซือเนี่ยนกลับมีท่าทีไม่ยี่หระ เหมือนเรื่องที่ได้ยินไม่ได้กระทบกระเทือนจิตใจอะไร “ดูท่าทางหลิวตงตงจะเป็นที่โปรดปรานของฟู่หยางไม่น้อยเลยนะ ขนาดจางชุ่ยเหมยโดนไล่ออกไปแล้ว เธอก็ยังอยู่ที่นี่ได้”
อันที่จริง ซือเนี่ยนเริ่มรู้สึกกังวลอยู่บ้าง ตอนนี้หลินซือซือมีปัญหาจนต้องติดคุก มันเลยกลายเป็นโอกาสทองให้หลิวตงตงเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ขนาดในนิยายเดิมที่ว่ารักกันดี ทั้งสองคนก็ยังเกือบจะโดนหลิวตงตงแย่งไปได้ ไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันเลย เธอไม่ได้เป็นห่วงฟู่หยางหรอก ผู้ชายแบบนั้นปล่อยให้เจอเรื่องแย่ๆ บ้างก็สมควรแล้ว แต่ถ้าหลิวตงตงเกิดทำสำเร็จขึ้นมาจริงๆ คนที่จะอึดอัดจนอกแตกตายก็คือฟู่เชียนเชียน
พอได้ยินซือเนี่ยนพูดแบบนั้น ฟู่เชียนเชียนก็ยิ่งประหลาดใจ “แม่บุญธรรมเธอเหรอ? ทำไมฉันไม่เห็นเธอเล่าอะไรให้ฟังเลย ฉันยังสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่เห็นหน้า”
ซือเนี่ยนนิ่งไปนิดหนึ่ง “หลิวตงตงไม่ได้ขอให้พวกเธอช่วยพูดให้จางชุ่ยเหมยเข้ามาได้เหรอ?”
ฟู่เชียนเชียนส่ายหน้าอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเรื่องมันเป็นมายังไง
ซือเนี่ยนเริ่มครุ่นคิด เธอพอจะมองสถานการณ์ออกรำไรแล้ว หลิวตงตงคงไม่ได้อยากให้จางชุ่ยเหมยมาเป็นก้างขวางคอ เลยจงใจไม่ช่วยเหลือสินะ
ซือเนี่ยนหันไปมองฟู่เชียนเชียนด้วยท่าทีจริงจัง “เชียนเชียน ถึงพี่ชายเธอจะเป็นยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันก็จริง แต่เธอกับคุณป้าฟู่ก็ถือว่าเป็นคนนิสัยใช้ได้ ฉันเลยอยากจะเตือนเธอไว้อย่าง ให้ระวังหลิวตงตงคนนี้ไว้ให้ดี”
ฟู่เชียนเชียนชะงักไป “ทำไมล่ะ?”
ซือเนี่ยนหันกลับไปจัดการอาหารในหม้อต่อ “เธอลองคิดดูสิ ว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งถึงยอมเดินทางไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อดูแลผู้ชายคนหนึ่ง เธอคิดว่ามันเป็นเพราะจางชุ่ยเหมยไหว้วานให้เธอมาจริงๆ เหรอ?”
ฟู่เชียนเชียนตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ “เออจริงด้วย! ฉันว่าแล้วว่าทำไมหลิวตงตงถึงดูแปลกๆ พอเธอพูดแบบนี้ฉันถึงได้คิดออก ยัยนั่นก็เหมือนเธอตอนนั้นไม่มีผิด!”
ซือเนี่ยนหน้าตึงขึ้นมาทันที เธอไม่อยากเสวนาด้วยอีกแล้ว
ฟู่เชียนเชียนพอพูดจบก็ทำหน้ายู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังไม่พอใจหลิวตงตงอย่างแรง แต่เธอก็ยืนนิ่งคิดอยู่แบบนั้นพักใหญ่ จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมา “เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ? อะไรคือฉันกับแม่เป็นคนนิสัยใช้ได้? นี่เธอชมคนเป็นหรือเปล่าเนี่ย?”
ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น นึกในใจว่านี่มันก็นานโขแล้ว เพิ่งจะมาประมวลผลคำพูดเธอได้ สมองช้าเกินไปหน่อยไหม
“เอาน่า ช่างมันเถอะ ถือว่าเห็นแก่ที่เธออุตส่าห์เตือนฉันเรื่องหลิวตงตงก็แล้วกัน ฉันจะไม่ถือสาหาความเธอก็ได้ เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า” ฟู่เชียนเชียนเปลี่ยนเรื่อง ถึงเธอจะไม่ชอบหน้าหลินซือซือ แต่หลิวตงตงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย เธอเกลียดนักคนประเภทเสแสร้งแกล้งทำ ดูภายนอกใสซื่อ แต่ข้างในมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
ที่สำคัญที่สุดคือ ถึงตอนนี้หลินซือซือจะติดคุกหัวโตไปแล้ว แต่พี่ชายเธอกับหลินซือซือก็ได้ยื่นเรื่องแต่งงานกันไปเรียบร้อยแล้ว นั่นก็หมายความว่า หลิวตงตงรู้อยู่เต็มอกว่าพี่ชายเธอมีเมียแล้ว แต่ก็ยังทำตัวแบบนี้อีก มันน่าขยะแขยงสิ้นดี แถมเธอยังได้ยินมาอีกว่า หลิวตงตงเป็นถึงเพื่อนสนิทของหลินซือซือ ไม่น่าเชื่อ ครอบครัวนั้นแต่ละคนมีแต่พวกแปลกๆทั้งนั้น
ซือเนี่ยนเองก็มีเรื่องให้กังวล เธอเป็นห่วงต้าหวงที่บ้าน ถึงแม้จะฝากคนแถวนั้นช่วยให้อาหาร แต่นิสัยของต้าหวงก็เป็นสุนัขที่ดุร้ายใช่เล่น เธอเลยอยากรีบกลับไปดูให้เห็นกับตา โชคยังดีที่โจวเยว่เซินฟื้นตัวได้เร็ว ผ่านไปไม่กี่วันบาดแผลภายนอกก็แทบจะหายเป็นปกติหมดแล้ว เหลือก็แต่ตรงขาที่ยังต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงเวลาเดิน แต่สำหรับผู้ชายร่างใหญ่แข็งแรงอย่างเขา เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นปัญหา
อีกอย่าง พวกเขาไม่คุ้นเคยกับสถานที่นี่เท่าไหร่นัก ทั้งยังกังวลว่าอาจจะมีเรื่องวุ่นวายอะไรเกิดขึ้นอีก เลยตั้งใจว่าจะรีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เอกสารปลดประจำการของโจวเยว่เซินก็ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว คราวนี้พวกเขาจะได้กลับบ้านจริงๆ โดยไม่ต้องหวนกลับมาที่นี่อีก
ตอนแรกซือเนี่ยนยังแอบกังวลว่า ถ้ามาที่นี่อาจจะต้องเจอกับหยางอวี้เจี๋ยที่คอยมาหาเรื่อง แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่วันแรกที่หยางอวี้เจี๋ยแวะมา หลังจากนั้นก็คงกลัวคนจะเอาไปนินทา เลยไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย จนกระทั่งถึงวันที่พวกเขาต้องออกจากโรงพยาบาล
ฟู่เชียนเชียนที่ดูจะว่างจัด พอไม่มีอะไรทำก็จะแวะมาหาซือเนี่ยน ชวนคุยจ้อกแจ้ก หัวเราะเอิ๊กอ๊าก โดยไม่สนใจไยดีพี่ชายตัวเองที่นอนเจ็บอยู่เลยสักนิด แต่พอเธอได้ข่าวว่าซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินกำลังจะออกจากโรงพยาบาล และต้องเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกลับ เธอก็รู้สึกใจหายขึ้นมา เพราะพี่ชายของเธอยังบาดเจ็บหนัก ไม่สามารถเดินทางตอนนี้ได้
ซือเนี่ยนทำได้เพียงเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้ายว่าให้คอยจับตาดูหลิวตงตงไว้ให้ดี ถ้าไม่อยากได้คนแบบนั้นมาเป็นพี่สะใภ้ แค่ได้ยิน สีหน้าของฟู่เชียนเชียนก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที เธอประกาศกร้าวว่าจะยอมให้พี่ชายเป็นโสดไปจนตาย ก็ยังดีกว่าต้องไปลงเอยกับผู้หญิงอย่างหลิวตงตง
เมื่อหลิวตงตงรู้ตัวว่าถูกจับตามอง เธอก็ย่อมไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ขนาดแค่เอาของมาส่งให้ที่หน้าประตูห้อง ก็ยังถูกฟู่เชียนเชียนดักสกัดไว้ ไม่ยอมให้เธอได้มีโอกาสเข้าไปข้างใน
ฟู่เชียนเชียนเป็นคนยกอาหารเข้าไปให้พี่ชายด้วยตัวเอง เธอมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงดูดีแม้จะป่วยของเขา แล้วจู่ๆ ก็เสนอขึ้นมาว่า “พี่ ถ้ามันจะวุ่นวายขนาดนี้ พี่ทำตัวเองให้เสียโฉมไปเลยดีไหม?”
ฟู่หยางหันมามองน้องสาวด้วยสีหน้าที่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง จะมีน้องสาวที่ไหนในโลกที่ยุให้พี่ชายตัวเองไปทำลายหน้าตา
แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่หลิวตงตงคนเดียว แต่ยังมีพยาบาลอีกหลายคนที่พยายามฉวยโอกาสตอนเข้ามาเปลี่ยนยาหรือทำแผล มาลวนลามจับไม้จับมือเขา เขาก็เริ่มรู้สึกรำคาญเต็มทนแล้วเหมือนกัน
และมันก็ทำให้เขาอดนึกถึงโจวเยว่เซินขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ โจวเยว่เซินถือเป็นคนดังในเขตทหาร ใครๆ ก็รู้จัก แต่พอซือเนี่ยนมาถึงที่นี่ กลับแทบไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าเข้าไปวุ่นวายกับเขาเลย
แค่การมีอยู่ของซือเนี่ยนเพียงคนเดียว ก็มากพอที่จะทำให้ผู้หญิงคนอื่นๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร และไม่กล้าที่จะเข้าไปตีสนิท กลายเป็นว่าเหล่าหญิงสาวทั้งหลายกลับพุ่งเป้ามาที่เขาแทน พอได้ยินคำแนะนำประหลาดๆ ของน้องสาว ฟู่หยางกลับเกิดลังเลใจขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
[จบบท]