บทที่ 333: เหยาเหยาไม่ใช่เด็กโง่
โจวเยว่เซินมองลูกสาวด้วยสายตาอ่อนโยน "เหยาเหยาพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยเหรอคะ"
โจวซีเหยาตัวน้อยรีบยกแขนเล็กๆ ขึ้นโอบรอบคอพ่อให้แน่นกว่าเดิม เธอพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น "พูดได้ค่ะ คุณแม่สอนหนูเอง"
โจวเยว่เซินไม่ได้ฉุกคิดอะไรเป็นพิเศษ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าช่วงนี้ซือเนี่ยนใช้เวลาสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ทั้งสามคนอยู่บ่อยๆ แม้ว่าโจวซีเหยาจะยังเล็กนิดเดียว แต่เขาก็เคยได้ยินมาว่าช่วงวัยเด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงเวลาทองที่สมองจะมีการพัฒนาและเรียนรู้ได้ดีที่สุด
การที่โจวซีเหยาเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ได้ยินได้ฟังภาษาอังกฤษอยู่ทุกวัน จึงไม่แปลกเลยที่เธอจะซึมซับและสามารถพูดประโยคง่ายๆ ออกมาได้บ้าง
เขายกมือหนาขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวอย่างเอ็นดู พร้อมเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "เหยาเหยาของพ่อเก่งที่สุดเลย"
คำชมจากพ่อทำให้แก้มยุ้ยๆ ของโจวซีเหยาเห่อร้อนขึ้นมาจนแดงระเรื่อ
พักนี้มีแต่คนชมเธอเต็มไปหมดเลย หรือว่าเธอจะเก่งจริงๆ อย่างที่พวกเขาพูดกันนะ
แต่เธอจำได้แม่น... สมัยที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านซิ่งฝู ใครต่อใครต่างก็ชี้หน้าด่าว่าเธอเป็น 'เด็กใบ้' บ้าง 'เด็กปัญญาอ่อน' บ้าง
ถึงตอนนั้นโจวซีเหยาจะยังพูดไม่ได้ แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงสายตาและท่าทีไม่เป็นมิตรที่คนเหล่านั้นส่งมาให้
และเธอก็รู้ดีว่าคำว่า ‘เด็กโง่’ มันไม่ใช่คำชม
แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว ทุกคนต่างก็ชมว่าเธอเก่ง!
พ่อก็ยังบอกว่าเธอเก่ง
เห็นไหมล่ะ เธอไม่ใช่เด็กโง่สักหน่อย!
โจวเยว่เซินอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็จูงมือลูกชายคนรองเดินเข้าบ้านมาพร้อมกัน
เขาเอ่ยถามลูกชาย "คุณแม่อยู่ไหนล่ะ"
วันนี้เขากลับมาเร็วกว่าทุกวัน ปกติเขาต้องรอจนฟ้ามืดค่ำถึงจะได้กลับบ้าน หรือบางทีถ้ามันดึกมาก เขาก็จะนอนพักที่ฟาร์มหมูไปเลย
ช่วงนี้เขาเพิ่งจะเจรจาเรื่องที่ดินผืนใหม่สำหรับขยายฟาร์มได้สำเร็จ ซึ่งการขยับขยายพื้นที่ก็ต้องใช้เวลาและแรงงานอีกพอสมควร ทำให้โจวเยว่เซินเองก็ยุ่งหัวหมุนอยู่เหมือนกัน ชีวิตช่วงนี้แทบจะกลับไปวุ่นวายเหมือนตอนที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านซิ่งฝูไม่มีผิดเพี้ยน
โจวเจ๋อหานเงยหน้าตอบพ่อ "คุณแม่บอกว่าต้องเตรียมตัวสอบครับ เลยให้พวกเราออกมาเล่นกันข้างนอก"
คำพูดของลูกชายทำให้โจวเยว่เซินนึกขึ้นได้ว่าซือเนี่ยนกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เผลอแป๊บเดียว พวกเขาก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สี่เดือนกว่าแล้ว การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยจะมีขึ้นในวันที่ 7 เดือนกรกฎาคม ตอนนี้ก็เข้าเดือนเมษายนแล้ว เหลือเวลาอีกไม่นานเท่าไหร่
ซือเนี่ยนไม่เพียงแต่ต้องยุ่งกับการเตรียมบทเรียนสำหรับสอนหนังสือที่โรงเรียน เธอยังต้องเจียดเวลามาอ่านหนังสือเตรียมสอบของตัวเองอีก
ไหนจะภาระในการดูแลลูกทั้งสามคนที่บ้าน ไหนจะงานครัวอย่างการทำอาหารในทุกมื้อ
คิดไปคิดมา คนที่เหนื่อยและทำงานหนักที่สุดในบ้านหลังนี้ก็คือเธอ
คิ้วเข้มของโจวเยว่เซินขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปรั้งตัวโจวเจ๋อหานที่กำลังทำท่าจะวิ่งขึ้นบันไดไปหาแม่
เขาทำเสียง "ชู่ว์" เบาๆ "อย่าเพิ่งขึ้นไปกวนคุณแม่นะ"
โจวเจ๋อหานหยุดฝีเท้าทันควัน
เขาแค่อยากจะวิ่งไปบอกคุณแม่ว่าคุณพ่อกลับมาแล้ว
แต่ในเมื่อคุณพ่อสั่งห้ามไม่ให้รบกวน เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
พูดจบ โจวเยว่เซินก็วางลูกสาวตัวน้อยลงบนโซฟาอย่างเบามือ ให้เธอนั่งดูโทรทัศน์ไปก่อน ส่วนตัวเขาก็พับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น แล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องครัว
ห้องครัวถูกปัดกวาดเช็ดถูไว้อย่างสะอาดสะอ้าน บนเคาน์เตอร์ครัวก็จัดวางของไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้แต่ขวดเครื่องปรุงรสต่างๆ ก็ยังถูกจัดเรียงไว้มากมาย
เดิมทีห้องครัวมีหน้าต่างลวดตาข่ายเก่าๆ อยู่บานหนึ่ง
แต่ซือเนี่ยนเคยบ่นว่ามันระบายอากาศได้ไม่ดี โจวเยว่เซินเลยจัดการเปลี่ยนเป็นหน้าต่างแบบบานเปิดให้แทน
ตอนนี้หน้าต่างบานนั้นถูกเปิดออกจนสุด เพราะห้องครัวอยู่ชั้นหนึ่งจึงค่อนข้างอับชื้นได้ง่าย พวกเขาเลยมักจะเปิดมันทิ้งไว้ทุกวัน ยกเว้นวันที่ฝนตก
จากมุมนี้สามารถมองเห็นประตูรั้วหน้าบ้านได้ชัดเจน ถ้ามีแขกมาก็จะสังเกตเห็นได้ทันที
สายลมเย็นๆ จากภายนอกพัดผ่านเข้ามา ช่วยให้ห้องครัวแห้งสนิทและปราศจากกลิ่นอับชื้น
ซือเนี่ยนเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดการใช้ชีวิต แม้แต่หน้าต่างห้องครัวเธอก็ยังไปหาผ้าม่านลูกไม้สีขาวลายฉลุมาแขวนประดับไว้
ขนาดผ้ากันเปื้อนก็ยังเป็นแบบที่เธอสั่งทำพิเศษ เป็นผ้าพิมพ์ลายดอกไม้สีชมพูเล็กๆ น่ารัก
โจวเยว่เซินหยิบผ้ากันเปื้อนผืนที่ดูจะเล็กกว่าขนาดตัวเขาไปหลายเบอร์มาสวม เขาลงมือซาวข้าวหุงข้าว จากนั้นก็เปิดตู้เย็นหาผักสดที่พอมีเหลืออยู่
เมนูที่เขาทำเป็นมีไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่ก็เป็นกับข้าวง่ายๆ ธรรมดา
ฝีมือของเขาห่างชั้นกับซือเนี่ยนลิบลับ
แต่อย่างน้อยมันก็พอกินกันตายได้
เพียงแต่เนื้อหมูที่เขาหั่นออกมานั้น... แต่ละชิ้นหนาเกือบเท่านิ้วก้อย
เขาพยายามหั่นมันให้เป็นชิ้นขนาดใกล้เคียงกัน เผยให้เห็นชั้นไขมันที่แทรกอยู่กับเนื้อแดงอย่างชัดเจน
เนื้อที่เขาใช้ในวันนี้คือเนื้อรมควัน (เบคอนจีน) ที่พวกเขาทำเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้
นี่เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของซือเนี่ยนเลยทีเดียว
โจวเยว่เซินล้างพริกหยวกสีเขียว เตรียมกระเทียมและขิงเล็กน้อย
เขาเจียวกระเทียมกับขิงในกระทะจนส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วจึงใส่เนื้อรมควันลงไปผัดคลุกเคล้า
ใช้เวลาไม่นาน เนื้อรมควันก็ถูกความร้อนรวนจนกลายเป็นสีใสแวววาว
สมัยที่เขายังประจำการอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พวกพี่น้องทหารก็ชอบกินเมนูนี้กันมาก
จากนั้นเขาก็ผัดมันฝรั่งเส้นอีกหนึ่งจาน ตามด้วยมะเขือเทศผัดไข่ และต้มซุปเปรี้ยวอีกหนึ่งถ้วย
มื้อค่ำแบบเรียบง่ายก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ในโหลแก้วที่วางอยู่ข้างๆ ยังมีหัวไชเท้าดองที่ซือเนี่ยนทำเก็บไว้ รสชาติเปรี้ยวเผ็ดกำลังดี ทั้งกรอบทั้งหอม กินคู่กับซุปเปรี้ยวร้อนๆ ถือเป็นเมนูโปรดของทุกคนในบ้าน
เพียงแต่มันค่อนข้างเผ็ด เด็กๆ ทั้งสามคนเลยกินได้ไม่มากนัก
ซือเนี่ยนทำทีเดียวเยอะๆตุนไว้ จึงเก็บไว้กินได้นาน
หลังจากทำอาหารเสร็จ โจวเยว่เซินก็เหงื่อท่วมตัวจนร้อนไปหมด
เขาถอดผ้ากันเปื้อนออก เช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แล้วเอื้อมมือไปรั้งลูกชายที่กำลังตื่นเต้นดีใจจะได้กินข้าว และทำท่าจะวิ่งขึ้นบันไดไปเรียกแม่อีกรอบ
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น "ลูกไปนั่งรอที่โต๊ะเลย เดี๋ยวพ่อขึ้นไปเรียกคุณแม่เอง"
โจวเจ๋อหานอยากจะขึ้นไปเรียกคุณแม่ใจจะขาด แต่เขาก็รู้ว่าคงแย่งหน้าที่นี้จากพ่อไม่สำเร็จ เขาจึงทำได้เพียงเดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อตักข้าวให้ตัวเองอย่างเงียบๆ
โจวเยว่เซินเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เขาแวะล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นขึ้น ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องหนังสือ
ห้องหนังสือถูกจัดไว้ที่ชั้นสามของบ้าน
ซือเนี่ยนยังคงก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบ แต่จมูกของเธอก็ไวพอที่จะได้กลิ่นหอมของเนื้อผัดลอยโชยมา เธอเผลอคิดไปว่าเป็นบ้านข้างๆ ที่กำลังทำอาหารเย็น
เธอเหลือบมองท้องฟ้าด้านนอกที่เริ่มเปลี่ยนสี ก็พอจะเดาได้ว่าใกล้ถึงเวลาทำอาหารเย็นแล้ว เธอจึงปิดหนังสือลง แล้วบิดตัวไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า
สายตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย พลางคิดในใจว่าเย็นนี้จะทำอะไรกินดี
ในจังหวะนั้นเอง มือใหญ่ข้างหนึ่งก็วางลงบนหัวไหล่ของเธอ
ซือเนี่ยนสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบหันขวับกลับไปมอง
โจวเยว่เซินใช้อุ้งมือใหญ่กดนวดลงบนบ่าของเธอเบาๆ เขาก้มหน้าลงมองเธอ
"เสร็จงานหรือยังครับ ไปกินข้าวกัน"
ซือเนี่ยนยังคงเอียงคออยู่ในท่านั้น ดวงตาของเธอสบเข้ากับนัยน์ตาสีนิลของเขาอย่างพอดิบพอดี
เธอเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ "วันนี้คุณกลับมาเร็วจัง"
แถมยังทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย
โจวเยว่เซินเข้าครัวทำอาหารเองนับครั้งได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ แต่เป็นเพราะลูกๆ ไม่ปลื้มฝีมือของเขาสักเท่าไหร่
เด็กๆ ชอบบ่นกันว่าอาหารที่เขาทำ "ไม่อร่อยเหมือนคุณแม่ทำ"
หลังจากเสียความมั่นใจไปหลายครั้ง เขาก็เลยถอยมาเป็นผู้ช่วยให้เธอแทน
เวลาอยู่ที่บ้าน เขาจึงมักจะรับหน้าที่เป็นลูกมือ คอยหั่นผักเตรียมของให้เธอ
เขา "อืม" ตอบรับในลำคอ
"วันนี้งานที่ฟาร์มเสร็จเร็ว ก็เลยรีบกลับมาก่อน"
ซือเนี่ยนสังเกตเห็นว่าเขาเปลือยท่อนบน ร่างกายกำยำยังคงแผ่ไออุ่นจางๆ มาปะทะตัวเธอ
โชคดีที่ผู้ชายคนนี้เป็นคนรักความสะอาดและอาบน้ำทุกวัน ร่างกายของเขาจึงไม่มีกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยว
สิ่งที่เธอสังเกตเห็นคือ รอยแผลเป็นบนแผงอกของเขาดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม มีทั้งรอยใหม่รอยเก่าปะปนกันไป แต่รอยที่ยังคงฝังลึกและชัดเจนที่สุดก็คือรอยแผลเป็นจากกระสุนปืนที่บริเวณหน้าอกข้างซ้าย
ทุกครั้งที่เขาขยับตัว แผงอกที่แข็งแกร่งก็มักจะเกร็งขึ้นเป็นมัดๆ
เวลาสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความแข็งแน่นราวกับแผ่นหิน
เวลาอยู่นอกบ้าน เขาจะไม่เคยถอดเสื้อให้ใครเห็น
เพราะเขารู้ดีว่ารอยแผลเป็นพวกนี้มันดูน่ากลัวในสายตาคนอื่น
แต่เมื่ออยู่ที่บ้าน เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร เพราะทุกคนในครอบครัวต่างก็คุ้นชินกับมันหมดแล้ว
โดยเฉพาะโจวเจ๋อหานที่ชื่นชมพ่อของเขามาก
ลูกชายคนรองของเธอมักจะพูดเสมอว่ารอยแผลเป็นบนอกของพ่อคือ "เหรียญตราเกียรติยศของวีรบุรุษ" และยังประกาศลั่นว่าโตขึ้นเขาก็จะต้องมีแบบนี้บ้าง
คำพูดของลูกชายทำเอาซือเนี่ยนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ซือเนี่ยนละสายตาจากแผงอกของเขา แล้วก้มลงเก็บหนังสือของเธอเข้าที่
ช่วงกลางคืนลมมักจะแรง เธอจึงถือโอกาสนี้ปิดหน้าต่างห้องหนังสือไปด้วยเลย
ไม่อย่างนั้น หากเปิดทิ้งไว้แค่สองวัน ฝุ่นคงจับหนาเตอะเต็มห้อง
โจวเยว่เซินเอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้ สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบ
การที่เธอต้องจับปากกาเขียนหนังสือเป็นเวลานานๆ ทำให้กล้ามเนื้อมือของเธอเริ่มตึงเครียดและเกร็ง
เขาค่อยๆ ใช้นิ้วโป้งกดนวดลงบนฝ่ามือของเธอเบาๆ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นขึ้นมาทำให้ซือเนี่ยนเผลอร้องอุทานเสียงหลง "โอ๊ย! เจ็บนะคะ!"
โจวเยว่เซินอดยิ้มขำกับท่าทางตกใจของเธอไม่ได้ เขากลั้วหัวเราะเบาๆ "กล้ามเนื้อมือของคุณมันเกร็งมานานเกินไป ถ้าไม่นวดคลายบ้าง พรุ่งนี้รับรองว่าคุณจะปวดจนเขียนหนังสือไม่ได้เลย"
ซือเนี่ยนยอมรับว่าเธอรู้สึกปวดเมื่อยที่มือมาหลายวันแล้วจริงๆ
เวลาอยู่ที่โรงเรียน เธอก็ต้องกำชอล์กเขียนกระดานไม่หยุด พอเลิกเรียนก็ต้องมานั่งเตรียมบทเรียนต่อ
พอกลับถึงบ้าน เธอก็ต้องมานั่งทำข้อสอบเตรียมสอบอีก
แต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันลำบากอะไรเลย เพราะเธอยังจำได้ดีว่าในชาติก่อน เพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำให้ได้ เธอต้องอดหลับอดนอนอ่านหนังสือจนสว่างคาตา เขียนหนังสือจนปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ อ่านหนังสือจนวิงเวียนศีรษะตาลาย ช่วงเวลาเหล่านั้นเธอก็ผ่านมาหมดแล้ว
เธอไม่ใช่ตัวละครเอกในนิยาย ที่จะมีพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เธอก็เป็นแค่คนธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องทุ่มเททุกอย่างเท่าที่ตัวเองมี เพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้
ในยุคนี้ คุณค่าของมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นสูงส่งยิ่งกว่าในยุคอนาคตที่เธอจากมาเสียอีก ขอแค่เธอสอบเข้าไปได้ ไม่ว่าอนาคตเธออยากจะทำอะไร มันก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปหมด
แม้ว่าโจวเยว่เซินจะหาเงินเก่งมาก และตัวเธอเองก็อยากจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ ให้เขเลี้ยง แต่เรื่องในอนาคต ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้
ดังนั้น ถ้าเธอตัดสินใจจะสอบแล้ว เธอก็ต้องสอบเข้าที่ที่ดีที่สุดให้ได้
แต่ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ก็ย่อมมีคนเก่งๆ อยู่เสมอ แม้ว่าเธอจะเคยเรียนมหาวิทยาลัยมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เวลามันก็ผ่านมานานมากแล้ว ความรู้หลายๆ อย่างเธอก็ลืมไปเกือบหมดแล้วเหมือนกัน
[จบบท]