บทที่ 340: เรื่องไม่คาดฝันในห้องสอบ
ซือเนี่ยนมองว่าการที่ลูกสาวตัวน้อยสนใจฟังวิทยุก็เป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ลึกๆ แล้วเธอก็อดฉงนใจไม่ได้ ว่าเหยาเหยาไปเรียนรู้วิธีการปรับจูนคลื่นวิทยุซับซ้อนเหล่านี้มาจากที่ใดกันแน่ วิทยุเครื่องเก่าคร่ำคร่าที่บ้านของพวกเขาไม่มีฟังก์ชันก์เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
ต้องยอมรับอย่างจริงใจว่าเทคโนโลยีของฝั่งอเมริกานั้นก้าวล้ำกว่าที่เป็นอยู่มากโข เมื่อคิดเช่นนั้น เธอก็หมายมั่นไว้ว่าพอกลับถึงบ้าน จะต้องให้เหยาเหยาช่วยสาธิตวิธีใช้งานให้เธอดูเป็นขวัญตาเสียหน่อย
และก็เป็นไปตามคาด เหยาเหยาใช้นิ้วเล็กๆ ของเธอกดปุ่มโน้นทีปุ่มนี้ทีอย่างชำนิชำนาญ
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงและทึ่งของซือเนี่ยน ในที่สุดวิทยุเครื่องหรูก็สามารถรับสัญญาณจากสถานีวิทยุต่างประเทศได้สำเร็จ
ซือเนี่ยนจำต้องยอมรับความจริงข้อนี้อย่างรวดเร็ว ว่าเธอก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง
เมื่อเห็นว่าลูกสาวกำลังมีความสุขและเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีนั้น เธอก็ปล่อยให้ลูกได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ ส่วนตัวเธอก็ปลีกตัวลงไปชั้นล่างเพื่อเตรียมมื้อเย็น
ช่วงบ่ายคล้อยของวันเดียวกัน ฟางฮุ่ยซึ่งเพิ่งก้าวเท้ากลับเข้าบ้าน ก็พลันได้ยินเสียงเพลงสากลทำนองคุ้นหูดังแว่วมาจากบ้านข้างเคียง สายตาเธอจึงเหลือบไปทางข้างบ้าน และเห็นวิทยุเครื่องหนึ่งที่ดูท่าทางแพงลิ่ว วางเด่นอยู่บนโต๊ะในห้องหนังสือของบ้านซือเนี่ยน
เธอจำได้แม่นว่าเคยเห็นวิทยุรูปทรงนี้ที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในปักกิ่ง ครานั้นได้ยินมาว่ามันเป็นของนำเข้าราคาแพงระยับ แถมยังเป็นของหายากที่คนทั่วไปแทบไม่มีปัญญาหาซื้อมาได้
ตลอดช่วงที่ผ่านมา ฟางฮุ่ยทุ่มเงินไปมหาศาลเพื่อส่งลูกชายไปเรียนกวดวิชาหลายต่อหลายที่ ยังไม่นับรวมค่าจ้างครูพิเศษที่มาสอนตัวต่อตัวถึงบ้านอีก ทำให้เธอไม่กล้าพอที่จะควักเงินก้อนโตไปซื้อวิทยุฟุ่มเฟือยเครื่องนั้น
ทว่าพอเห็นว่าบ้านซือเนี่ยนก็มีเครื่องหนึ่ง เธอก็กัดฟันแน่น คว้าเงินแล้วเดินออกไปจากบ้าน ชั่วครู่เดียว ฟางฮุ่ยก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับวิทยุเครื่องใหม่เอี่ยมในรุ่นเดียวกัน
จังหวะนั้น ซือเนี่ยนกำลังยืนรับลมอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านพอดี เธอจึงเห็นฟางฮุ่ยที่กำลังประคองวิทยุเครื่องใหม่เดินกลับมา ฟางฮุ่ยเชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามนิสัย ก่อนจะเอ่ยปากทักทาย "สหายซือ วันนี้คุณเลิกเรียนเร็วจังเลยนะคะ"
ซือเนี่ยนเพียงแค่พยักหน้ารับคำเบาๆ ไม่ได้คิดจะสนทนาอะไรต่อ
ฟางฮุ่ยเองก็ไม่ได้ว่ากระไร เธอหอบวิทยุเครื่องใหม่กลับเข้าบ้านของตนไปด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมสุข
แต่ทว่าเมื่อเธอลองเปิดเครื่องและพยายามปรับจูนดู เธอก็พบความจริงที่น่าเจ็บใจ ว่าไม่ว่าจะลองใส่เทปม้วนไหน หรือพยายามหมุนหาคลื่นอย่างไร เธอก็ไม่สามารถปรับจูนให้วิทยุเครื่องนี้มีเสียงเหมือนกับเครื่องที่บ้านของซือเนี่ยนได้เลย
ฟางฮุ่ยหัวเสียอย่างหนัก นึกโมโหว่าตัวเองคงถูกหลอกให้ซื้อของปลอมมาเป็นแน่
...
ในเช้าวันพุธ ซือเนี่ยนจำเป็นต้องไหว้วานให้โจวเยว่เซินช่วยพาเหยาเหยาไปดูแลที่ทำงานด้วย นั่นเพราะเธอมีนัดสอบครั้งสำคัญ และไม่สามารถหาคนมาช่วยดูแลลูกสาวได้ทัน
โจวเยว่เซินแสดงสีหน้าเป็นกังวลอยู่บ้าง เขาเอ่ยถามภรรยาว่าจะให้เขาขี่รถไปส่งเธอที่สนามสอบก่อนหรือไม่ แต่ซือเนี่ยนก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธว่าไม่จำเป็น
ท้ายที่สุด โจวเยว่เซินจึงต้องพาทั้งเหยาเหยาและเจ้าต้าหวงมุ่งหน้าไปยังฟาร์มหมูด้วยกัน
ทันทีที่ร่างเล็กๆ ของเหยาเหยาปรากฏกายขึ้น เธอก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำซึ่งเป็นลูกน้องของโจวเยว่เซินกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังทันที
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังผู้เป็นนายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา พวกเขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่า เจ้านายผู้มีภาพลักษณ์ดิบเถื่อนและดุดันราวกับยักษ์ป่า จะมีลูกสาวตัวน้อยที่นุ่มนิ่มน่าฟัดได้ถึงเพียงนี้
"มามะ เหยาเหยาคนเก่ง อาขอกอดหน่อยนะ"
"โอ๊ย น่ารักอะไรขนาดนี้วะ ฉันก็อยากมีลูกสาวแบบนี้บ้าง"
"ให้อาพาไปวิ่งเล่นข้างนอกเอาไหม"
กลุ่มชายวัยกลางคนต่างพยายามหาทางเอาอกเอาใจเด็กหญิงตัวน้อยกันอย่างออกนอกหน้า
ในจังหวะที่เหยาเหยากำลังจะยื่นมือเล็กๆ ออกไป โจวเยว่เซินก็ช้อนตัวลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว เขาตวัดสายตา 'พิฆาต' กวาดมองเหล่าลูกน้องที่กำลังทำหน้าตาไม่น่าไว้วางใจ
แววตาของเขาฉายประกายรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม "พวกนายตัวเหม็นจะตาย อยู่ห่างๆลูกสาวฉันเลย"
ทุกคนต่างพร้อมใจกันก้มลงดมกลิ่นเสื้อผ้าของตัวเอง "ไม่เห็นเหม็นเลยครับเจ้านาย ผมเพิ่งอาบน้ำถูสบู่ไปเมื่อวานนี้เองนะ"
โจวเยว่เซินไม่อยากเสียเวลาโต้เถียง เขาอุ้มลูกสาวแนบอกแล้วก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังห้องทำงานของตัวเองทันที
ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งของซือเนี่ยน เธอก็ปั่นจักรยานคู่ใจมาถึงโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 ซึ่งเป็นสนามสอบในวันนี้ เวลาสอบที่กำหนดไว้คือเก้าโมงเช้าตรง และเธอก็มาถึงเกือบจะพอดีเวลา
เมื่อเธอมาถึง ก็พบว่ามีกลุ่มคนราวสิบกว่าชีวิตยืนรออยู่ที่ด้านนอกอยู่ก่อนแล้ว ในกลุ่มนั้น นอกจากจะมีนักเรียนที่มาสอบซ้ำชั้น ก็ยังมีนักเรียนที่ต้องการสอบเทียบโอนย้ายโรงเรียนปะปนอยู่ด้วย
ซือเนี่ยนนั้นแจ้งว่าย้ายมาจากโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ครูคุมสอบซึ่งเป็นครูประจำชั้นของนักเรียนมัธยมปลายปีที่ 3 กำลังยืนขานชื่อนักเรียนทีละคน พร้อมกับสอบถามว่าแต่ละคนมาจากโรงเรียนใด
พอถึงลำดับของเธอ ครูคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นสบตาเธอแวบหนึ่ง "มาจากโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 เหรอ แล้วทำไมถึงมาสอบที่นี่ล่ะ ไม่กลับไปสอบที่เดิม"
เป็นที่ทราบกันดีในวงการการศึกษาว่า โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 คือสถาบันอันดับหนึ่งของเมืองนี้ และมักจะข่มโรงเรียนอื่นๆ อยู่เสมอ นักเรียนจากที่นั่นต่างก็มีความทะนงตนสูง และไม่เคยเห็นโรงเรียนอื่นอยู่ในระดับสายตา
ส่วนโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 แห่งนี้ ก็มีชื่อเสียง (ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก) ในฐานะ 'โรงเรียนเบอร์สองตลอดกาล' ของเมือง
ซือเนี่ยนเลือกที่จะตอบตามความจริง "เพราะว่าโรงเรียนเดิมไม่รับฉันเข้าสอบค่ะ"
เธอประเมินแล้วว่าต่อให้โกหกไป โรงเรียนเหล่านี้ก็ต้องตรวจสอบประวัติของเธออยู่ดี การพูดความจริงออกไปจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อตัดปัญหาในอนาคต
คำตอบของเธอทำให้เหล่าคุณครูที่ยืนอยู่บริเวณนั้นถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
วินาทีต่อมา ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เธอด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ "โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 นี่ก็เข้มงวดเกินเหตุไปหน่อยนะ แต่เธอก็อย่าเพิ่งท้อใจไปล่ะ ถึงที่นั่นจะไม่ต้อนรับเธอ ก็ยังมีที่อื่นที่พร้อมจะอ้าแขนรับ โรงเรียนของเราไม่มีวันทอดทิ้งนักเรียนคนไหนที่มีความพยายามและใฝ่ดีหรอก"
พวกเขาจึงพากันเดาว่าผลการเรียนของซือเนี่ยนคงย่ำแย่มากจนโรงเรียนเดิมทนไม่ไหว เพราะถึงแม้จะเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีนักเรียนที่เรียนซ้ำชั้นอยู่บ้าง ตราบใดที่ผลการเรียนไม่ได้เลวร้ายจนเกินทน
แต่ถ้าถึงขนาดไม่รับเข้าเรียนซ้ำ นั่นย่อมหมายความว่าโรงเรียนกลัวคะแนนแย่ๆ ของเธอจะไปฉุดค่าเฉลี่ยอัตราการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของโรงเรียนให้ตกต่ำลง
ก็ในยุคสมัยนี้ จำนวนนักเรียนที่สามารถฝ่าฟันจนเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้นมีน้อยเต็มที
แม้ว่าโรงเรียนของพวกเขาจะมีเกณฑ์การรับเข้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้มงวดเลือดเย็นถึงขนาดนั้น ขอเพียงแค่นักเรียนคนนั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และผลการเรียนไม่ได้ย่ำแย่จนกู่ไม่กลับจริงๆ พวกเขาก็ยินดีที่จะมอบโอกาสให้เสมอ
ซือเนี่ยนจึงได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสารและเห็นใจจากกลุ่มคุณครูไปอย่างท่วมท้น
ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ส่วนมากเป็นนักเรียนปัจจุบันของโรงเรียนนี้ มีเพียงไม่กี่คนที่มาจากโรงเรียนอื่น นอกนั้นก็คือกลุ่มที่มาสอบเทียบโอน และเนื่องจากทุกคนต่างก็เป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 เหมือนกัน การทดสอบจึงถูกจัดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว
ไม่ช้า ซือเนี่ยนก็เดินตามกลุ่มคนเข้าไปในห้องเรียนที่จัดเตรียมไว้สำหรับการสอบ
เนื่องจากมีผู้เข้าสอบเพียงสิบกว่าคน โต๊ะสอบของแต่ละคนจึงถูกจัดให้เว้นระยะห่างกันมากเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการทุจริต ซือเนี่ยนถูกจัดให้นั่งในตำแหน่งเกือบกลางห้อง
หลังจากนั่งประจำที่ได้ไม่นาน กระดาษข้อสอบก็ถูกทยอยแจกจ่าย
ซือเนี่ยนรับข้อสอบมา เธอกวาดสายตาอ่านคำถามทั้งหมดอย่างรวดเร็ว และพบว่าคำถามส่วนใหญ่ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เธอจึงไม่รอช้า หยิบปากกาขึ้นมาและเริ่มลงมือเขียนคำตอบทันที
พื้นฐานความรู้เดิมของเธอนั้นแน่นอยู่แล้ว ประกอบกับการทบทวนบทเรียนอย่างหนักมาตลอด ทำให้ข้อสอบเหล่านี้แทบไม่ต้องเสียเวลาในการครุ่นคิดเลยแม้แต่น้อย ซือเนี่ยนตั้งใจว่าจะรีบทำข้อสอบให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
เพราะผลคะแนนสอบในครั้งนี้คือ 'ใบเบิกทาง' ชิ้นสำคัญ เธอจะต้องสอบผ่านให้ได้เท่านั้น เพื่อที่จะได้มีอำนาจในการเจรจาต่อรองเงื่อนไขต่างๆ กับทางโรงเรียน
หากเธอไม่มีแม้กระทั่งผลคะแนนสอบมายืนยัน ก็คงไม่มีโรงเรียนไหนบ้าพอยอมรับนักเรียนที่เอาแต่เรียนด้วยตัวเองอยู่ที่บ้านอย่างเธอเข้าเรียนแน่นอน
แม้ว่าก่อนหน้านี้ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศจะเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ แต่ซือเนี่ยนก็ตัดสินใจที่จะไม่ใช้เส้นสายใดๆ ทั้งสิ้น
ในเมื่อเธอมีความสามารถพอที่จะทำมันได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปพึ่งพาช่องทางลัดเหล่านั้น
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความวุ่นวายที่อาจตามมาในภายหลัง เธอจึงเลือกที่จะเดินทางมาสอบด้วยตัวเองอย่างถูกต้องตามขั้นตอน
บรรยากาศในห้องสอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด ครูคุมสอบหลายคนเดินวนไปมาอย่างเข้มงวด
ในขณะที่นักเรียนคนอื่นๆ กำลังก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ซือเนี่ยนกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
ก็แน่ล่ะ ในฐานะที่เคยเป็นครูมาก่อน สภาพจิตใจของเธอจึงนิ่งและแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก
แต่ขณะที่เธอกำลังจะจรดปากกาเขียนคำตอบข้อสุดท้ายเสร็จ เรื่องไม่คาดฝันก็พลันเกิดขึ้น
นักเรียนชายคนหนึ่งที่เพิ่งยกมือขออนุญาตออกไปเข้าห้องน้ำ ได้โยนกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ส่งต่อไปยังนักเรียนที่นั่งอยู่แถวหน้าเธอ แต่โชคไม่เข้าข้าง กระดาษแผ่นนั้นกลับกลิ้งไถลเลยไปตกอยู่ข้างๆ โต๊ะของซือเนี่ยนพอดิบพอดี
นักเรียนชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าเธอถึงกับหน้าซีดเผือด ทำอะไรไม่ถูก
ซือเนี่ยนเองยังไม่ทันได้ตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็เห็นครูคุมสอบคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่เธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขาก้มลงเก็บแผ่นกระดาษขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเครียด "นักเรียนคนนี้ ยืนขึ้น นี่มันเรื่องอะไรกัน"
ซือเนี่ยนเองก็ตกตะลึงพรึงเพริดไม่แพ้กัน
เธอไม่เห็นเลยแม้แต่น้อยว่ากระดาษแผ่นนี้ลอยมาจากไหน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอมัวแต่จดจ่ออยู่กับข้อสอบตรงหน้า
ทว่า เมื่อเห็นว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว เธอก็จำต้องลุกขึ้นยืนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ครูคุมสอบคนอื่นๆ พากันเดินกรูเข้ามามุงดู เมื่อหนึ่งในนั้นคลี่กระดาษโน้ตแผ่นนั้นออก ก็พบว่าข้างในมีข้อความซึ่งเป็นคำตอบของข้อสอบเขียนอยู่จริงๆ
สีหน้าของเหล่าครูพลันเปลี่ยนไปในบัดดล
พวกเขาทั้งหมดต่างจ้องมองมาที่ซือเนี่ยนด้วยสายตาที่แทบไม่อยากจะเชื่อ
ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะกล้าทุจริตในการสอบ
ทั้งที่เมื่อครู่พวกเขายังรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของเธอ ที่ถูกโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ปฏิเสธอย่างไม่ไยดีอยู่เลย แต่กลับไม่นึกเลยว่า แท้จริงแล้วเธอจะเป็นคนแบบนี้
สีหน้าของเหล่าคุณครูแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังอย่างรุนแรงในทันใด
[จบบท]