บทที่ 351: ความละอายใจ
“คุณแม่ครับ ผมรู้ตัวแล้วว่าผมผิด”
ซือเนี่ยนเอ่ยขึ้น “เสี่ยวหาน ลูกไม่จำเป็นต้องมาบอกแม่ว่าผิดหรอกจ้ะ คนที่ลูกควรไปขอโทษ...ไม่ใช่แม่นะ”
โจวเจ๋อหานก้มศีรษะลงต่ำด้วยความรู้สึกละอายใจ
ซือเนี่ยนลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ “แม่ก็อยากให้ลูกมีเพื่อน แต่แม่อยากให้ลูกคบหากับเพื่อนอย่างสือโถวหรือเสี่ยวเจี่ยงมากกว่า ครั้งนี้พอลูกได้เห็นนิสัยจริงๆ ของพวกเสี่ยวจูแล้ว ต่อไปลูกจะได้ไม่ต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้อีก”
โจวเจ๋อหานพยักหน้ารับแรงๆ “คุณแม่ครับ ผมจะไปขอโทษเสี่ยวเจี่ยงเดี๋ยวนี้เลย ผมจะไปบอกเขาว่าขอโทษ แล้วผมก็จะไม่ไปเล่นกับพวกเสี่ยวจูอีกแล้วครับ”
ซือเนี่ยนตบไหล่ลูกชายเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ เฝ้ามองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นวิ่งออกไปไกล ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าห้องเพื่อเผชิญหน้ากับกองแบบทดสอบของตัวเอง
แม้จะวางมาดเป็นคุณแม่ผู้เข้มงวดต่อหน้าลูกๆ ได้อย่างแนบเนียน แต่สุดท้ายเธอก็ยังต้องก้มหน้าก้มตาจัดการกับกองข้อสอบอยู่ดี
…
ในขณะเดียวกัน เจี่ยงจิวกำลังขังตัวเองอยู่ในห้อง ปล่อยให้ความเศร้าสร้อยเกาะกุมหัวใจ
นับตั้งแต่วันที่พวกเสี่ยวจูเลิกคบหากับพี่รอง พี่รองก็ไม่ได้แวะเวียนมาพาเขาออกไปเล่นด้วยกันนานหลายวันแล้ว
อันที่จริง เจี่ยงจิวไม่เคยชอบพวกเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ที่พักคนงานเลยสักนิด ก็เพราะก่อนหน้านี้พวกนั้นเอาแต่กีดกันเขา ไม่ยอมให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เป็นพี่รองต่างหากที่พาเขาเข้าไปในกลุ่ม เขาถึงได้มีโอกาสเล่นกับพวกเสี่ยวจู แถมเวลาซื้อขนมอะไร พวกเขาก็ยังอุตส่าห์แบ่งปันให้พวกนั้นกินด้วย
ใครจะไปนึกว่าพวกเสี่ยวจูจะกลับกลอกเปลี่ยนใจได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ ตัวเขาเองไม่ได้ชอบพวกนั้นอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด เขาคิดเพียงแค่ว่า ขอแค่มีพี่รองเล่นด้วยคนเดียวก็พอแล้ว
แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือ พี่รองกลับทุกข์ใจกับเรื่องของพวกเสี่ยวจูได้มากมายขนาดนั้น จนถึงขั้นพาลไม่ยอมเล่นกับเขาไปด้วย
เจี่ยงจิวรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี จึงทำได้เพียงแอบนั่งซับน้ำตาเงียบๆ อยู่ที่บ้านตามลำพัง
“เสี่ยวเจี่ยง! เสี่ยวเจี่ยง! อยู่บ้านรึเปล่า!” เสียงตะโกนแหบพร่าอันคุ้นเคยของโจวเจ๋อหานดังแว่วมาจากชั้นล่าง
เจี่ยงจิวถึงกับนึกว่าตัวเองคงเศร้าจนหูแว่วไปเสียแล้ว เขารีบผุดลุกขึ้น วิ่งพรวดไปที่หน้าต่าง เขย่งปลายเท้าจนสุดเพื่อดันบานหน้าต่างให้เปิดออก
เขาขยี้ตาสองสามที จนมองเห็นชัดว่าพี่รองกำลังยืนคุยอยู่กับคุณย่าของเขาตรงหน้าประตูบ้านจริงๆ
ความเศร้าหมองทั้งหมดมลายหายไปในบัดดล เด็กชายตะโกนตอบกลับไปเสียงดังที่สุด “พี่รอง! พี่รอง! ผมอยู่บ้าน!”
พูดจบร่างเล็กก็รีบยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำมูกน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวกๆ สวมรองเท้าแตะได้ก็วิ่งตึงตังลงบันไดไปทันที
“พี่รอง พี่มาหาผมเหรอครับ” เขาแทรกตัวเข้าไปยืนขวางหน้าคุณย่า ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายสดใสจ้องมองโจวเจ๋อหานอย่างรอคอย
โจวเจ๋อหานพยักหน้าให้ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะควักเงินจำนวนสองสามเหมาออกมา “เสี่ยวเจี่ยง เราไปซื้อขนมกินกันดีกว่า ไปซื้อเครปไข่กินกันนะ”
ดวงตาของเจี่ยงจิวลุกวาวขึ้นมา เขารีบหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเปลี่ยนรองเท้า แต่ก็ไม่ลืมหันมาตะโกนบอก “พี่รองรอผมตรงนี้ก่อนนะ ผมขอไปเปลี่ยนรองเท้าแป๊บเดียว!”
พูดจบ เขาก็วิ่งออกมาทั้งที่ยังสวมรองเท้าไม่ทันจะเข้าที่ด้วยซ้ำ เด็กชายหันไปบอกย่าเจี่ยงว่าจะไปซื้อเครปไข่กิน
ย่าเจี่ยงเห็นหลานชายกลับมาสดใสร่าเริงได้ฉับพลัน ก็พลอยยินดีไปด้วย ทำได้เพียงกำชับให้ทั้งคู่เดินทางอย่างระมัดระวัง คอยมองดูรถราให้ดี
เมื่อเด็กชายทั้งสองเดินพ้นประตูบ้านตระกูลเจี่ยงออกมา โจวเจ๋อหานก็พลันหยุดฝีเท้าลง
ท่ามกลางสายตางุนงงของเจี่ยงจิว พี่รองของเขาก็นั่งยองๆ ลงตรงหน้า แล้วบรรจงผูกเชือกรองเท้าให้เขา
“เรียบร้อยแล้ว เสี่ยวเจี่ยง คราวหน้านายต้องจำไว้นะว่าต้องผูกเชือกรองเท้าให้ดี ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ได้หกล้มหรอก” โจวเจ๋อหานตบมือที่เปื้อนฝุ่นเบาๆ พลางฉีกยิ้มให้
เจี่ยงจิวจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเคลือบแคลง
“พี่รอง...พี่ไม่เสียใจแล้วเหรอครับ”
โจวเจ๋อหานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เสียใจแล้วล่ะ คุณแม่บอกฉันว่า พวกเสี่ยวจูไม่เคยไว้ใจฉันเลยสักนิด พวกเขาไม่ใช่เพื่อนที่ควรคบหาด้วย ต่อไปนี้ฉันจะไม่ไปเล่นกับพวกเขาอีกแล้ว”
พูดจบ เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างแท้จริง “เสี่ยวเจี่ยง นายอย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันรู้แล้วว่าฉันผิด ฉันไม่ควรเอาเรื่องของพวกเสี่ยวจูมาทำให้นายเดือดร้อน ไม่ยอมมาเล่นกับนาย”
“เดี๋ยวฉันซื้อเครปไข่เลี้ยงนายสองชิ้นเป็นการไถ่โทษเลย ดีไหม”
เจี่ยงจิวเปล่งเสียงดีใจออกมาทันควัน “ดีครับ! ดีครับ!”
“ถ้างั้นเราไปซื้อเครปไข่กันเถอะ”
อารมณ์ของเด็กๆ มักจะมาไวไปไวเสมอ เผลอครู่เดียวทั้งสองก็กลับมาคืนดีกัน จูงมือพากันกระโดดโลดเต้นมุ่งหน้าไปร้านขนม
เพียงแต่วันนี้พวกเขาโชคไม่ดีที่ไปช้าเกินไป ร้านเครปไข่เจ้าประจำเก็บร้านกลับบ้านไปเสียแล้ว ทั้งคู่จึงต้องผิดหวังไปตามๆ กัน
โจวเจ๋อหานรู้สึกแย่ เขาโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองทั้งหมด เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าผิดหวังอย่างปิดไม่มิดของเจี่ยงจิว เขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว คืนนี้พอกลับถึงบ้าน เขาจะต้องไปขอให้พี่ชายสอนทำเครปไข่ให้ได้ พรุ่งนี้เขาจะลงมือทำเครปไข่เพื่อขอโทษเสี่ยวเจี่ยงด้วยฝีมือของตัวเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น พอกลับถึงบ้าน โจวเจ๋อหานก็ตรงเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาพี่ชาย ออดอ้อนว่าอยากเรียนทำเครปไข่
โจวเจ๋อตงนั้นทั้งขี้เกียจและไม่อยากจะสนใจน้องชายอยู่แล้ว เขามองว่าน้องชายตัวเองทั้งซุ่มซ่ามเงอะงะ ไม่มีทางทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนแบบนี้ได้สำเร็จหรอก ประเดี๋ยวก็คงเห่อได้แค่สามนาทีตามเคย
แต่เพราะทนเสียงรบเร้าไม่ไหว สุดท้ายเขาจึงเขียนสูตรส่งๆ ให้ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายไปจัดการเองตามยถากรรม เขาคิดในใจว่า ถ้าน้องชายเห็นสูตรแล้วยังทำไม่เป็น ก็คงแปลว่าไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ ลองทำสักครั้งสองครั้งก็คงถอดใจไปเอง
แต่ใครจะรู้ว่าน้องชายของเขาหมกตัวอยู่ในครัวนานนับชั่วโมงก็ยังไม่ออกมา
โจวเจ๋อตงชักเริ่มรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาตะหงิดๆ จึงรีบเดินตามเข้าไปดู
ทว่าภาพที่เห็นกลับเป็นน้องชายตัวดีกำลังยืนถือแผ่นแป้งสีดำทะมึนแผ่นหนึ่งกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย พอเห็นเขาเดินเข้ามา เจ้าตัวยังอุตส่าห์ยื่นแผ่นแป้งไหม้เกรียมแผ่นนั้นมาให้ “พี่ครับ พี่ลองชิมดูสิ ผมว่ารสชาติมันแปลกๆ ไม่เหมือนที่พี่ทำเลย แถมยังไม่หอมเท่าด้วย...”
โจวเจ๋อตง: “...”
เจ้าน้องชายตัวดีไปเอาความมั่นหน้ามั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าหยิบเอาแผ่นแป้งไหม้เกรียมดำปี๋นั่น มาเปรียบเทียบกับเครปไข่หน้าตาสวยงามของเขากัน
…
ยามที่ซือเนี่ยนเดินลงบันไดมา ก็เห็นลูกสาวกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างสบายอารมณ์ ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นเครปไข่หอมกรุ่นจางๆ ลอยออกมาจากในครัว
เธอเดินตามกลิ่นเข้าไป ก็พบกับภาพของลูกชายทั้งสองกำลังช่วยกันทำแป้งทอด คนหนึ่งยืนสอนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ผิดกับอีกคนที่มือไม้พันกันยุ่งเหยิงไปหมด
เธอมองภาพนั้นแล้วก็อดยิ้มออกมาเบาๆ ไม่ได้ จึงเลือกที่จะไม่เดินเข้าไปขัดจังหวะการเรียนรู้ของสองพี่น้อง
หลังจากพยายามฝึกฝนอย่างไม่ลดละนับครั้งไม่ถ้วนตลอดทั้งคืน ในที่สุดเจ้าคนรองก็ทำเครปไข่สำเร็จจนได้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็กินมื้อค่ำไม่ลงเสียแล้ว เพราะด้วยความเสียดาย ทำให้บรรดาผลงานที่ล้มเหลวทั้งหมดก่อนหน้านี้ ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในกระเพาะของเขาจนแน่นไปหมด
ตอนเย็นเมื่อโจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้าน เขาถึงกับประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นร่างของเจ้าคนรองจอมตะกละนั่งประจำที่อยู่บนโต๊ะอาหาร
“เสี่ยวหานไปไหน”
ซือเนี่ยนจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายให้เขาฟัง โจวเยว่เซินรับฟังเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง
โจวเจ๋อตงเองก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมน้องชายต้องเก็บเรื่องนี้มาเสียใจนานขนาดนั้น เพียงเพราะแค่คนอื่นไม่ยอมเล่นด้วย สำหรับเขา เขาไม่เคยสนใจเลยว่าคนนอกบ้านจะมองตัวเองยังไง และเขาก็ไม่ชอบพวกนั้นด้วย จึงไม่สามารถเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของน้องชายได้เลย
…
เมื่อถึงเวลาเข้านอน ซือเนี่ยนได้เอ่ยถึงเรื่องวันเกิดของเด็กทั้งสองที่กำลังจะเวียนมาถึง ถามสามีว่าเขาพอจะมีเวลาว่างบ้างหรือไม่
โจวเยว่เซินไม่เคยนึกถึงเรื่องการฉลองวันเกิดมาก่อนเลยในชีวิต เพราะตัวเขาเองก็ไม่เคยมีงานวันเกิดมาตั้งแต่จำความได้ แต่พอได้ยินว่าเป็นเรื่องของลูกๆ ทั้งสอง สีหน้าของเขาก็พลันจริงจังขึ้น
“ตอนกลางวันผมอาจจะไม่ว่าง แต่ช่วงเย็นผมจะพยายามรีบกลับมาให้เร็วที่สุดแล้วกัน”
ซือเนี่ยนเองก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรเขาต่อ แม้ว่าลูกๆ จะสำคัญ แต่หากขาดโจวเยว่เซินที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก พวกเขาครอบครัวจะมัวันคืนที่สงบสุขและสะดวกสบายเช่นนี้ได้อย่างไร
เธอก็พลันรู้สึกอ่อนโยนขึ้นมาอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็นบ่อยนัก หญิงสาวขยับไปนวดไหล่ให้เขาเบาๆ พลางเอ่ย “ช่วงนี้คุณต้องวุ่นวายเรื่องขยายฟาร์ม คงเหนื่อยแย่เลย ฉันนวดให้เป็นรางวัลนะคะ”
ก่อนหน้านี้เธอเคยสังเกตเห็นว่าที่ดินผืนที่โจวเยว่เซินใช้เปิดฟาร์มปศุสัตว์นั้น อยู่ในเขตที่จะมีการรื้อถอนในอนาคต เธอจึงลองหาจังหวะเปรยเรื่องนี้ให้เขาฟัง โดยหวังว่าโจวเยว่เซินจะตัดสินใจขยับขยายพื้นที่ฟาร์ม
[จบบท]