บทที่ 362: คุณ...มีความสัมพันธ์ยังไงกับผู้จัดการโจวคะ?
ซือเนี่ยนไม่ได้คิดจะสานต่อประเด็นนั้น เธอจึงเบนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น “พวกคุณเคยทำงานที่เดียวกันมาก่อนเหรอคะ”
หวังเฉี่ยวเหมยพยักหน้าตอบ “ค่ะ แต่ว่าโรงงานที่พวกเราทำอยู่ช่วงนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก สองปีที่ผ่านมานี่มีแต่ปลดคนออก พวกเราเลยต้องดิ้นรนหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนน่ะค่ะ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับรู้ พลางส่งยิ้มบางๆ ให้ โดยไม่ได้ซักถามอะไรให้มากความ บรรยากาศในห้องจึงกลับสู่ความเงียบสงัดอีกระลอก
แต่แล้วความเงียบงันนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงที่ดังมาจากด้านนอก ทุกคนที่กำลังรอคอยอยู่ต่างพากันสะดุ้งและรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
ผู้ชายที่ก้าวเข้ามาในห้องมีรูปร่างสูงตระหง่าน ตอนที่เขาเดินผ่านวงกบประตู ยังต้องโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ศีรษะชนขอบด้านบน การปรากฏกายของเขาทำให้ห้องขนาดกะทัดรัดนี้พลันดูคับแคบและอึดอัดขึ้นมาในบัดดล
ผู้สมัครทั้งสี่คนที่เมื่อครู่ยังพอมีเสียงกระซิบกระซาบกันบ้าง บัดนี้กลับพากันกลั้นลมหายใจจนตัวแข็งทื่อ โจวเยว่เซินตวัดสายตาคมกริบประเมินคนทั้งสี่เพียงแวบเดียว ก่อนที่สายตาของเขาจะเลยผ่านไปยังร่างอรชรที่นั่งอยู่ด้านหลังสุด
ซือเนี่ยนต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับเขา เหล่าผู้สมัครคนอื่นๆ ดูจะมีความสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แม้แต่ผู้ชายสองคนนั้นก็สูงเพียงร้อยเจ็ดสิบกว่าเซนติเมตรเท่านั้น การที่โจวเยว่เซินมายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทำให้ร่างสูงโปร่งของเขาบดบังแสงสว่างจากภายนอกจนเกือบมิด เงาที่ทอดทาบลงมานั้นสร้างแรงกดดันมหาศาลจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นมาในบัดดล
โชคดีที่ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบแล้วก็จางไป ทว่าสีหน้าของผู้สมัครทั้งสี่กลับเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงอย่างปิดไม่มิด
คงไม่มีใครคาดคิดว่า 'เถ้าแก่' เจ้าของฟาร์มแห่งนี้ จะเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างที่ดูแข็งแกร่งและดุดันได้ถึงเพียงนี้
เพราะภาพจำของคำว่า 'เจ้านาย' ในยุคนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นชายวัยกลางคนหัวล้าน หูใหญ่ ลงพุงกลมป่อง ไม่ใช่หนุ่มหล่อหุ่นนายแบบที่ดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแบบนี้
ในบรรดาผู้สมัครทั้งหมด ดูเหมือนหลี่เยี่ยนหงจะใจถึงที่สุด เธอเรียกสติกลับมาได้ก่อนใครเพื่อน และเป็นฝ่ายเปิดฉากทักทายอย่างมั่นใจ “สวัสดีค่ะ ผู้จัดการโจว ฉันหลี่เยี่ยนหงค่ะ ตั้งใจมาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานขาย”
โจวเยว่เซินแค่เหลือบสายตามองเธอแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้ารับรู้เพียงเล็กน้อย “เชิญนั่งครับ”
ร่างกายที่แข็งเกร็งราวกับท่อนไม้ของหลี่เยี่ยนหงผ่อนคลายลงทันที เธอไม่กล้าพูดจาฟุ่มเฟือยอะไรอีก ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบเดินไปนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะตัดแบ่งได้ ซือเนี่ยนถึงกับเผลอไอกระแอมออกมาเบาๆ โอ้โห... ภาพการสัมภาษณ์งานสุดขลังนี้ทำเอาเธอนึกย้อนไปถึงสมัยที่เพิ่งเรียนจบหมาดๆ แล้วต้องเดินสายสัมภาษณ์งานตามบริษัทต่างๆ เลยทีเดียว เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยและเข้าใจถึงแก่นแท้จริงๆ
หญิงสาวนั่งลงที่เดิม และเป็นจังหวะเดียวกับที่หลี่เยี่ยนหงเดินมานั่งเก้าอี้ข้างๆ เธอพอดี
หลี่เยี่ยนหงตวัดสายตามองซือเนี่ยนอย่างรวดเร็ว ด้วยทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายคงจะประหม่าจนตัวสั่นพูดอะไรไม่ออก หญิงสาวจึงแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะแกล้งพูดพึมพำให้ได้ยินกันสองคน
“ไม่มีปัญญาแม้แต่จะอ้าปากพูด แล้วจะมาสัมภาษณ์งานอะไรไหว กลับไปรวบรวมความกล้ามาใหม่เถอะน้อง”
ประโยคเดียวแต่เชือดเฉือนผู้สมัครที่เหลือ (รวมซือเนี่ยนไปด้วย) จนหน้าชาไปตามๆ กัน
ซือเนี่ยนไม่นึกโกรธเลยสักนิด ออกจะขำด้วยซ้ำ เธอไม่คิดจะเสียเวลาโต้ตอบกับหลี่เยี่ยนหง หันไปมองโจวเยว่เซินที่กำลังก้าวเข้ามาหา แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนฉันจะมารบกวนเวลาที่คุณต้องจัดการธุระซะแล้วสิคะ”
หลี่เยี่ยนหงที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบเบ้ปากมองบน แต่พอเห็นว่าเป้าหมายคือโจวเยว่เซิน เธอก็รีบปรับสีหน้าและท่าทางกลับมานั่งตัวตรงในโหมดเรียบร้อยทันควัน และในจังหวะนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจนั้นเอ่ยถามขึ้น
“คุณมาได้ยังไง”
“สวัสดีค่ะ! พอดีฉันได้ยินว่าที่นี่เปิดรับสมัคร...” หลี่เยี่ยนหงรีบชิงตอบอย่างกระตือรือร้น แต่พูดได้ไม่ทันจบประโยค เธอก็สังเกตเห็นถึงความผิดเพี้ยนบางอย่าง หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาโจวเยว่เซินด้วยความฉงนสนเท่ห์
ก่อนจะตระหนักได้ในเสี้ยววินาที... เขาไม่ได้คุยกับเธอ สายตาคมกริบคู่นั้นกำลังจับจ้องไปยังผู้หญิงหน้าใสที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอต่างหาก!
หลี่เยี่ยนหงอ้าปากค้าง แข็งทื่อไปในท่านั้น
ซือเนี่ยนแอบลอบมองอาการเหวอของหลี่เยี่ยนหงอย่างนึกขัน ก่อนจะหันกลับไปสนใจโจวเยว่เซิน แม้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาจะยังคงเรียบตึงเช่นเคย แต่เธอก็สังเกตเห็นเม็ดเหงื่อเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบริเวณหน้าผาก
“ก็ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลยนี่คะ แถมคุณก็ไม่ยอมกลับบ้าน ฉันเลยเป็นห่วง เลยแวะมาดูให้เห็นกับตาสักหน่อย”
โจวเยว่เซินขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เขามองเธอเงียบๆ อยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและแฝงความรู้สึกผิด “ผมขอโทษครับ สองสามวันนี้งานมันยุ่งจริงๆ”
เขาพูดต่อ “คุณนั่งพักรอผมตรงนี้สักครู่นะครับ”
ซือเนี่ยนพยักหน้า เธอจึงยกแก้วชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ โจวเยว่เซินมองแก้วชาในมือเธอค้างไว้ราวสองวินาที ก่อนจะหันไปจัดการกับผู้สมัครที่เหลือต่อ
หลี่เยี่ยนหงอ้าปากค้างอยู่นานสองนาน กว่าจะรวบรวมสติเปล่งเสียงออกมาได้
“นี่... นี่เธอไม่ได้มาสมัครงานหรอกเหรอ”
ซือเนี่ยนยิ้มมุมปาก “แล้วฉันไปพูดตอนไหนกันล่ะคะ ว่าฉันมาสมัครงาน”
ไม่ใช่แค่หลี่เยี่ยนหง แต่ผู้สมัครอีกสามคน ก็มีสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริดไม่ต่างกัน พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าเธอคนนี้จะไม่ได้มาเพื่อสัมภาษณ์งาน
ใบหน้าของหลี่เยี่ยนหงซีดราวกับกระดาษ “อย่าบอกนะว่า... ว่าเธอเป็นลูก...” เธอกำลังจะเดาว่าเป็น 'ลูกสาว' แต่สายตาพิฆาตที่โจวเยว่เซินตวัดมองมา ทำให้คำว่า 'สาว' ที่ปลายลิ้นถูกกลืนหายลงคอไปทันที
“...หืม?”
ใบหน้าของโจวเยว่เซินดำทะมึนยิ่งกว่าก้นหม้อ ซือเนี่ยนที่กำลังจิบชาอยู่ถึงกับพ่นพรวดออกมา เกือบจะสำลักชาตายคาที่ โจวเยว่เซินหันมาถลึงตาใส่เธอนิดๆ แต่มือใหญ่ก็ยังอุตส่าห์เอื้อมมาลูบหลังให้เบาๆ เพราะกลัวเธอจะสำลักจริงๆ
สีหน้าของหลี่เยี่ยนหงตอนนี้เรียกว่าไม่เหลือชิ้นดี เธอนึกถึงคำพูดจิกกัดที่ตัวเองเพิ่งพ่นใส่ซือเนี่ยนเมื่อกี๊ กะจะข่มขวัญคู่แข่งซะหน่อย แต่ไหงกลายเป็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คู่แข่ง แถมยังเป็นคนใกล้ชิดของผู้จัดการโจวอีกต่างหาก
นี่มันไม่ใช่การเหยียบกับระเบิดฆ่าตัวตายชัดๆ หรอกเหรอ! ค่าความประทับใจติดลบทะลุโลกไปแล้วมั้ง! ใบหน้าของหลี่เยี่ยนหงเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียวสลับกันไปมา
สายตาที่โจวเยว่เซินมองหลี่เยี่ยนหงตอนนี้ เรียกได้ว่าเยือกเย็นจนน่ากลัว เขาประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเย็นชาและหนักแน่น “เธอเป็นภรรยาของผม”
หลี่เยี่ยนหงเบิกตากว้าง “...” จบสิ้นแล้ว... งานนี้เธอคงไม่รอดแน่
“เอาล่ะค่ะ ฉันไม่ขัดจังหวะการสัมภาษณ์แล้ว” ซือเนี่ยนเห็นสีหน้าหลี่เยี่ยนหงที่เหมือนถูกแจ็กพอตรางวัลที่หนึ่ง(ในอีกแง่) ก็อดยิ้มขำไม่ได้
เธอวางแก้วลง ก่อนจะยื่นมือไปแตะแขนสามีเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เขาทำงานต่อได้แล้ว โจวเยว่เซินจึงยอมยืดตัวตรง และดึงสายตาเย็นชาของเขากลับมาจากหลี่เยี่ยนหง
เขาไม่ได้เสียเวลาจัดการกับหลี่เยี่ยนหงที่ยังคงช็อกตาค้าง โจวเยว่เซินหันไปหยิบเอกสารประวัติของผู้สมัครขึ้นมาดู กวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มกระบวนการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ โดยให้ทุกคนแนะนำตัวเอง เริ่มจากสองสาว
หลี่เยี่ยนหงและหวังเฉี่ยวเหมยมาจากบริษัทเดียวกันเป๊ะ แต่สถานการณ์ต่างกันเล็กน้อย หลี่เยี่ยนหงเพิ่งโดนเลิกจ้างมารอบล่าสุด ส่วนหวังเฉี่ยวเหมยยังทำงานอยู่ที่เดิม แต่ค่าตอบแทนก็น้อยนิดเหลือเกิน
พอได้ยินว่าหวังเฉี่ยวเหมยเป็นภรรยาของลูกน้องอวี๋ตง โจวเยว่เซินก็เหลือบมองเธอแวบหนึ่งพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย หวังเฉี่ยวเหมยลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
โจวเยว่เซินหันไปถามหลี่เยี่ยนหง “เหตุผลที่โดนไล่ออกคืออะไร”
หลี่เยี่ยนหงอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงอ่อย “ฉัน... ฉันไปมีเรื่องกับลูกค้าหลายคนน่ะค่ะ”
ซือเนี่ยนกลั้นขำไว้ไม่อยู่จริงๆ โจวเยว่เซินหันมาค้อนให้เธอวงหนึ่ง ก่อนจะก้มลงหยิบแก้วชา ของเธอ ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาจิบหน้าตาเฉย
กลิ่นชาดอกไม้หอมละมุนลอยเข้าจมูก แต่ยิ่งกว่ากลิ่นชา คือกลิ่นหอมอ่อนๆ อันคุ้นเคยที่ติดอยู่ที่ขอบแก้ว เขาจิบมันอีกครั้งอย่างไม่ถือสา ก่อนจะหันไปถามชายหนุ่มสองคนที่เหลือด้วยเสียงเรียบขรึม “แล้วพวกคุณล่ะ”
โปรไฟล์ของผู้ชายสองคนนี้ดูดีมีชาติตระกูลกว่าเยอะ พวกเขาอวดอ้างว่าเคยทำงานในบริษัทใหญ่ยักษ์มานานถึงครึ่งปีเต็ม แถมยังเคยคว้ารางวัลพนักงานดีเด่นมาแล้ว และเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งคู่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ
พอได้พรีเซนต์ประวัติการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน ทั้งคู่ต่างก็ยืดอกเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจสุดขีด
ก็นะ ในยุคนี้ บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยถือเป็น 'แรร์ไอเทม' ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว ถ้าไม่ติดปัญหาอะไรที่คอขาดบาดตายจริงๆ ไม่มีบริษัทไหนโง่พอจะปล่อยให้เพชรเม็ดงาม (ที่พวกเขาคิดเอาเอง) หลุดมือไปหรอก
แต่โจวเยว่เซินกลับบดขยี้ความภูมิใจนั้นให้แหลกคามือด้วยประโยคเดียว “ไอ้ครึ่งปีที่ว่าน่ะ คือช่วงทดลองงาน... ที่พวกคุณไม่ผ่านใช่หรือเปล่า”
ชายทั้งสองหน้าเหวอไปเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนจากภาคภูมิเป็นเจื่อนสนิท โจวเยว่เซินโยนเอกสารของทั้งคู่ลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี
“เชิญพวกคุณกลับไปได้เลย”
สีหน้าของทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจและตกใจ “เดี๋ยวก่อนสิครับ ทำไมล่ะ พวกเราทำอะไรผิดเหรอ คุณไม่พอใจอะไรก็ว่ามาตรงๆ สิ จู่ๆ มาไล่กันดื้อๆ แบบนี้ พวกเราไม่ยอมรับนะ!”
“นั่นสิครับ อย่างน้อยก็ควรบอกเหตุผลกันหน่อย”
โจวเยว่เซินวางแก้วชาของซือเนี่ยนลง เขาเลิกพิงโต๊ะแล้วหันมาเผชิญหน้าเต็มๆ ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยจนเย็นชา “ทดลองงานนานตั้งครึ่งปี แต่ก็ยังทำงานไม่ได้มาตรฐานของบริษัท ผมคงไม่มีเวลาว่างมากพอจะมานั่งปั้นพวกคุณใหม่”
ใบหน้าของชายทั้งสองแดงก่ำด้วยความอับอาย โจวเยว่เซินไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขาอีก ชายหนุ่มทั้งสองจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเก็บความอับอายเดินคอตกออกจากห้องไป
บรรยากาศกลับมาสู่ผู้สมัครสองคนสุดท้าย หลี่เยี่ยนหงและหวังเฉี่ยวเหมย ทั้งคู่นั่งตัวเกร็งยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
โจวเยว่เซินหันกลับมาจ้องหลี่เยี่ยนหง “คุณเป็นพวกที่ชอบมีปัญหากับลูกค้างั้นเหรอ”
หัวใจของหลี่เยี่ยนหงร่วงไปกองอยู่ที่พื้นทันที แค่เห็นสีหน้าซีดเผือดของเธอก็แทบไม่ต้องเดาคำตอบ
หวังเฉี่ยวเหมยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบช่วยพูด “ผู้จัดการโจวคะ คือ... มันไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมดหรอกค่ะ เรื่องราวก่อนหน้านี้มันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น”
โจวเยว่เซินยังคงหน้านิ่ง ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ซือเนี่ยนเองก็กำลังจ้องมองการกระทำของเขาทุกฝีก้าว
และในตอนนั้นเอง ที่จู่ๆ โจวเยว่เซินก็หันขวับมามองเธอแวบหนึ่ง สายตาแบบนั้นมันคือการโยนเผือกร้อนมาให้ชัดๆ
ซือเนี่ยนถึงกับงงไปนิดหน่อย เธอหันไปมองสองสาวที่นั่งลุ้นตัวโก่งสลับกันไปมา ก่อนจะหันกลับมาเลิกคิ้วสูงใส่สามี “นี่คุณจะให้ฉันเลือกจริงๆ อ่ะนะ”
โจวเยว่เซินพยักหน้ายืนยันคำเดิม “ครับ”
ซือเนี่ยนมองท่าที 'ปัดความรับผิดชอบ' ของเขาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เธอหันกลับไปมองผู้หญิงทั้งสองคนอีกครั้ง ใช้เวลาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ เธอยื่นนิ้วชี้ไปทางผู้หญิงคนหนึ่ง “ถ้าต้องให้ฉันเลือก... งั้นฉันเอาคนนี้ค่ะ”
โจวเยว่เซิน: โคตรโมโห! ฉันดูแก่ขนาดนั้นเลยเรอะ!
[จบบท]