บทที่ 365: เธอจะสร้างปัญหาให้เขาไม่ได้
พอได้ฟังเรื่องราว ซือเนี่ยนก็พลันนิ่งเงียบ
เชื้อโรคร้ายกาจแบบนั้น ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ล้วนเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงถึงชีวิต ไม่เพียงอัตราการแพร่ระบาดจะน่าสะพรึงกลัว แต่ยังเต็มไปด้วยภยันตราย หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว นั่นอาจหมายถึงการพังทลายของทุกสิ่ง
ในฐานะคนที่มาจากโลกอนาคต และเคยลิ้มรสความขมขื่นจากวิกฤตโรคระบาดมาแล้ว เธอตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการ 'ปิดเมือง' และ 'กักกันโรค' เป็นอย่างดี
ซือเนี่ยนรู้สึกร้อนใจ ในประวัติศาสตร์ที่เธอเคยผ่านมา เหตุการณ์เกี่ยวกับอหิวาต์สุกรนั้นเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
ในโลกของนิยายใบนี้ เรื่องราวเพียงแค่กล่าวถึงฟาร์มสุกรของเขาอย่างผิวเผิน ด้วยสถานะตัวประกอบของเขา เนื้อเรื่องจึงไม่ได้เจาะจงว่าเกิดโศกนาฏกรรมใดขึ้นบ้าง เมื่อต้องมาเผชิญสถานการณ์จริง เธอก็อดที่จะกังวลไม่ได้
เธอจึงรู้สึกว่าการมาของตัวเองช่างไม่ถูกที่ถูกเวลา ไม่เพียงช่วยอะไรเขาไม่ได้ ซ้ำร้ายยังอาจกลายเป็นตัวถ่วงเวลาของเขาเสียอีก
เธอรู้ดีว่าคนอย่างโจวเยว่เซินไม่มีวันทิ้งเธอไว้ที่นี่ แล้วปลีกตัวไปจัดการงานเพียงลำพัง
ซือเนี่ยนอยากจะขอตัวกลับ ทว่าดวงตาอ่อนโยนคู่ที่จ้องมองมา ทำให้เธอตัดใจไม่ลง
…
โจวเยว่เซินเป็นพวกบ้างานจนลืมเวลา หากไม่มีใครเตือน เขาก็คงลืมกินข้าวไปแล้ว
ปกติจะเป็นอวี๋ตงที่คอยส่งเสียงเตือน หรือไม่ก็หอบหิ้วอาหารไปส่งให้ถึงที่
วันนี้ทุกคนก็ปฏิบัติทางเดียวกัน อาหารร้อนๆ ที่เพิ่งขึ้นจากกระทะ ทัพพีแรกย่อมเป็นของเจ้าของโรงงาน
แต่ยังไม่ทันได้จัดแจงส่งไป ร่างสูงของโจวเยว่เซินก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าครัวเสียก่อน
ที่นี่เป็นเพียงครัวเล็กๆ ไม่ได้โอ่อ่าอะไร เวลาพัก เหล่าคนงานก็จะหาเก้าอี้เตี้ยมาล้อมวงกินข้าวกันง่ายๆ ตามประสาผู้ชายที่ไม่ใส่ใจรายละเอียด กินอิ่มก็หาที่เอนหลังพักเอาแรง
มีเพียงโจวเยว่เซินเท่านั้นที่มีห้องทำงานส่วนตัว ด้วยภาระงานที่ล้นมือ เขาจึงมักจะตักอาหารกลับไปกินที่นั่น
โจวเยว่เซินผู้ไม่ค่อยแย้มยิ้ม ใบหน้าเคร่งขรึมเป็นนิจ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขามีรังสีแห่งความน่าเกรงขามแผ่ออกมาเสมอ จะมีก็เพียงอวี๋ตงเท่านั้นที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขา
ดังนั้น เมื่อเขามาถึง วงสนทนาที่กำลังครื้นเครงพลันสงบลง ทุกคนต่างเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
“หัวหน้าครับ”
“หัวหน้า วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่ครับ”
“หัวหน้าครับ ได้ยินว่าพี่สะใภ้มาหาเหรอครับ”
โจวเยว่เซินขานรับในลำคอ “อืม” ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เขาคว้าถ้วยชามและตะเกียบ 2 ชุด จัดการตักอาหารอย่างคล่องแคล่ว แล้วหมุนตัวเดินจากไป
เหล่าลูกน้องมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนลับตา... ถึงบางอ้อกันถ้วนหน้า
อ้อ ที่แท้ก็มาตักข้าวบริการภรรยานี่เอง!
มิน่าล่ะ คนที่งานยุ่งจนหัวหมุนถึงกับต้องสละเวลาเดินมาที่ครัวด้วยตัวเอง
…
ยามโจวเยว่เซินกลับมาถึงห้อง ซือเนี่ยนกำลังสาละวนอยู่กับการกวาดพื้น
พอเห็นหน้าเขา เธอก็อดบ่นไม่ได้ “ที่นี่มันอับชื้นเกินไปนะคะ ไม่ดีต่อสุขภาพมากๆ เลย ถ้าพอมีเวลา หาทางซ่อมหลังคาหน่อยเถอะ”
พื้นห้องไม่ได้ราดซีเมนต์ มันจึงเก็บความชื้นไว้เต็มๆ
พูดพลางเธอก็เดินไปที่หน้าต่าง กะว่าจะเปิดระบายอากาศเสียหน่อย
ใครเลยจะล่วงรู้ ยังไม่ทันที่เธอจะได้ออกแรงผลัก สิ้นเสียง 'โครม' บานหน้าต่างเจ้ากรรมก็ร่วงหล่นลงมากองกับพื้นต่อหน้าต่อตา
ซือเนี่ยน: “…”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานโทรมๆ ในบัดดล
โจวเยว่เซินกระแอมแก้เก้อ เขาเลื่อนอาหารไปวางบนโต๊ะ พลางอธิบายเสียงเบา “บ้านมันเก่าครับ หน้าต่างมันพังอยู่แล้ว ผมไม่ค่อยได้ค้างที่นี่ เลยปล่อยไว้”
ซือเนี่ยนขมุบขมิบปาก “แล้วจะเอายังไงต่อล่ะคะทีนี้”
โจวเยว่เซินตอบอย่างใจเย็น “เดี๋ยวผมเรียกคนมาจัดการ คุณกินข้าวก่อนเถอะครับ”
ซือเนี่ยนระบายลมหายใจยาวพรืด รับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้
มิน่าล่ะ... หลี่เยี่ยนหงถึงได้บ่นอุบเรื่องสภาพแวดล้อม มันก็สมควรให้บ่นอยู่หรอก
รสชาติอาหารจัดว่าพอกล้อมแกล้ม ไม่ได้เลิศเลอ แต่ก็ไม่ถึงกับคายทิ้ง
ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ย่อมไม่ขาดแคลนเนื้อ สำหรับผู้คนในยุคนี้ การได้กินเนื้อทุกมื้อถือเป็นสุดยอดของความหรูหราแล้ว
แต่ซือเนี่ยนผู้มีลิ้นทองคำและยกย่องตัวเองเป็นนักชิมผู้ยิ่งใหญ่ กลับรู้สึกว่ามันเลี่ยนเกินไป
โจวเยว่เซินเหลือบมองภรรยาที่เขี่ยข้าวไปมา เมื่อเห็นว่าเธอคงไม่กินต่อแล้ว เขาก็ไม่เพียงไม่รังเกียจ ยังจัดการเทข้าวที่เหลือของเธอลงในชามของตัวเอง แล้วก้มหน้าก้มตากินอย่างรวดเร็วจนหมดเกลี้ยง
โจวเยว่เซินเอ่ย “คนที่นี่เขาอยู่ง่ายกินง่ายครับ ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไร”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ รู้ดีว่าเธอคงเรื่องมากเกินไปเอง
ถึงกระนั้น เธอก็ยังให้คำแนะนำ “บ้านหลังนี้มันทรุดโทรมเกินไปแล้วค่ะ ไม่รู้จะถล่มลงมาวันไหน... รอฟ้าฝนเป็นใจ หาคนมาปรับปรุงมันหน่อยเถอะ คุณจะได้พักผ่อนสบายตัวขึ้น”
โจวเยว่เซินรับฟังเธอเสมอ คราวนี้ก็เช่นกัน เขาพยักหน้ารับคำ
เขาเองอยู่อย่างไรก็ได้ แต่เมื่อเธอติงมา เขาก็พร้อมจะใส่ใจ
จริงอย่างที่เธอว่า หากวันไหนเธอแวะมาเยี่ยม ที่นี่กลับไม่มีแม้แต่มุมดีๆ ให้เธอนั่งพัก มันคงจะแย่มาก
ซือเนี่ยนจึงสำทับ “ถ้างั้นก็เร่งมือหน่อยนะคะ ถ้าคราวหน้าคุณต้องมาค้างที่นี่นานๆ ฉันจะได้พาลูกๆ มาหาคุณได้สะดวกหน่อย”
สมัยที่ฟาร์มยังอยู่ใกล้หมู่บ้าน เด็กๆ ก็พากันวิ่งเล่นไปมาที่นั่นจนคุ้นเคย เธอยังจำได้ว่าตัวเองเคยหิ้วปิ่นโตมาส่งข้าวให้เขาบ่อยแค่ไหน
แต่ตอนนี้โจวเยว่เซินย้ายมาไกล แถมเธอยังไม่ต้องลำบากมาส่งข้าวอีกแล้ว
ทว่าเมื่อต้องมาประจักษ์แก่สายตาว่าเขาต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้... มันช่างบีบหัวใจคนมอง
พวกเธออยู่ที่บ้านหลังใหญ่โตอย่างสุขสบาย แต่เสาหลักของบ้านกลับต้องมาตรากตรำทำงานในห้องแคบๆ ผุพังนี่น่ะหรือ
โจวเยว่เซินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับคำ
ซือเนี่ยนจึงเอ่ยปากในที่สุด “ถ้าคุณเชื่อมือฉัน... ฉันช่วยคุณทำบัญชีไหมคะ คุณจะได้ไม่เหนื่อยหัวหมุนแบบนี้ทุกวัน”
โรงงานของโจวเยว่เซินคลาคล่ำไปด้วยชายฉกรรจ์ที่ถนัดงานใช้แรงงาน มากกว่างานเอกสาร
เดิมทีอวี๋ตงเป็นคนจัดการทั้งหมด พออวี๋ตงจากไป แม้จะได้หลี่เยี่ยนหงมาแทน แต่โจวเยว่เซินก็ยังไม่คุ้นเคย และไม่กล้าไว้ใจให้เธอจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่สำคัญขนาดนั้น
หลี่เยี่ยนหงจึงยังทำได้แค่งานวิ่งเต้นภายนอก
ภาระทั้งหมดจึงย้อนกลับมาอยู่ที่โจวเยว่เซินคนเดียว
เมื่อครู่ตอนที่เธอลอบมองเขาตรวจสอบบัญชี มันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก
เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะพักการเรียน 1 ปี หลังจากที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยสิ้นสุดลง รอจนเสี่ยวซีเหยาเข้าอนุบาลเรียบร้อย เธอค่อยกลับไปสานต่อเรื่องเรียน
เธอวางแผนจะเรียนข้ามชั้นอยู่แล้ว การคว้าใบปริญญาไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเธอ เธอต้องการเพียงใบเบิกทาง และมันต้องมาจากสถาบันที่ดีที่สุดเท่านั้น
ในโลกใบเก่าเธอก็ไม่ใช่คนด้อยกว่าใคร มาโลกนี้เธอก็ไม่มีวันยอมแพ้
นับเป็นครั้งแรกที่ซือเนี่ยนเสนอตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของโจวเยว่เซิน ที่ผ่านมาเธอออกจะเกียจคร้าน ไม่เคยคิดจะก้าวก่าย แต่ตอนนี้เธอรู้สึกว่าการที่ตัวเองลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เอาแต่นั่งรอรับผลประโยชน์นั้นมันช่างน่าละอาย
อย่างน้อยเธอก็ควบตำแหน่ง 'เถ้าแก่เนี้ย' นะ
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย
ไม่ใช่ไม่อยากให้ แต่กังวลว่าเธอจะรับภาระหนักเกินไป ไหนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไหนจะเรื่องเรียนต่อ ไหนจะลูกๆ อีก เธอจะเอาเวลาที่ไหนมาทำ
หากซือเนี่ยนอ่านใจเขาออก เธอคงรีบสวนกลับไปทันทีว่า เรื่องอื่นน่ะเธออาจจะเหนื่อย แต่ถ้าเป็นเรื่องนับเงิน... เธอมีพลังเหลือเฟือ
นี่มันสมบัติของครอบครัวเธอนะ! ให้ไปนับเงินให้คนอื่นน่ะเหรอ ไม่มีทาง แต่ถ้านับเงินเข้ากระเป๋าตัวเองล่ะก็... เธอสู้ตาย
โจวเยว่เซินเห็นแววตาจริงจังในดวงตาคู่สวยนั้น เขาก็ไม่กล้าขัดใจ เขากลัวใจว่าหากปฏิเสธไป ซือเนี่ยนอาจจะเข้าใจผิดว่าเขาไม่อยากให้เธอยุ่ง
สัญชาตญาณเขากำลังร้องเตือนว่า เรื่องนี้ เขาต้องตามใจเธอเท่านั้น
เขากระแอมเบาๆ เกรงว่าเธอจะไม่คุ้นเคยกับระบบงานที่นี่ โจวเยว่เซินจึงเริ่มอธิบายวิธีจัดการบัญชีของฟาร์มในช่วงที่ผ่านมาอย่างละเอียด
น้ำเสียงทุ้มต่ำอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังจุดสังเกตต่างๆ บนแผ่นกระดาษ ชี้ให้ดูบัญชีคู่ค้าประจำ อธิบายว่าบัญชีไหนต้องคำนวณแยก หรือบัญชีไหนที่ปิดยอดเป็นรายเดือน
ซือเนี่ยนเอนกายฟังอย่างสงบ แววตาของเธอจริงจังอย่างที่สุด
นี่คืออาณาจักรของโจวเยว่เซิน
ในฐานะภรรยา... เธอต้องไม่สร้างภาระให้เขา
[จบบท]