บทที่ 367: กองหมูตาย
บรรยากาศชวนวาบหวามที่อธิบายไม่ถูกลอยอวลอยู่ระหว่างคนสองคน ทำให้อุณหภูมิในห้องทำงานเก่าๆ พลันสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด
ซือเนี่ยนอ้าปากตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ แต่โจวเยว่เซินกลับก้มลงปิดปากเธอด้วยริมฝีปากของเขาเสียก่อน มือหนาข้างหนึ่งกระชับเอวคอดของเธอแน่น ก่อนจะออกแรงรวบตัวเธอขึ้นมา
ซือเนี่ยนเอนคอไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ แผ่นหลังของเธอชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานไม้เก่าๆ จนไม่มีทางให้ถอยหนี ลำคอที่เงยขึ้นเล็กน้อยนั้นเผยให้เห็นแนวโค้งที่สวยงาม โจวเยว่เซินจึงฉวยโอกาสนี้กดทับร่างกายกำยำลงไป มอบจูบให้เธอเป็นระยะๆ อย่างเนิบนาบแต่หนักหน่วง
แปะ!
เสียงสมุดบัญชีที่วางหมิ่นเหม่ร่วงหล่นลงพื้น เรียกสติที่กำลังเตลิดของซือเนี่ยนให้กลับคืนมา เธอรีบใช้มือดันแผงอกกว้างของเขาทันที
“อย่าค่ะ...ข้างนอกมีคน”
แม้ว่านี่จะเป็นเวลาพักเที่ยง และทุกคนคงกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้านหรือโรงอาหาร แต่ซือเนี่ยนก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าจะมีคนผ่านมาเห็นเข้า ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานที่ดูซอมซ่อของเขายังมีหน้าต่างที่กระจกแตกอยู่บานหนึ่ง แค่คนที่เดินผ่านไปมาเหลือบมอง ก็เห็นแล้วว่าข้างในกำลังทำอะไรกัน
โจวเยว่เซินชะงักไป เขากับเธอไม่ได้ใกล้ชิดกันนานมากแล้ว ร่างกายจึงตอบสนองรวดเร็วจนน่าตกใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมเลย
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามกดความปรารถนาที่กำลังพุ่งพล่านเอาไว้ เขาทำเพียงก้มลงจูบซับที่ลำคอขาวละเอียดของเธอเบาๆ เป็นการปลอบประโลม ก่อนจะโอบร่างเธอแล้วพากันเดินเข้าไปหลบหลังม่านเตียงที่กั้นไว้เป็นสัดส่วน
...
ช่วงบ่าย โจวเยว่เซินขับรถมาส่งซือเนี่ยนกลับบ้านตามปกติ ซือเนี่ยนรู้สึกร้อนอบอ้าวจึงเปิดหน้าต่างรถออกเพื่อรับลม แต่ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นเน่าอันรุนแรงก็โชยเข้ามาปะทะจมูกอย่างจัง มันเป็นกลิ่นเหมือนเนื้อที่กำลังเน่าเฟะจนขึ้นอืด
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วทันควัน เธอมั่นใจว่าตอนเช้าที่นั่งรถผ่านมาทางนี้ยังไม่ได้กลิ่นอะไรเลย เธอรีบหันไปดึงแขนโจวเยว่เซินไว้
เห็นได้ชัดว่าโจวเยว่เซินก็ได้กลิ่นเช่นกัน กลิ่นมันรุนแรงเสียจนยากจะทำเป็นไม่สนใจ มันคือกลิ่นเนื้อเน่าที่เหม็นคลุ้งจนแทบทำให้คนอยากอาเจียน
ซือเนี่ยนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก โจวเยว่เซินหยุดรถ แต่ไม่ยอมให้เธอลงไปด้วย เขาเปิดประตูลงไปเพียงลำพัง แล้วเดินตรงไปยังทิศทางที่กลิ่นนั้นลอยมา
ดูเหมือนว่าจะอยู่ไม่ไกลนัก เขาเดินไปหยุดนิ่งอยู่บนสันดินข้างทาง ซือเนี่ยนที่มองตามจากในรถ เห็นเพียงแต่อาการหยุดชะงักของแผ่นหลังกว้างเขา แต่เพียงไม่นาน เขาก็หันหลังเดินกลับมาที่รถ
“มีอะไรเหรอคะ” ซือเนี่ยนเอ่ยถามด้วยความกังวลใจ
โจวเยว่เซินสตาร์ทเครื่องยนต์ ขับรถออกไปจากบริเวณนั้นทันที เขารอจนกระทั่งกลิ่นเหม็นจางหายไปจากอากาศจึงค่อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"อยู่ในน้ำ...เป็นกองหมูตาย"
แม้ว่าซือเนี่ยนจะพอเดาได้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นเรื่องนี้ พลันรู้สึกเหมือนหนังศีรษะชาวาบขึ้นมา...นี่หมายความว่า มีคนจงใจลากหมูที่ตายเพราะอหิวาต์สุกรจากที่ไหนสักแห่ง มาทิ้งไว้ที่นี่เพื่อใส่ร้ายฟาร์มหมูของโจวเยว่เซินอย่างนั้นหรือ
โรคอหิวาต์สุกรนั้นแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วมาก ถึงแม้ว่ากองหมูตายจะอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้ไกลจากฟาร์ม แถมยังถูกทิ้งอยู่ในแหล่งน้ำอีกต่างหาก บริเวณฟาร์มของโจวเยว่เซิน หากฝนตกหนักก็มักจะเกิดน้ำท่วมขังได้ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนี้มีฝนตกบ่อยๆ หากน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคจากซากหมูเหล่านั้นไหลบ่าไป...ทิศทางนั้นมันตรงไปยังฟาร์มหมูของโจวเยว่เซินพอดี
ช่างเป็นแผนการที่น่าขนลุกเมื่อได้คิดตาม ยิ่งช่วงนี้โจวเยว่เซินกำลังใช้การเลี้ยงแบบระบบปิด ทำให้คนงานแทบไม่ออกมาข้างนอก แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ กว่าจะรู้ตัวอีกที...เกรงว่าคงจะสายเกินไปเสียแล้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือ พยากรณ์อากาศบอกว่าคืนนี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง
“ตอนนี้จะทำยังไงดีคะ” ซือเนี่ยนร้อนใจ "หรือว่าคุณไม่ต้องไปส่งฉันแล้ว ฉันไปขึ้นรถบัสกลับเองได้ คุณรีบกลับไปจัดการเถอะค่ะ"
เรื่องนี้ต้องรีบจัดการเดี๋ยวนี้ ถ้าช้ากว่านี้ เกรงว่าจะไม่ทันการณ์
โจวเยว่เซินเองก็คงไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมและสกปรกถึงเพียงนี้ หากวันนี้ซือเนี่ยนไม่มาที่นี่ เขาเองก็คงไม่สังเกตเห็นเรื่องนี้เช่นกัน แม้เขาจะรู้ดีว่าการทิ้งเธอไว้ที่สถานีรถโดยสารเพียงลำพังมันไม่ดี แต่สถานการณ์ตอนนี้มันฉุกเฉินจริงๆ เขากำพวงมาลัยรถแน่นขึ้น แววตาคมกริบฉายแววเย็นชา
นับตั้งแต่ที่พวกเขาเพิ่งย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ หากมีการยั่วยุจากคู่แข่งทางธุรกิจ เขามักจะเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะมาโดยตลอด เพราะไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวโดยไม่จำเป็น แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้...โจวเยว่เซินจะโกรธจริงเสียแล้ว
เขาขับรถไปส่งซือเนี่ยนจนถึงสถานีรถโดยสาร เมื่อรถจอด เขาก็ดึงมือเธอไว้แน่น ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ มีเพียงนัยน์ตาที่ยิ่งมืดครึ้มลงกว่าเดิมจนน่ากลัว ซือเนี่ยนรู้ว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาคงกำลังย่ำแย่และหัวเสียสุดๆ เธอจึงไม่คิดจะรั้งรอให้เสียเวลา เธอค่อยๆ ปล่อยมือออกจากเขา แล้วก้าวขึ้นรถไป "คุณรีบกลับไปเถอะค่ะ"
โจวเยว่เซินไม่ได้ตอบรับ เขาเพียงแค่มองเธอจนกระทั่งรถโดยสารประจำทางเคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา เขาจึงหันหลังกลับขึ้นรถ เหยียบคันเร่งจนมิด รถยนต์เลี้ยวกลับและพุ่งทะยานออกไปในคราวเดียว
แม้ว่าซือเนี่ยนจะเป็นกังวล แต่เธอรู้ดีว่าคนอย่างโจวเยว่เซินที่สามารถสร้างธุรกิจจนใหญ่โตได้ ย่อมต้องมีวิธีจัดการปัญหาในแบบของเขา การที่เธอกังวลไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ซ้ำเธอยังช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยด้วย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน โจวเจ๋อหานที่กำลังกวาดใบไม้อยู่หน้าลานบ้านก็รีบทิ้งไม้กวาดในมือแล้ววิ่งเข้ามาหา "คุณแม่กลับมาแล้วเหรอครับ...เอ๊ะ คุณพ่อล่ะครับ"
โจวเจ๋อหานเอียงคอมองซ้ายมองขวาที่ด้านหลังของเธอ คุณพ่อไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว หรือว่าคุณพ่อจะไปทำงานต่างถิ่นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เด็กชายกะพริบตาปริบๆ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจจนรู้สึกตื่นเต้น ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ เขาก็จะได้นั่งรถไฟนานๆ ไปหาคุณพ่อกับคุณแม่ แถมยังได้หยุดเรียน ไม่ต้องไปโรงเรียนอีก ดีจัง!
ซือเนี่ยนเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจของลูกชายคนรองก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
"คุณพ่อยังมีธุระยุ่งๆ น่ะ ต้องยุ่งอีกสักพัก อีกหลายวันถึงจะกลับมาได้" เธอหยุดนิดหนึ่ง "เสี่ยวหานคิดถึงคุณพ่อเหรอจ๊ะ"
“คิดถึงครับ!” โจวเจ๋อหานพยักหน้าหงึกหงัก "คุณแม่ครับ พวกเราจะต้องไปหาคุณพ่อใช่ไหมครับ" ถ้าไปคราวนี้ เขาจะต้องเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ไปด้วยให้ได้!
ซือเนี่ยนต้องรีบดับฝันเขาทันที "ตอนนี้เราไปหาคุณพ่อไม่ได้หรอกครับ รออีกไม่กี่วันคุณพ่อก็กลับมาเอง"
ที่ฟาร์มมีปัญหาเรื่องอหิวาต์สุกร เธอยิ่งไม่คิดจะพาลูกๆ ไปเสี่ยงอยู่แล้ว แต่พอมองท่าทางที่ผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดของโจวเจ๋อหาน เธอก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
จำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่โจวเยว่เซินไปทำงานนานกว่านี้ ก็ไม่เห็นเด็กๆ ทั้งสามคนจะแสดงปฏิกิริยาอะไรมากมาย การที่นานๆ จะถามถึงสักครั้ง ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติโจวเยว่เซินมากที่สุดแล้ว แต่นี่เขาเพิ่งไปได้ไม่กี่วัน ทำไมถึงได้คิดถึงกันขนาดนี้
ซือเนี่ยนเอื้อมมือไปลูบหัวเจ้าตัวเล็กเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าบ้าน สิ่งแรกที่เธอทำคือการตรงไปอาบน้ำ แม้ว่าเธอจะไม่ได้เข้าไปใกล้บริเวณนั้น แต่แค่ได้กลิ่นเหม็นเน่าติดจมูก ซือเนี่ยนก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองไม่สะอาดไปหมด และรู้สึกไม่สบายตัวตลอดทางที่นั่งรถกลับมา
คืนนั้น พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงก็มาตามนัดจริงๆ เสียงลมพัดต้นไม้ข้างนอกดังซ่าๆ ราวกับจะถล่มลงมา โจวเยว่เซินไม่ได้กลับบ้าน
โจวซีเหยาที่นอนอยู่ห้องข้างๆ คงจะถูกเสียงฟ้าร้องปลุกจนตื่น เด็กหญิงเดินเท้าเปล่ามาเคาะประตูห้องของเธอ
"คุณแม่...หนูกลัว"
ซือเนี่ยนจึงเปิดประตูแล้วอุ้มเธอเข้ามานอนด้วยกันบนเตียง หลังจากที่โจวเยว่เซินทำเตียงเด็กแยกให้ลูกสาว เธอก็แทบไม่ค่อยได้มานอนกับพวกเขาแล้ว อาจจะเป็นเพราะเสียงฟ้าร้องในคืนนี้มันดังเกินไปจริงๆ ถึงทำให้เธอกลัวได้ขนาดนี้
ซือเนี่ยนกอดร่างเล็กๆ นั้นไว้แนบอก ไม่นานเด็กหญิงก็หลับไปอย่างสบายใจในอ้อมแขนแม่ ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำ และเธอก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป
หลังจากพายุฝนผ่านพ้นไป ท้องฟ้าก็กลับมาแจ่มใส เช้าวันรุ่งขึ้น พระอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้า ท้องฟ้าไร้เมฆแม้แต่ก้อนเดียว เป็นวันที่อากาศดีอย่างยิ่ง ในอากาศยังมีกลิ่นอายดินและหญ้าสดชื่นลอยมาจางๆ อากาศดีขนาดนี้แต่ยังต้องไปทำงาน ช่างเป็นเรื่องที่ฟ้าดินไม่ปรานีเอาเสียเลย
ซือเนี่ยนเพิ่งจะนั่งลงที่โต๊ะทำงาน หวังเสี่ยวลี่ก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีเป็นห่วง "คุณเนี่ยนคะ ฟาร์มหมูที่บ้านคุณ...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม"
ช่วงนี้ข่าวเรื่องอหิวาต์สุกรมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว ได้ยินมาว่าแม้แต่โรงอาหารของโรงเรียนก็ไม่กล้าสั่งเนื้อหมูมาใช้แล้ว หวังเสี่ยวลี่รู้มาว่าสามีของซือเนี่ยนทำฟาร์มหมู ก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ "ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ"
หลังจากเกิดเรื่องเมื่อวาน โจวเยว่เซินก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาเลย สถานการณ์จริงๆ ตอนนี้เป็นยังไงเธอก็พูดยากเหมือนกัน ถ้าพวกเขากำจัดซากหมูที่ติดเชื้อเหล่านั้นไม่ทันก่อนฝนตก หรือถ้าที่ฟาร์มใช้น้ำประปาในบริเวณนั้น มันก็อันตรายมากจริงๆ
ตอนนี้เธอทำได้แค่ภาวนาให้ลูกหมูในฟาร์มปลอดภัย ไม่อย่างนั้นคงลำบากกันหมดแน่
หวังเสี่ยวลี่เห็นสีหน้าของซือเนี่ยนก็รู้ได้ว่าเรื่องนี้คงจะร้ายแรงจริงๆ ก่อนหน้านี้เธอก็ได้ยินแต่เขาเล่ามา ไม่เคยมีใครเห็นกับตาตัวเอง บางคนก็ยังใจกล้าอยู่ คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอก ยิ่งช่วงนี้เนื้อหมูราคาถูกลง พวกเขาก็ยิ่งฉวยโอกาสซื้อมากักตุนไว้
แต่พอเห็นซือเนี่ยนซึ่งสามีเป็นเจ้าของฟาร์มโดยตรงยังมีท่าทีแบบนี้...ดูท่าเธอคงต้องรีบกลับไปบอกแม่สามีที่ชอบสร้างปัญหาที่บ้าน ว่าอย่าเห็นแก่ของถูกอีกเลย
[จบบท]