บทที่ 368: เจ็บจี๊ด
ซือเนี่ยนมีเรียนตอนเช้าไม่กี่คาบ วันนี้เลยสบายหน่อย เธอตัดสินใจกลับบ้านพักเร็วขึ้น กะว่าจะได้มีเวลาทำอะไรอย่างอื่นบ้าง
ระหว่างทางกลับ เธอก็แวะที่ตลาดสดเพื่อซื้อกับข้าวตามปกติ แต่สังเกตเห็นว่าบรรยากาศในตลาดวันนี้ดูแปลกไป แผงขายเนื้อหมูที่เคยมีเรียงรายกลับบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบางแผงที่เปิดขายอยู่ แถมยังมีคนยืนต่อคิวยาวเหยียดรอซื้อด้วย
"เขาว่าเนื้อที่เอามาขายนี่ตรวจแล้ว ปลอดภัย" เสียงคนแถวนั้นคุยกันลอยเข้าหู
ปกติคนไม่ค่อยกล้ากินกันมาสักพักแล้ว แต่พอได้ยินว่าเนื้อลอตนี้ไม่มีปัญหา แถมราคายังถูกกว่าเดิม ใครๆ ก็อยากได้เป็นธรรมดา
ซือเนี่ยนชำเลืองมองกลุ่มคนที่กำลังมุงซื้อเนื้ออยู่แวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หยุดดูนาน เธอไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเนื้อหมูอยู่แล้ว ในตู้เย็นที่บ้านยังมีตุนไว้อีกพอสมควร เนื้อพวกนั้นเป็นของที่ซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนจะมีเรื่อง ย่อมปลอดภัยหายห่วง
เธอซื้อผักสดติดมือกลับมาเล็กน้อย พอถึงบ้านก็จัดการเก็บผักเข้าที่ แล้วหยิบเอากระดูกหมูชิ้นโตในตู้เย็นออกมาล้าง ตั้งหม้อต้มซุปร้อนๆ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วครัว จากนั้นเธอก็โยนกระดูกอีกท่อนหนึ่งให้ต้าหวงที่นอนรออยู่ตรงหน้า
"ว่าไงต้าหวง" ซือเนี่ยนยิ้มพลางลูบหัวมันอย่างเอ็นดู "แม่ดีกับแกที่สุดเลยใช่ไหมล่ะ ดูสิ ตอนนี้คนอื่นเขาไม่มีเนื้อจะกินกันอยู่แล้ว แต่แกยังมีกระดูกชิ้นโตให้แทะเล่นสบายใจเลย"
"ครูซือ คุณนี่ช่างไม่ระวังเลย นั่นยังไงก็เป็นแค่สัตว์ตัวหนึ่ง จะเลี้ยงเหมือนลูกได้ยังไง"
เสียงที่ดังขัดจังหวะมาจากหน้าประตู ฟางฮุ่ยยืนทำหน้าบอกไม่ถูกอยู่ที่นั่น เดิมทีเธอตั้งใจจะมาถามซือเนี่ยนดูว่าพอจะมีเนื้อหมูแบ่งขายให้บ้างหรือเปล่า แต่พอมาเห็นภาพตรงหน้าก็อดแขวะไม่ได้
รอยยิ้มของซือเนี่ยนจางลง "ฉันเต็มใจค่ะ"
คำตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนทำเอาฟางฮุ่ยอึกอักไปชั่วครู่ เธอรู้สึกเก้อไปเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้าและเข้าเรื่องที่ตั้งใจมา
"เอ่อ... คือช่วงนี้ฉันได้ยินข่าวเรื่องอหิวาต์สุกรน่ะสิ เนื้อหมูที่ตลาดข้างนอกนั่นฉันไม่กล้าซื้อมากินเลย แต่ฉันได้ยินมาว่าสามีคุณเปิดฟาร์มหมูใช่ไหมคะ ที่บ้านคงไม่ขาดเนื้อกินแน่ๆ ฉันเลยอยากจะมาขอซื้อจากคุณสักหน่อย"
ฟางฮุ่ยรีบอธิบายต่อ "ป๋อเหวินลูกชายฉันน่ะสิคะ ไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้ว เด็กกำลังโต ไม่ได้กินเนื้อเลยมันจะไปมีแรงได้ยังไง"
ซือเนี่ยนพอจะนึกหน้าเด็กชายฟางป๋อเหวินออก เธอเคยเห็นฟางฮุ่ยจูงมือลูกชายไปส่งโรงเรียนบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็นานๆ ที ไม่ค่อยเห็นเด็กคนนั้นออกมาวิ่งเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันเท่าไหร่ ดูท่าทางจะเป็นเด็กเก็บตัว ไม่ชอบคบหาเพื่อนยิ่งกว่าโจวเจ๋อตงลูกชายคนโตของเธอเสียอีก
เธอส่ายหน้าเบาๆ "ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่บ้านฉันเด็กๆ ก็หลายคน เนื้อที่เก็บไว้ก็แทบไม่เหลือแล้วเหมือนกัน"
ที่เธอตอบไปแบบนั้น ไม่ใช่ว่าตระหนี่ถี่เหนียวจนไม่อยากแบ่งปันหรอก แต่สถานการณ์โรคระบาดมันรุนแรง ใครจะไปรู้ว่าเนื้อที่มีอยู่มันปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์จริงไหม ขืนฟางฮุ่ยซื้อไปแล้วเกิดกินแล้วท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมา คนที่จะเดือดร้อนก็คือเธอเอง เธอยังไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
แน่นอนว่าฟางฮุ่ยต้องไม่พอใจ หญิงวัยกลางคนเบะปากอย่างเห็นได้ชัด
ขี้เหนียวชะมัด ก็บอกแล้วว่าจะซื้อ ไม่ได้ขอฟรีๆ สักหน่อย
ดูสิ ให้หมากินกระดูกชิ้นเบ้อเร่อได้ แต่กับคนบ้านใกล้เรือนเคียงกลับไม่ยอมขายให้ ไม่น่าล่ะ คนในที่พักคนงานถึงได้พากันไม่ชอบหน้าผู้หญิงคนนี้
ฟางฮุ่ยสะบัดหน้าเชิด ไม่พูดอะไรต่ออีก หันหลังเดินกลับบ้านตัวเองไป
พอฟางฮุ่ยไปแล้ว ซือเนี่ยนก็ปลดโซ่ให้ต้าหวง ปล่อยให้มันวิ่งเล่นในลานบ้านได้ตามสบาย เจ้าสุนัขตัวโตก็ดีใจ วิ่งคาบกระดูกตามเธอต้อยๆ ไม่ว่าเธอจะเดินไปมุมไหนของบ้าน
ซือเนี่ยนกำชับไม่ให้มันวิ่งออกไปนอกรั้ว พอดีกับที่เธอได้ยินเสียงคนเดินผ่านหน้าบ้านร้องขายถ่านไม้ เธอเลยรีบวิ่งออกไปซื้อเก็บไว้
ขณะที่เธอกำลังหอบหิ้วถุงถ่านจะกลับเข้าบ้าน ก็เหลือบไปเห็นฟู่เชียนเชียนขี่จักรยานตรงมาพอดี
"ซือเนี่ยน" ฟู่เชียนเชียนโบกมือทักทายแต่ไกล พอมาถึงก็หยุดจักรยาน กวาดตามองรอบๆ พอเห็นว่าปลอดคน เธอก็กระซิบถามด้วยสีหน้าจริงจัง "นี่... ฟาร์มหมูของบ้านเธอ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม"
ซือเนี่ยนไม่ได้รับหรือปฏิเสธ "เธอก็รู้เรื่องแล้วเหรอ"
"อื้อ เมื่อคืนหน่วยงานฉันมีกินเลี้ยงน่ะ ฉันบังเอิญเจออวี๋ตงที่ร้านอาหารโหย่วฝู เขาเป็นคนเล่าให้ฉันฟังเอง" ฟู่เชียนเชียนพยักหน้า
"อวี๋ตง?" ซือเนี่ยนทวนชื่ออย่างประหลาดใจ
"นี่เธอคงไม่รู้จริงๆ สินะ ว่าอวี๋ตงน่ะเป็นลูกชายเจ้าของร้านอาหารโหย่วฝู ร้านที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเราเลยนะ ฉันเองก็เพิ่งรู้เมื่อคืนเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าเจ้าหมอนี่จะเก็บความลับได้มิดชิดขนาดนี้" ฟู่เชียนเชียนทำท่าตื่นเต้น
ความจริงซือเนี่ยนพอจะระแคะระคายมาบ้างว่าฐานะทางบ้านของอวี๋ตงไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่เคยซักไซ้ พอได้ยินฟู่เชียนเชียนยืนยันแบบนี้ก็อดทึ่งไม่ได้ มิน่าล่ะ อวี๋ตงถึงได้มีหัวการค้าและเก่งกาจเรื่องธุรกิจนัก ที่แท้ก็เป็นนายน้อยของร้านอาหารยักษ์ใหญ่นี่เอง
แต่สองคนนี้ก็ช่างบังเอิญจริง แค่ไปกินข้าวยังอุตส่าห์เจอกันได้ ซือเนี่ยนคิดในใจ
ซือเนี่ยนมองออกว่าอวี๋ตงคิดยังไงกับเพื่อนของเธอ แต่ดูท่าทางแล้ว ฟู่เชียนเชียนคงไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด
เธอลองหยั่งเชิงดู "อวี๋ตงทั้งหน้าตาดี ฐานะทางบ้านก็ดีเลิศขนาดนี้ ถูกเรียกตัวกลับบ้านกะทันหันแบบนี้ เผลอๆ อาจจะเป็นเพราะต้องรีบกลับไปยุ่งเรื่องแต่งงานก็ได้นะ"
"จริงเหรอ" ดวงตาของฟู่เชียนเชียนเป็นประกาย "ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็จะได้ไปกินเลี้ยงงานแต่งอีกแล้วสิ เยี่ยมไปเลย"
ซือเนี่ยน "..." เจ็บจี๊ดแทนเลยแฮะ
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากช่วยอวี๋ตงหรอกนะ แต่ดูเหมือนในหัวของยัยหนูฟู่เชียนเชียนคนนี้จะไม่มีพื้นที่ให้คำว่า "ความรัก" อยู่เลยจริงๆ
"อ้อ ว่าแต่ แม่เธอ...อุ๊ย เผลอไป... คุณป้าซือป่วย ทำไมเธอไม่ไปเยี่ยมเลยล่ะ" ฟู่เชียนเชียนเพิ่งนึกขึ้นได้ "ฉันได้ยินเขาพูดกันให้ทั่วเลยนะว่าคุณป้าซือกับคุณลุงซือกำลังจะหย่ากัน คุณป้าซือโกรธจนล้มป่วย ต้องนอนโรงพยาบาลมาหลายวันแล้ว มีแต่หลินซือซือคอยเฝ้าอยู่"
ฟู่เชียนเชียนขยับเข้ามาใกล้ "ตอนนี้ในบ้านพักทหารน่ะ ลือกันหนาหูมากเลย พวกเขาบอกว่าเธอย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วแท้ๆ ที่พักก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเดิมเลย พ่อแม่บุญธรรมทะเลาะกันจะบ้านแตก เธอก็ไม่คิดจะไปช่วยไกล่เกลี่ย พอท่านป่วย เธอก็ไม่ไปเยี่ยมเยียนแม้แต่ครั้งเดียว ทำเหมือนตัดขาด ไม่ไว้หน้ากันเลย พวกเขาด่าเธอว่าเป็นพวกอกตัญญูเลี้ยงไม่เชื่อง คำพูดแต่ละคำนี่น่าเกลียดสุดๆ"
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วมุ่น หลินซือซือ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้ ตัวหลินซือซือเพิ่งออกจากคุกมา ชื่อเสียงก็เหม็นเน่า เลยต้องรีบหาเรื่องที่เหม็นเน่ายิ่งกว่ามากลบข่าวฉาวของตัวเอง
แผนนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆ นอกจากจะทำลายชื่อเสียงของซือเนี่ยนจนป่นปี้แล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูเป็นลูกกตัญญูรู้คุณคนขึ้นมาอีก...
พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเพื่อน ฟู่เชียนเชียนก็ตบไหล่เบาๆ อย่างให้กำลังใจ "ฉันว่ามันแปลกๆ นะ ตอนที่หลินซือซือติดคุกอยู่ ก็ไม่เห็นมีใครออกมาว่าอะไรเธอเลย แต่พอเขากลับมาปุ๊บ เรื่องก็เกิดปั๊บ ถ้าบอกว่าหลินซือซือไม่ได้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด"
"นี่ซือเนี่ยน แล้วเธอจะเอายังไงต่อ" ฟู่เชียนเชียนถามอย่างเป็นห่วง "ตอนนี้ฟาร์มของสามีเธอก็มีปัญหา ตัวเธอเองก็มาโดนคนนินทาเสียๆ หายๆ อีก นี่มันถูกโจมตีทั้งหน้าหลังชัดๆ เธอลำบากแย่เลย"
ซือเนี่ยนไม่ได้ใส่ใจกับแววตาสงสารของฟู่เชียนเชียน เธอยกถุงถ่านขึ้นพลางครุ่นคิด หันมองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงตัดสินใจพูดตรงๆ "ฉันจะบอกตามตรงนะ ฉันไม่คิดจะทำอะไรทั้งนั้น ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวซือ หรือหลินซือซืออีกแล้ว"
"ใช่ ฉันก็ว่างั้นแหละ" ฟู่เชียนเชียนพยักหน้าหงึกหงัก
"คนแบบนี้พอยุ่งด้วยแล้วสลัดไม่หลุดจริงๆ นี่ฉันจะเล่าอะไรให้ฟัง ที่จริงพี่ชายฉันน่ะ กำลังจะหย่ากับหลินซือซืออยู่แล้วเชียว แต่ยัยนั่นกับจางชุ่ยเหมยดันเอาเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากดดันครอบครัวฉัน อ้างว่าถ้าพี่ชายฉันหย่ากับเขาตอนนี้ มันจะส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้เขาไปสอบไม่ได้"
พูดถึงตรงนี้ ฟู่เชียนเชียนก็กลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย "เหอะ ตอนที่ยังไม่แต่งงานกับพี่ชายฉัน ก็ไม่เห็นยัยนั่นจะสอบติดกับเขาสักปี"
ซือเนี่ยนฟังเพื่อนรักระบายอารมณ์ก็อดขำไม่ได้ แต่ก็จริงอย่างที่ฟู่เชียนเชียนว่า ครอบครัวฟู่เป็นพวกห่วงภาพลักษณ์และรักษาหน้าตาทางสังคม การถูกใช้ศีลธรรมมาบีบบังคับแบบนี้จึงได้ผลชะงัดนัก
แต่เรื่องที่จางชุ่ยเหมยกับพ่อซือกำลังจะหย่ากันนี่สิ... ในนิยายต้นฉบับมีการพูดถึงเรื่องนี้เพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตลุกลามขนาดนี้
ดูเหมือนว่าการที่หลินซือซือติดคุกไปหลายเดือน จะสร้างเรื่องปวดหัวให้เจ้าตัวอยู่ไม่น้อย
ต้นเหตุก็มาจากหลิวตงตง เพื่อนรักที่ชักศึกเข้าบ้านนั่นแหละ รายนั้นไม่ได้จ้องจะจับแค่ฟู่หยาง แต่ยังวางแผนเล่นใหญ่ไปถึงพ่อซือด้วย พี่สาวของหลิวตงตง ที่เข้าไปทำงานในบ้านตระกูลซือ แอบมีสัมพันธ์ชู้สาวกับพ่อซือ
ในนิยาย ด้วยรัศมีนางเอกที่แข็งแกร่งของหลินซือซือ เรื่องฉาวโฉ่นี้เลยไม่ทันได้แดงขึ้นมา ก็ถูกเธอจัดการสกัดกั้นไว้ได้อย่างรวดเร็ว พ่อซือก็แค่แก้ตัวว่าตัวเองถูกยั่วยวน พอทำทีเป็นสำนึกผิด ครอบครัวก็กลับมาคืนดีกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยุคสมัยนี้ ผู้ชายที่นอกใจมีเยอะแยะไปหมด หลายคนยังมีแนวคิดเก่าๆ พอเริ่มมีเงินมีทองขึ้นมาหน่อย ก็นึกอยากจะมีการมีภรรยาหลายคนเหมือนในยุคโบราณ พวกภรรยาหลวงก็รู้ทั้งรู้ แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะอดทนอดกลั้นเพื่อรักษาครอบครัวเอาไว้
ในนิยาย พ่อซือกับจางชุ่ยเหมยไม่เคยทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นจะหย่าร้าง นั่นก็เพราะหลินซือซือรีบหยุดความเสียหายไว้ได้ทัน
เรื่องนี้พิสูจน์ได้ชัดเลยว่า ตลอดเวลาที่หลินซือซืออยู่ในคุก หลิวตงตงคงได้ทำ "เรื่องดีๆ" ไว้เยอะมาก พอไม่มีหลินซือซือคอยเป็นกาวใจอยู่ตรงกลาง พ่อซือก็เลยเตลิดเปิดเปิงไปไกล
แถมตอนนี้หลินซือซือเองก็กำลังจะถูกครอบครัวฟู่หย่าขาด พ่อซือคงเห็นแล้วว่าเธอหมดประโยชน์ ไม่สามารถใช้เป็นบันไดไต่เต้าได้อีกต่อไป ถึงได้อยากรีบตัดขาดเพื่อไปเริ่มต้นใหม่ขนาดนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะหวังว่าเมียใหม่จะช่วยให้ตัวเองมีลูกชายไว้สืบสกุลได้ด้วยซ้ำ
ซือเนี่ยนไม่เข้าใจอยู่อย่างเดียว หลินซือซืออุตส่าห์ได้เป็นถึงนางเอกของเรื่องแท้ๆ มีอะไรดีๆ ให้ทำตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องมาคอยจดจ้องหาเรื่องเธอไม่เลิกด้วย ทั้งๆ ที่เธอพยายามหนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้าแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังดึงดันจะเข้ามาพัวพันให้ได้
ในขณะเดียวกัน คนใกล้ตัวอย่างหลิวตงตงที่วางแผนร้ายอยู่ข้างกายนั่นแท้ๆ ผ่านมาตั้งนานขนาดนี้ กลับยังไม่มีใครมองเห็นความผิดปกติเลยสักคน
เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าในนิยาย หลินซือซือรอดพ้นอุปสรรคต่างๆ นานาไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้อย่างไรกัน
ซือเนี่ยนไม่ได้ตอบคำถามของฟู่เชียนเชียนที่ว่าเธอจะทำอย่างไรต่อ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
"ฉันสงสัยว่าพ่อบุญธรรมของฉันนอกใจ และผู้หญิงคนนั้น ก็อยู่ในบ้านพักทหารนี่แหละ"
[จบบท]