บทที่ 37: ไม่ได้เชื้อเชิญ
ณ เวลานี้ ที่บ้านของครอบครัวหลินแทบไม่หลงเหลือของมีค่าใดไว้ต้อนรับแขกอีกแล้ว เหล้าดีๆ ก็ไม่มีปัญญาจะซื้อหามาดื่ม สิ่งเดียวที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ก็คือใบชาชั้นดีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด พ่อหลินค่อยๆ บรรจงตักใบชาใส่กาอย่างทะนุถนอม แค่เพียงหยิบมือเดียวก็สามารถชงดื่มซ้ำได้หลายครั้ง แถมยังส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วทั้งบ้าน เป็นการแสดงความเคารพต่อแขกผู้มาเยือนอย่างดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้
เพียงไม่นาน ชาร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมละมุนก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟ
ซือเนี่ยนเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นยืนพลางชี้ไปที่ตะกร้าสานใบใหญ่มหึมาซึ่งวางกองอยู่ข้างๆ “พี่สะใภ้คะ แม่คะ ช่วยกันเอาของพวกนี้เข้าไปเก็บในบ้านก่อนดีไหมคะ”
อันที่จริงแล้วพ่อกับแม่หลินเห็นของฝากกองโตตั้งนานแล้ว แต่เพราะความเกรงใจจึงไม่กล้าเอ่ยปากถาม พอถูกทักขึ้นมาแบบนี้ก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้ “ไม่ได้หรอกลูก พ่อกับแม่จะรับของดีๆ แบบนี้ไว้ได้ยังไง แค่ที่ผ่านมาพวกเราก็ติดค้างหนูกับคุณโจวมากเกินพอแล้ว”
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยน “รับไว้เถอะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก ในเมื่อเขาเป็นลูกเขยของพ่อกับแม่แล้ว”
โจวเยว่เซินที่นั่งเงียบอยู่นานจึงลุกขึ้นบ้าง “เดี๋ยวผมยกเข้าไปเองครับ”
ของมากมายขนาดนี้ หากปล่อยทิ้งไว้หน้าประตูคงจะดูสะดุดตาผู้คนที่ผ่านไปมามากเกินไป
เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของสองสามีภรรยา โจวเยว่เซินจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล “ผมกับซือเนี่ยนยังไม่ได้จัดงานแต่งงานกันเลยครับ ช่วงที่ผ่านมาพวกเราต่างก็ยุ่งกันมาก ผมเองก็อยากให้เธอได้ใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย และผมก็เข้าใจดีว่าคุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากให้เธอแต่งงานกับผมไปแบบเงียบๆ ไม่สมเกียรติ การที่ผมมาในวันนี้ก็เพื่อจะมาปรึกษาหารือเรื่องกำหนดวันแต่งงานกับพวกท่าน เราจะได้มีเวลาเตรียมตัวกันทัน ส่วนของพวกนี้ก็เก็บไว้ใช้จัดงานเลี้ยงได้เลยครับ”
ชายหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริมอย่างหนักแน่น “ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ผมจะเคยหมั้นหมายกับหลินซือซือ แต่เราก็แทบไม่เคยติดต่อกันเลย ผมให้สัญญาว่าจะไม่ทำให้ซือเนี่ยนต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพียงเพราะเรื่องในอดีตเด็ดขาด”
คำมั่นสัญญาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของโจวเยว่เซินทำให้บรรยากาศที่เคยอึดอัดผ่อนคลายลง
ผู้ชายที่ผ่านโลกมามากกว่าย่อมมีความคิดความอ่านที่ลึกซึ้ง ไม่เหมือนเด็กหนุ่มที่ยังพูดจาอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง คำพูดของเขาไม่เพียงเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ปรับตัว แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าเขาให้เกียรติซือเนี่ยนมากเพียงใด
ซือเนี่ยนถึงกับทึ่งในความสามารถของเขา เธอลอบมองใบหน้าคมคายที่ดูสุขุมเยือกเย็น แอบสงสัยว่าเมื่อก่อนเขาเคยเป็นผู้นำหน่วยงานไหนมาก่อนหรือเปล่า เพราะคำพูดคำจาของเขาช่างน่าเกรงขามและดูมีหลักการ ไม่เหมือนพวกเศรษฐีใหม่ที่เอาแต่ทำวางท่าอวดรวยไปวันๆ
“ดีๆๆ แบบนี้สิดี คุณโจวคิดได้รอบคอบจริงๆ เรื่องงานแต่งงานนี่แหละที่สำคัญที่สุด ต้องคุยกันให้ละเอียด จะปล่อยให้เนี่ยนเนี่ยนของเราต้องน้อยหน้าใครไม่ได้เด็ดขาด”
พ่อหลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจในตัวว่าที่ลูกเขยคนนี้ แม้ว่าเขาจะผ่านการแต่งงานมาแล้วและมีลูกติดถึงสามคน แต่ความสุขุมรอบคอบและความเป็นผู้ใหญ่ของเขาก็ทำให้รู้สึกวางใจได้อย่างประหลาด
“แหม อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะ ดีจริง!”
เสียงแหลมที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นจากหน้าประตู ทำให้วงสนทนาต้องหยุดชะงัก ทุกสายตาหันไปมองเป็นทางเดียวกัน
ภาพที่ปรากฏคือสามีภรรยาตระกูลซือในชุดหรูหรา พร้อมด้วยหลินซือซือที่เดินตามมาติดๆ
ผู้เป็นพ่อสวมสูทสีเทาแบบเก่าที่ตัดเย็บอย่างดี สวมแว่นตาเสริมบุคลิกให้ดูเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ส่วนผู้เป็นแม่ก็ไม่น้อยหน้า เธอสวมชุดกี่เพ้าสไตล์ย้อนยุค ผมมวยถูกจัดแต่งเป็นทรงสวยงามด้วยสเปรย์ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง และในมือก็มีกระเป๋าหนังใบเล็กกระทัดรัดคล้องแขนอยู่
หลินซือซือสวมชุดเดรสกระโปรงฟูฟ่องสีชมพูหวานแหวว ยืนอยู่ด้านหลัง ทำทีเป็นเด็กสาวผู้เรียบร้อยและว่าง่าย
ซือเนี่ยนเหลือบมองชุดเดรสนั้นเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่ามันเป็นแบบเดียวกันกับชุดตัวหนึ่งในตู้เสื้อผ้าของเธอไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต่สีก็ยังเป็นสีเดียวกัน แต่เพราะหลินซือซือเติบโตมาในชนบท ผิวของเธอจึงค่อนข้างคล้ำ เมื่อมาใส่สีชมพูสดใสแบบนี้ยิ่งทำให้ดูขัดตากว่าเดิม
เธอเบือนหน้าหนีอย่างเงียบๆ พลางครุ่นคิดในใจว่าคนพวกนี้มาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไรกันแน่
หลินซือซือเองก็จับจ้องซือเนี่ยนไม่วางตาเช่นกัน ในกระท่อมดินซอมซ่อหลังนี้ ซือเนี่ยนดูงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ไม่เหมือนคนในยุคสมัยเดียวกันเลยแม้แต่น้อย แค่เสื้อยืดทรงหลวมกับกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ กลับขับให้เธอดูโดดเด่นสะดุดตา
ผิวของเธอขาวสว่างจนแทบจะเรืองแสงได้
เป็นความขาวกระจ่างใสที่ต่อให้หลินซือซือประโคมครีมบำรุงราคาแพงแค่ไหนก็ไม่อาจเทียบเทียมได้
ในวัย 18 ปี ใบหน้าของหลินซือซือเต็มไปด้วยสิวฮอร์โมน สมัยเด็กๆ เธอไม่รู้วิธีดูแลรักษาจึงเผลอใช้มือบีบจนผิวพรรณย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
เธอเคยสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดพี่ชายและน้องชายฝาแฝดถึงมีผิวพรรณดีกว่าเธอ ทั้งที่เกิดในครอบครัวเดียวกัน พี่ชายถึงจะผิวคล้ำแต่ก็เนียนละเอียด ส่วนน้องชายทั้งสองก็ขาวผ่องน่ารักน่าเอ็นดูมาตั้งแต่เด็ก เธอเคยหลงคิดไปว่าความงามของตัวเองนั้นเป็นมรดกตกทอดมาจากคนในครอบครัว จึงทะนงตนว่าเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้าน
แต่เมื่อได้ก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในเมือง เธอก็ได้ตระหนักว่าความงามของเธอนั้นช่างเล็กน้อยและไร้ค่าเพียงใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พบกับซือเนี่ยน...เธอถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ‘ยีนเด่น’ นั้นมันเป็นอย่างไร
หลินซือซือเคยคิดว่าหากซือเนี่ยนต้องมาใช้ชีวิตลำบากในชนบทสักพัก ไม่นานก็คงจะกลายเป็นสาวชาวบ้านมอซอไม่ต่างจากคนอื่นๆ แต่ใครจะรู้ว่าการพบกันครั้งนี้ ซือเนี่ยนกลับยังคงดูดีมีระดับไม่เปลี่ยน
ในทางกลับกัน ตัวเธอที่พยายามแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างเต็มที่กลับดูเหมือนตัวตลกที่พยายามมากเกินไป จนกลายเป็นความอัปลักษณ์ที่ประดิดประดอยขึ้นมา
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดถูกโยนให้เป็นความผิดของซือเนี่ยน
เธอเชื่อว่าหากซือเนี่ยนไม่มาแย่งชิงชีวิต 18 ปีของเธอไป ป่านนี้เธอคงจะขาวสวยไม่ต่างกัน ไม่ต้องมาดิ้นรนแต่งตัวสวยสู้แต่สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
เมื่อเห็นหน้าซือเนี่ยน สองสามีภรรยาตระกูลซือก็แสดงสีหน้าบึ้งตึงออกมาทันที พวกเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าซือเนี่ยนมาที่นี่เพื่อขอให้ครอบครัวหลินช่วยถอนหมั้น
ที่ผ่านมาพวกเขาจงใจไม่ส่งซือเนี่ยนกลับบ้านเดิมก็เพราะต้องการให้เธอรีบแต่งงานกับคู่หมั้นของหลินซือซือให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป เมื่อซือเนี่ยนมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว ก็จะไม่สามารถกลับไปทำลายชีวิตแต่งงานอันสวยหรูของลูกสาวพวกเขากับตระกูลฟู่ได้อีก
พอเห็นซือเนี่ยนอยู่ที่นี่ ประกอบกับคำพูดของลูกสาวที่ว่าซือเนี่ยนขายงานเพื่อเอาเงินกลับเข้าเมือง ก็ยิ่งทำให้พวกเขาแน่ใจในความคิดของตัวเอง
“แกยังกล้ามาที่นี่อีกเหรอ! ไหนตกลงกับพวกเราแล้วว่าจะยอมแต่งงานยังไงล่ะ หรือว่าแกคิดจะถอนหมั้นแล้วกลับเข้าเมืองไปทำลายงานแต่งงานของซือซือกับฟู่หยาง!” จางชุ่ยเหมยตวาดลั่น
เธอหันไปมองซือเนี่ยนด้วยแววตารังเกียจ “ที่ผ่านมาพวกเราเลี้ยงดูแกจนเติบใหญ่ก็นับว่ามีเมตตามากพอแล้ว อย่าได้คิดหวังสูงไปแย่งคู่หมั้นของซือซือเลย!”
ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นสบตาอย่างใจเย็น ดวงตาคู่สวยภายใต้แพขนตางอนยาวนั้นลุ่มลึกราวกับมหาสมุทรยามค่ำคืน
คู่หมั้นของหลินซือซืองั้นเหรอ
คนพวกนี้คงไม่ได้กำลังป่วยเป็นโรคหลงผิดกันอยู่ใช่ไหม
จางชุ่ยเหมยรู้สึกเสียใจกับคำพูดที่พลั้งปากออกไปทันทีที่พูดจบ อันที่จริงเธอก็ไม่ได้อยากจะใจร้ายกับเด็กสาวที่เลี้ยงดูมากับมือ แต่ระหว่างทางที่มาที่นี่ คำพูดเป่าหูของหลินซือซือก็ทำให้เธอร้อนใจจนขาดสติ
เมื่อเห็นสายตาของซือเนี่ยนที่จ้องมองมานิ่งๆ เธอก็เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
ในขณะที่กำลังเตรียมรับมือกับการโต้เถียงอย่างรุนแรงเหมือนเช่นเคย ซือเนี่ยนกลับก้มหน้าลงอย่างสงบแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แม่คะ แม่กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่เหรอคะ หนูไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด”
คำตอบที่ดูเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนนั้นกลับยิ่งสุมไฟในใจของจางชุ่ยเหมยให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง “ยังจะมาทำเป็นไม่รู้เรื่องอีกเหรอ ซือซือเห็นกับตาว่าแกขายงานทิ้งไปแล้ว คิดจะเอาเงินก้อนนั้นกลับไปที่เมืองเพื่อตามตอแยคุณชายฟู่ใช่ไหมล่ะ!”
ซือเนี่ยนยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบคู่นั้นตวัดมองไปยังหลินซือซือราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงความคิดในใจ
หลินซือซือถูกสายตานั้นจับจ้องจนต้องรีบก้มหน้าหลบด้วยความร้อนตัว
“แม่คงจะคิดมากไปแล้วล่ะค่ะ” ซือเนี่ยนถอนหายใจออกมาเบาๆ “หนูแต่งงานกับคุณโจวแล้ว จะกลับไปหาฟู่หยางอีกทำไมกันคะ”
“แต่งงานอะไรกัน!” จางชุ่ยเหมยยังไม่ยอมเชื่อ “ในเมื่อพวกแกยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเลยสักหน่อย ใครจะไปรู้ว่าในใจแกคิดอะไรอยู่!”
[จบบท]