บทที่ 374: ไปสร้างความไม่พอใจให้ใครเข้าแล้ว
เด็กชายทั้งสองคนยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนตัวสั่น
ระหว่างทางกลับบ้าน โจวเยว่เซินได้แวะซื้อผักติดมือมาด้วย แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตู เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นลูกชายกำลังปาดน้ำตา
“นั่นเป็นอะไรไป”
โจวเจ๋อหานรีบเช็ดน้ำตาก่อนจะเอ่ยถาม “พ่อครับ บ้านเราจะล้มละลายแล้วเหรอครับ”
โจวเยว่เซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คิ้วหนาจะขมวดเข้าหากัน “ใครเป็นคนพูด”
โจวเจ๋อหานตอบเสียงอ่อย “หลายคนพูดกันทั้งนั้นเลยครับ พวกเขาบอกว่าไม่มีใครซื้อเนื้อหมูบ้านเราแล้ว บอกว่าเนื้อหมูบ้านเราไม่สะอาด เป็นหมูมีเชื้อโรค พ่อครับ พวกเราต้องย้ายกลับไปหมู่บ้านซิ่งฝูจริงๆ ใช่ไหมครับ”
แม้ว่าการได้กลับไปหมู่บ้านซิ่งฝูชุนจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เขาก็ยังไม่อยากต้องจากเพื่อนๆ ที่นี่ไป
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมืองยังมีของอร่อยๆ อีกตั้งมากมายที่เขายังไม่ได้ลิ้มลองจนครบเลยด้วยซ้ำ
พอเห็นผู้เป็นพ่อขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เด็กชายก็รีบอธิบาย “พ่อครับ ผมไม่ได้หมายความว่าผมรังเกียจที่พ่อล้มละลายนะ พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ ต่อให้พ่อล้มละลายจริงๆ ผมก็จะยังเรียกพ่อว่าพ่อเหมือนเดิม”
โจวเยว่เซินได้ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาจึงได้แต่ใช้มือใหญ่ขยี้แก้มยุ้ยๆ ของลูกชายเบาๆ
โจวเจ๋อหานฉีกยิ้มให้พ่อ แต่แล้วก็กลับมาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้ง “เพียงแต่ว่า… คุณแม่ยังต้องสอนหนังสือที่นี่ ถ้าคุณแม่ไม่กลับไปกับพวกเรา ผมก็คงต้องเลือกอยู่กับคุณแม่ ถึงตอนนั้น พ่ออย่าบังคับให้ผมต้องไปกับพ่อนะครับ”
โจวเยว่เซินถึงกับพูดไม่ออก “…”
ความซาบซึ้งใจเมื่อครู่นี้มลายหายไปสิ้น
โจวเจ๋อตงซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองน้องชายอย่างระอา
ช่างเป็นเด็กโง่เสียจริง
เขาดึงสายตากลับมาจดจ่อกับตัวอักษรในหนังสือต่อ แต่ในหัวกลับเผลอครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านั้นของน้องชาย
ในจังหวะนั้นเอง โจวเยว่เซินก็เกิดความสนใจขึ้นมา เขาหันไปมองลูกชายคนโต “แล้วเสี่ยวตงล่ะ จะอยู่กับพ่อหรือจะอยู่กับแม่”
ปกติแล้วเสี่ยวตงเป็นเด็กที่เข้าใจอะไรๆ ได้ง่าย เขาจึงอยากรู้เหลือเกินว่า หากวันหนึ่งเขาต้องกลับไปอยู่บ้านนอกจริงๆ เด็กคนนี้จะเลือกอยู่กับเขา หรือจะเลือกอยู่กับแม่ของเขา
ในสายตาของโจวเยว่เซิน ลูกชายคนโตเป็นเด็กที่มีเหตุผลและเป็นผู้ใหญ่เกินตัวมาโดยตลอด
โจวเจ๋อตงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกไปตามสัญชาตญาณ “อยู่กับคุณแม่ครับ”
คำตอบนั้นทำให้ตัวเขาเองก็แปลกใจไม่น้อย ใบหน้าเล็กๆ พลันร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องรีบเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตาผู้เป็นพ่อ ความจริงแล้ว เขารู้สึกขอบคุณโจวเยว่เซินมาตลอดชีวิต เพราะเขารู้ดีว่าเป็นชายคนนี้ที่ฉุดดึงสามพี่น้องขึ้นมาจากขุมนรก
แม้ว่าในอดีต โจวเยว่เซินจะไม่รู้วิธีการดูแลเด็กๆ เลยก็ตาม แต่โจวเจ๋อตงก็ไม่เคยนึกโทษเขาเลยสักครั้ง
แถมต่อมา พ่อยังพาคุณแม่ที่แสนดีคนนี้เข้ามาในชีวิตพวกเขาอีกด้วย
เขารู้สึกว่าชีวิตในตอนนี้มีความสุขอย่างที่สุดแล้ว แต่ถ้าหากจำเป็นต้องเลือกจริงๆ… โดยใช้เหตุผล เขาควรจะต้องเลือกอยู่กับพ่อ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามที่ใจคิด
โจวเจ๋อตงพยายามขบคิดหาทางออกที่ดีที่สุดอยู่ครู่หนึ่ง “พ่อครับ พ่อไม่ต้องห่วงนะ ถ้าพ่อหาเงินไม่ได้แล้ว ผมจะเป็นคนหาเงินเองครับ อนาคตผมจะส่งเงินกลับไปให้พ่อใช้ที่บ้าน ผมกับน้องชายสัญญาว่าพอถึงวันหยุด… วันหยุดปิดเทอม พวกเราจะกลับไปเยี่ยมพ่อที่หมู่บ้านซิ่งฝูแน่นอนครับ”
เจ้าตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบพยักหน้าสนับสนุน “ใช่ครับ พวกเราจะกลับไปเยี่ยมพ่อครับ”
ดูสิ ถึงกับเครียดจนเผลอใช้คำสุภาพกับพ่อ
โจวเยว่เซินรู้สึกทั้งโมโหระคนขบขันในเวลาเดียวกัน
ขณะนั้นเอง ซือเนี่ยนก็ยกจานใบหนึ่งเดินออกมาจากในครัว พอได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของสามี เธอก็เอ่ยถามขึ้น “พวกคุณพ่อลูกสามคนกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่เหรอคะ ดูท่าทางมีความสุขจัง”
ปกติแล้วโจวเยว่เซินไม่ใช่คนที่จะพูดคุยเล่นหัวกับลูกๆ บ่อยนัก นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ซือเนี่ยนเห็นเขามีอารมณ์ดีขนาดนี้
โจวเจ๋อตงหน้าแดงก่ำ ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา
แต่โจวเจ๋อหานผู้ไม่เคยคิดอะไรซับซ้อน พอได้ยินคำถามของซือเนี่ยนก็รีบตอบทันที “พ่อถามผมกับพี่ชายครับว่า ถ้าสมมติว่าพ่อล้มละลาย พวกเราจะเลือกอยู่กับพ่อ หรือจะเลือกอยู่กับคุณแม่ครับ”
โจวเยว่เซินเบิกตากว้าง “?”
เขาไปถามคำถามนั้นตอนไหนกัน
ซือเนี่ยนได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา “คุณนี่ช่างน่าเบื่อจริงๆ เลยนะคะ ยังจะไปถามคำถามแบบนั้นกับลูกๆ อีก”
โจวเยว่เซินรู้สึกเหมือนโดนลูกชายตัวเองหักหลัง เขาทำได้เพียงลูบจมูกแก้เก้อ “ผมก็แค่แกล้งหยอกพวกเขาเล่นน่ะ ได้ยินมาว่าช่วงนี้ข้างนอกเขาลือกันให้ทั่วเลยว่าบ้านเรากำลังจะล้มละลาย”
ซือเนี่ยนหัวเราะเบาๆ พลางหยิบแผ่นแตงกวาที่หั่นไว้ในจานขึ้นมาแปะลงบนใบหน้าอย่างใจเย็น ท่ามกลางสายตางุนงงของสามพ่อลูก
เจ้าตัวเล็กถึงกับยืนนิ่ง “?” นั่นมันแตงกวาดองไม่ใช่เหรอ
ทำไมคุณแม่ถึงเอาไปแปะบนหน้าแบบนั้นล่ะ
ซือเนี่ยนเมื่อเห็นสายตาอึ้งๆ ของหนึ่งผู้ใหญ่สองเด็กที่มองมา เธอก็กระแอมเบาๆ “นี่คือมาสก์แตงกวาที่ฉันทำเองค่ะ ทั้งถูกทั้งดีแถมยังได้เยอะด้วย ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าผิวหน้ามันแห้งๆ ไปหน่อย”
“อ้อ จริงสิ เมื่อกี้ใครพูดนะว่าบ้านเราจะล้มละลาย”
“เสี่ยวจูกับพวกนั้นเป็นคนพูดครับ พวกเขายังแต่งเพลงร้องล้อเลียนพวกเราด้วย บอกว่าอะไรนะ… บ้านตระกูลโจวกำลังจะล้มละลาย พี่ใหญ่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย พี่รองต้องไปทำนา ส่วนน้องเล็กต้องไปคุ้ยขยะ เจี่ยงจิวยังโดนแกล้งเลย… โอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งโมโห” เด็กชายทุบกำปั้นลงบนโซฟาอย่างแรง
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “อ๋อ พวกนั้นเองเหรอ”
ที่จริงสองสามวันที่ผ่านมา เวลาเธอเดินผ่านแถวนั้น ก็พอจะสังเกตเห็นอยู่บ้างว่ามีคนคอยชี้ไม้ชี้มือมาทางเธอและซุบซิบนินทากัน
แถมบางครั้งยังส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความสมน้ำหน้ามาให้อีกด้วย
เพียงแต่เธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจเท่านั้นเอง
แต่พอมาถึงตอนนี้ เธอก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว
โจวเยว่เซินไม่เคยสุงสิงกับเพื่อนบ้านละแวกนี้ พอได้ยินสิ่งที่ลูกชายเล่า สีหน้าของเขาก็เรียบตึงขึ้นมาทันที รอยยิ้มจางหายไปจนหมดสิ้น
“คนที่อยู่ที่ตึกพักอาศัยรวมนั่นน่ะเหรอ”
ซือเนี่ยนพยักหน้า “ใช่ค่ะ คนที่ตึกพักอาศัยรวมนั่นแหละ ก่อนหน้านี้เสี่ยวหานเคยไปมีเรื่องทะเลาะกับเด็กๆ แถวนั้น แล้วพวกผู้ปกครองของเด็กพวกนั้นก็ดันโลภอยากได้ของถูก ไปซื้อเนื้อหมูติดเชื้อโรคมากินกัน พอลูกตัวเองป่วยขึ้นมา ก็เลยพาลมาโทษว่าเป็นความผิดของบ้านเรา”
“ประกอบกับตอนนี้ทางการเพิ่งออกกฎมาใหม่ ทำให้ทุกคนไม่กล้าซื้อเนื้อหมูจากข้างนอก พากันไปอุดหนุนแต่เนื้อหมูที่ผ่านการตรวจสอบจากสหกรณ์การค้าและการตลาด พวกนั้นก็เลยคงพากันคิดไปว่าเนื้อหมูบ้านเราขายไม่ออก และกำลังจะล้มละลายในไม่ช้าล่ะมั้งคะ”
โจวเยว่เซินพอจะรู้มาบ้างว่ามีตึกพักอาศัยรวมเก่าๆ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เพราะเมื่อก่อนลูกชายคนรองของเขาก็ชอบวิ่งไปเล่นแถวนั้นเป็นประจำ
ตอนแรกเขายังนึกว่าเด็กๆ คงจะเข้ากันได้ดีเสียอีก
แต่กลับไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้
มิน่าล่ะ ลูกชายถึงได้เสียใจจนต้องแอบมายืนเช็ดน้ำตา
ถึงแม้ว่าปากของเด็กๆ จะบอกว่าอยากอยู่กับแม่ แต่หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ พวกเขาก็คงไม่อยากต้องแยกจากพ่อหรือแม่ไปหรอก
โจวเยว่เซินหลุบสายตาลงต่ำ เพื่อปิดบังประกายความเย็นชาที่วูบผ่านในดวงตา
“ในเมื่อรังเกียจพวกเรานัก ต่อไปก็ไม่ต้องกินมันอีกเลย”
ซือเนี่ยนเหลือบมองเขาเล็กน้อย
ไม่คิดเลยว่าผู้ชายคนนี้ก็รู้จักหวงลูกๆ ของตัวเองเป็นเหมือนกัน
***
เดิมที บรรดาชาวบ้านที่ตึกพักอาศัยรวมต่างก็กำลังตั้งตารอคอยวันที่บ้านตระกูลโจวจะล้มละลาย
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า พวกเขายังไม่ทันได้เห็นบ้านตระกูลโจวสิ้นเนื้อประดาตัว ก็กลับต้องมาได้ยินข่าวร้ายว่าเนื้อหมูที่สหกรณ์การค้าและการตลาดประกาศขึ้นราคาเสียก่อน
กลุ่มคนพากันยืนงงเป็นไก่ตาแตก ต่างพากันคิดว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนราคามันยังแค่จินละ 1 หยวนอยู่เลย ทำไมอยู่ๆ ถึงได้กระโดดขึ้นไปเป็น 1.5 หยวนได้
พวกเขาไม่ยอมรับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด จึงพากันยกโขยงไปโวยวายที่สหกรณ์การค้าและการตลาด
หัวหน้าของสหกรณ์การค้าและการตลาดจึงได้อธิบายให้ฟังว่า “เราเปลี่ยนโรงงานที่จัดส่งเนื้อหมูแล้วครับ ตอนนี้ในเมืองของเรามีฟาร์มเลี้ยงหมูล้มละลายไปตั้งไม่รู้กี่แห่ง เดิมทีเนื้อหมูที่ได้มาตรฐานมันก็มีไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว โรงงานไม่กี่แห่งที่ผ่านมาตรฐานก็ถูกเบื้องบนคัดเลือกให้มาร่วมมือกัน ตอนแรกฟาร์มเลี้ยงหมูของบ้านตระกูลโจวยินดีที่จะจัดส่งให้เราในราคาเดิม สหกรณ์การค้าและการตลาดในเมืองของเราทั้งหมดก็เลยตกลงทำสัญญากับเขา”
“แล้วพวกคุณทายสิว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น”
ทุกคนพากันสงสัย “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“ทางนั้นเขาบอกมาว่า มีคนแถวนี้ไปพูดจาดูถูกว่าเนื้อหมูของพวกเขาไม่ดี พวกเขาเลยไม่ขอจัดส่งให้เราแล้ว นี่พวกเราต้องลำบากไปเซ็นสัญญากับเจ้าอื่นแทนนะ ตอนนี้ราคาข้างนอกเขาก็ขายกันราคานี้ทั้งนั้นแหละ อยากกินก็ต้องซื้อ ไม่อยากกินก็ไม่ต้องซื้อ”
ณ เวลานี้ ปริมาณเนื้อหมูที่ส่งเข้ามานั้นมีไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว ทุกวันผู้คนต้องมายืนต่อแถวรอซื้อ แถมยังจำกัดให้คนหนึ่งซื้อได้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ใครมาช้าก็อดกินไปตามระเบียบ
เรื่องที่ราคายังไม่ขึ้นนั้น แต่เดิมทุกคนต่างก็ดีใจกันมาก เพราะร้านค้าเจ้าอื่นๆ ข้างนอกที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ต่างก็พากันขึ้นราคากันไปหมด
พวกเขายังแอบนึกสมน้ำหน้าคนอื่นๆ ที่ไม่มีปัญญาซื้อเนื้อหมูกินกันอยู่เลย
แต่ตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ
เวรกรรมมันตามสนองทันตาเห็น คนที่ไม่มีปัญญาซื้อเนื้อกินกลับกลายเป็นพวกเขากันเองเสียแล้ว
“เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้คุณบอกว่าเดิมทีใครเป็นคนจัดส่งเนื้อให้พวกเรานะ”
หัวหน้าสหกรณ์โบกมือไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็บ้านตระกูลโจวไง ได้ยินมาว่าเจ้าของเขาก็พักอยู่แถวถนนสายเก่าตงเจียนั่นไม่ใช่เหรอ เฮ้ ผมว่าคงไม่ใช่พวกป้าๆ อย่างพวกคุณหรอกนะ ที่ดันไปสร้างความไม่พอใจให้เขาเข้าจนได้น่ะ”
กลุ่มคนที่มาจากตึกพักอาศัยรวมถึงกับยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก “…”
—
เหล่าป้าๆ จากตึกพักอาศัยรวมคิดในใจ: คุณหัวหน้าสหกรณ์แม่นอย่างกับตาเห็น ทายทีเดียวถูกเผงเลย
[จบบท]