บทที่ 382: ผลประโยชน์ไม่รั่วไหลสู่คนนอก
ซือเนี่ยนแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “ต่อให้ฉันยกตำแหน่งนี้ให้คนอื่น ฉันก็ยังกลับไปทำงานที่เดิมได้อยู่ดี แล้วทำไมฉันถึงจะต้องยกให้พวกคุณด้วยล่ะคะ”
สีหน้าของจางชุ่ยเหมยบูดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด “ผลประโยชน์ไม่รั่วไหลสู่คนนอก แกไม่เข้าใจหรือไง อุตส่าห์เป็นถึงคนเรียนหนังสือ แต่เหตุผลง่ายๆ แค่นี้กลับไม่รู้เรื่อง”
ซือเนี่ยนลูบปลายคางตัวเองเบาๆ “ที่ป้าพูดมามันก็ไม่ผิดหรอกค่ะ แต่ถ้าฉันจำไม่ผิด... ครั้งล่าสุดที่ป้าแช่งให้ลูกชายฉันโดนพวกลักเด็กจับตัวไป ฉันจำได้ว่าฉันบอกไปชัดเจนแล้วนะคะ ว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกคุณ ไม่ข้องเกี่ยวกันอีก”
เธอมองหน้าคนทั้งสามสลับกันไปมา “เราไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือดด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นญาติกันแล้ว แล้วทำไมฉันต้องให้พวกคุณด้วยล่ะคะ”
“พี่ซือเนี่ยน พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง” หลินซือซือรีบสวนขึ้นมา “ยังไงพ่อกับแม่ก็เลี้ยงพี่มาตั้งสิบกว่าปีนะ พี่ทำแบบนี้มันเกินไปหน่อยมั้ง”
“พ่อกับแม่ของฉันก็เลี้ยงเธอมาสิบกว่าปีเหมือนกัน” ซือเนี่ยนโต้กลับทันควัน “แล้วเธอล่ะ ทำอะไรกับพวกเขาบ้าง เธอน่ะ... ไม่ใช่แค่ขโมยเงินสินสอดสามพันหยวน ทำให้พวกเขาต้องอับอายขายหน้า แต่ยังผลักไสลูกสาวแท้ๆ ของพวกเขาลงนรกทั้งเป็น ให้ไปเป็นแม่เลี้ยงคนอื่น ถ้าจะพูดกันเรื่องว่าใครมัน ‘เกินไป’ กว่ากัน ฉันคงเทียบเธอไม่ติดแม้แต่ปลายเล็บหรอกนะ หลินซือซือ”
คำพูดนั้นแทงใจดำจนหลินซือซือหน้าแดงก่ำ
ซือเนี่ยนหมดความอดทนที่จะเสวนากับหลินซือซืออีกต่อไป เธอหันไปเผชิญหน้ากับพ่อซือและแม่ซือโดยตรง
“หลินซือซือทำให้ครอบครัวหลินวุ่นวายปั่นป่วน แต่ฉันล่ะคะ ฉันทำอะไรผิด ตอนที่ฉันอยู่บ้านซือ ฉันเชื่อฟัง รู้ความมาตลอด พวกคุณอยากได้หน้าตา ฉันก็หามาให้ พวกคุณอยากได้ผลการเรียนดีๆ ฉันก็ทำมาให้ แม้กระทั่งลูกชายของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ฉันก็ยังอุตส่าห์ดึงมาให้พวกคุณถึงที่ ยอมทิ้งอนาคตที่รออยู่ตรงหน้า... และสุดท้าย ก็ต้องไปชนบท แต่งงานแทนหลินซือซือ ลูกสาวแท้ๆ ของพวกคุณ”
เธอกลั้นหายใจ “ฉันยังติดค้างอะไรพวกคุณอีกเหรอคะ”
“ก่อนหน้านี้ พวกคุณก็ยกตำแหน่งผู้ประกาศข่าวของฉันให้หลินซือซือ โดยที่ไม่คิดจะถามฉันสักคำ มาตอนนี้... ยังจะมาวุ่นวายกับตำแหน่งครูของฉันอีก พวกคุณเคยห่วงใยฉันในฐานะลูกบุญธรรมคนนี้จริงๆ บ้างไหม หรือในสายตาของพวกคุณ ฉันก็เป็นแค่เครื่องมือ ที่พอมีประโยชน์ก็เรียกใช้ พอหมดประโยชน์ก็อยากจะถีบหัวส่งให้ไปไกลๆ เท่านั้นเอง”
คำพูดของซือเนี่ยนทำให้สองสามีภรรยาหน้าชา วาบไปทั้งแถบ
พวกเขาอยากจะเถียงใจจะขาด แต่ทุกคำที่เธอพูดมา... กลับเป็นความจริงที่เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 ก็สบายดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้พวกคุณไปช่วยพูดอะไรให้วุ่นวายหรอกค่ะ ฉันเชื่อเสมอว่าทองแท้ยังไงก็คือทองแท้ อยู่ที่ไหนก็ส่องประกายได้ ในเมื่อโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ไม่เห็นค่า ก็ยังมีที่อื่นที่เขาต้องการตัวฉัน ไม่ต้องลำบากพวกคุณมาเป็นห่วงหรอกค่ะ”
“ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็เชิญพวกคุณสามคนกลับไปได้เลยค่ะ”
…
ทั้งสามชีวิตตระกูลซือเดินคอตกออกจากบ้านตระกูลโจวด้วยใบหน้าที่หมองคล้ำ
การมาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะไม่ได้อะไรติดมือกลับไป แต่ยังต้องมาเสียหน้าเสียตาจนหมดรูป
แม้จะรู้ดีว่าที่ผ่านมาพวกเขาทำไม่ถูกกับเธอจริงๆ ทำให้เธอต้องลำบาก
แต่ก็นึกไม่ถึง... อุตส่าห์เลี้ยงดูกันมาตั้งสิบกว่าปี เธอกลับกล้าเอ่ยปากไล่กันได้ลงคอ ช่างเลือดเย็นเกินไปแล้ว
จังหวะนั้นเอง ฟางฮุ่ยที่กำลังหอบหิ้วของพะรุงพะรังเดินมาที่หน้าบ้านซือเนี่ยน ก็สวนเข้ากับครอบครัวซือทั้งสามที่ดูห่อเหี่ยวสิ้นสภาพพอดี
เธอเหลือบมองคนกลุ่มนั้นด้วยความสงสัย หรือว่าจะเป็นญาติฝ่ายไหนของบ้านโจว
ในขณะเดียวกัน หลินซือซือก็สังเกตเห็นฟางฮุ่ยเช่นกัน สีหน้าที่บูดบึ้งเมื่อครู่ พลันซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก
ฟาง... ฟางฮุ่ย?
…
ซือเนี่ยนรอจนกระทั่งครอบครัวซือเดินลับตาไปแล้ว เธอถึงได้ก้าวออกจากบ้านเพื่อไปรับโจวซีเหยาที่บ้านตระกูลเจี่ยง
แม่เฒ่าเจี่ยงซึ่งกำลังตากผ้าอยู่หน้าบ้านก็เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่เช่นกัน เธอจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เนี่ยนเนี่ยน ไม่มีอะไรใช่ไหมจ๊ะ เมื่อกี้ฉันเห็นมีคนกลุ่มหนึ่งมาที่หน้าบ้านเธอน่ะ”
แม่เฒ่าเจี่ยงไม่ค่อยได้สุงสิงกับคนในที่พักคนงานแห่งนี้นัก ถึงจะมีบางคนที่ดูน่าคบหา แต่ส่วนใหญ่พอว่างเป็นไม่ได้ ต้องจับกลุ่มซุบซิบนินทา ขุดคุ้ยเรื่องชาวบ้านกันเป็นที่สนุกปาก
ช่วงก่อนที่อหิวาต์สุกรระบาดหนักๆ เธอยังเคยเห็นคนกลุ่มนี้ชี้ไม้ชี้มือซุบซิบกันเรื่องบ้านโจวอยู่เลย
มาวันนี้ถึงกับบุกมาหาถึงหน้าประตูบ้าน ทำเอาคนแก่เห็นแล้วอดคิดมากไม่ได้
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ ยืนยันว่าไม่มีอะไร
เธอกวาดตามองหาลูกสาว แต่ก็ไม่เห็น “คุณป้าเจี่ยงคะ แล้วซีเหยาล่ะคะ”
แม่เฒ่าเจี่ยงหัวเราะ “อ๋อ อยู่ในห้องหนังสือโน่น กำลังเล่นหมากรุกจีนอยู่กับตาเฒ่าบ้านฉันน่ะ ฉันได้ยินตาเฒ่าโม้ใหญ่เลยว่าลูกสาวเธอน่ะมีแววเอามากๆ เขาจะปั้นให้เป็นเซียนหมากรุกเลยนะ... ตลกจริงๆ ซีเหยาเพิ่งจะสามขวบ จะไปเล่นหมากรุกอะไรเป็น ฉันว่าตาเฒ่านั่นแหละ ที่อาการกำเริบอยากหาเพื่อนเล่น”
พูดจบ แม่เฒ่าเจี่ยงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ สมัยที่ยังอยู่ที่บ้านพักทหารหลังเก่า ตาเฒ่าของเธอติดหมากรุกจีนงอมแงม
พอเกษียณย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเดิม คนรู้จักก็ไม่ค่อยมี ญาติพี่น้องแถวนี้ก็ย้ายหนีไปหมด ตาเฒ่าเลยหาคู่ซ้อมด้วยไม่ได้ ออกอาการเหงาๆ
นี่คงจะเหงาจัด ถึงขนาดไม่เว้นแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ
ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้หัวใจของซือเนี่ยนกระตุกวูบ
พรสวรรค์ประหลาดที่จดจำทุกอย่างได้ในพริบตาของโจวซีเหยา เธอยังไม่รู้เลยว่าจะหาคำอธิบายเรื่องนี้กับคนอื่นยังไง
ถ้าเกิดลูกสาวตัวดีแค่มองดูกระดานแวบเดียว แล้วเกิดเล่นเป็นขึ้นมาจริงๆ ล่ะ ผู้เฒ่าเจี่ยงจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติเอาหรือ
ไม่กี่วันก่อน อาจารย์อาวุโสสองท่านนั้นก็เพิ่งจะมาถามเธอว่าทำไมพักนี้ไม่พาโจวซีเหยาไปที่มหาวิทยาลัยอีก เห็นชัดเลยว่ายังไม่ยอมตัดใจจากตัวลูกสาวเธอ
ซือเนี่ยนเองก็กำลังกลุ้มใจเรื่องนี้ ยิ่งโจวซีเหยาโตขึ้น ความสามารถพิเศษนี้ก็ยิ่งปิดได้ยากขึ้นทุกวัน เธอจึงพยายามลดการพาลูกไปโรงเรียนให้น้อยลง
ไม่นึกเลยว่าแค่เอามาฝากไว้ที่บ้านตระกูลเจี่ยง ก็ยังไม่วายจะไปโชว์ของ
แต่ก็นั่นแหละ... ครอบครัวเจี่ยงเป็นคนกันเองที่ไว้ใจได้ คงไม่ต้องกังวลอะไรมาก
เมื่อคิดได้แบบนั้น ซือเนี่ยนก็ผ่อนลมหายใจ รีบเดินเข้าไปในบ้านเพื่อเรียกโจวซีเหยากลับ
“อ้าว ครูเสี่ยวซือมาพอดีเลย ฉันกำลังว่าจะให้ป้าเธอไปถามหาอยู่เชียว ว่าไอ้ซุปถั่วเขียวอร่อยๆ นั่นน่ะ ยังมีเหลืออีกไหม”
ผู้เฒ่าเจี่ยงที่กำลังนั่งจ้องกระดานหมากรุกอยู่ เอ่ยทักทายเธอด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
ซือเนี่ยนเหลือบไปเห็นโจวซีเหยาที่กำลังนอนคว่ำอ่านหนังสือเล่มใหญ่อยู่บนพื้น ไม่ได้กำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับคุณปู่แต่อย่างใด เธอก็โล่งใจ
เธอยิ้มตอบ “มีแน่นอนค่ะ เดี๋ยวฉันกลับไปแล้วจะรีบเอามาให้นะคะ”
“ซีเหยา กลับบ้านกันลูก”
โจวซีเหยารีบกอดหนังสือเล่มนั้นลุกขึ้นยืน แล้วชูหนังสือขึ้นถามผู้เฒ่าเจี่ยงตาแป๋ว
“คุณปู่คะ คุณปู่ขา หนังสือเล่มนี้... หนูขอยืมไปอ่านได้ไหมคะ”
ผู้เฒ่าเจี่ยงหัวเราะร่วน “ได้สิ เอาไปอ่านเลย อ่านจบแล้วค่อยเอามาคืนปู่ก็ได้”
ชายชราไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเรื่องที่โจวซีเหยาอ่านหนังสือออก ในเมื่อซือเนี่ยนเป็นถึงคุณครู แถมยังได้ยินมาว่าลูกชายทั้งสองของเธอก็ฉลาดเป็นกรด การที่เด็กสามขวบจะอ่านหนังสือได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย สมัยลูกชายของเขายังเล็กๆ ก็เก่งกาจแบบนี้เหมือนกัน
พอซือเนี่ยนจูงมือโจวซีเหยากลับไปแล้ว ผู้เฒ่าเจี่ยงถึงได้บิดขี้เกียจลุกขึ้นยืน
แม่เฒ่าเจี่ยงเดินเข้ามาในห้อง มองกระดานหมากรุกตรงหน้าเขา แล้วส่ายหัวอย่างระอา “นี่คุณไม่ได้ไปชวนซีเหยาเล่นหมากรุกจริงๆ ใช่ไหม หนูน้อยยังเด็กตัวแค่นั้น อย่าไปแกล้งอะไรเธอเลย”
ผู้เฒ่าเจี่ยงถลึงตาใส่ภรรยา “เธอจะไปรู้อะไร ซีเหยาถึงจะตัวเล็ก แต่ฉลาดเป็นกรด ไม่แพ้ลูกชายเธอตอนเด็กๆ เลยจะบอกให้ ฉันว่านะ แค่ฝึกอีกหน่อย อนาคตต้องเป็นยอดฝีมือหมากรุกจีนแน่ๆ ตอนนี้ฉันจะแอบสอนหลานเงียบๆ คอยดูเถอะ เดี๋ยวจะทำให้ทุกคนอึ้งไปตามๆ กัน”
แม่เฒ่าเจี่ยงกรอกตา “...ช่างไร้สาระจริงๆ”
ตั้งแต่ที่หลานชายตัวดีเอาแต่พร่ำพูดทุกวี่ทุกวันว่าจะแอบเรียนหนังสือเงียบๆ เหมือนพี่รอง แล้วจะทำให้ทุกคนต้องทึ่ง ตาแก่คนนี้ก็ดันไปจำคำพูดนั้นมาใช้ตาม
ช่างเป็นปู่หลานที่เข้าขากันดีจริงๆ
ซือเนี่ยนพาโจวซีเหยากลับมาถึงบ้าน เธอถึงได้มีโอกาสก้มลงมองหนังสือที่ลูกสาวกอดแน่นไว้ในอ้อมแขน
มันคือตำราหมากรุกจีนขั้นสูงที่ชื่อว่า 《เมิ่งรู่เสินจี》
ซือเนี่ยนนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะก้มลงถามลูกสาว “ซีเหยา ตำราหมากรุกของคุณปู่... ลูกอ่านเข้าใจเหรอ”
โจวซีเหยาพยักหน้าหงึกหงัก แต่แล้วก็ส่ายหัวไปมาอย่างจนปัญญา “บางหน้าก็เข้าใจค่ะ แต่บางหน้าก็ไม่เข้าใจ ต้องรอให้พี่ชายกลับมาก่อน หนูจะถามพี่ชายค่ะ”
ซือเนี่ยนอดยิ้มไม่ได้จริง ลูกสาวเธอแม้ว่าจะได้เห็นได้สัมผัสอะไรมาเยอะแยะ แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ตำราระดับ 《เมิ่งรู่เสินจี》 นี้ ยิ่งมีความหมายลึกซึ้งซับซ้อน คำศัพท์และกลยุทธ์มากมายในนั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เด็กสามขวบจะสามารถตีความได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
[จบบท]