บทที่ 390: กำลังใจหน้าสนามสอบ
การแต่งกายที่ดูสดใสอ่อนเยาว์ของซือเนี่ยน ทำให้หลี่เยี่ยนหงที่นำเอกสารเข้ามาส่งแต่เช้าตรู่ อดที่จะลอบมองซ้ำสองไม่ได้ นี่คือสไตล์การแต่งตัวอยู่บ้านของภรรยาผู้จัดการโรงงานหรอกหรือ
เธอทักทายซือเนี่ยนตามมารยาท พอส่งเอกสารเรียบร้อยก็รีบปลีกตัวออกมาทันที ในวันที่ผู้จัดการโรงงานไม่อยู่ ผู้ช่วยอย่างเธอก็แทบจะวิ่งวุ่นจนขาขวิด
ขณะเดินออกมา หลี่เยี่ยนหงก็อดไม่ได้ที่จะบ่นกับตัวเอง ไม่แปลกใจเลยที่วันนั้นเธอจะทักทายผิด คิดว่าภรรยาเขาเป็นลูกสาว ก็ดูการแต่งตัวนั่นสิ ใครเห็นก็ต้องนึกว่าเป็นนักเรียนมัธยมปลายใสๆ ทั้งนั้น
วันนั้นเธอจำผิด มันไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย
แม้เจ้านายจะไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูดอีก เหมือนจะปล่อยผ่านไปแล้ว แต่บางครั้งเธอก็ยังรู้สึกได้ว่า เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่เหมือนกัน
หลี่เยี่ยนหงสะบัดไล่ความหนาวเยือกในใจ เพื่อเงินเดือนก้อนโตนี้ ไม่มีอะไรที่เธอจะทนไม่ได้
สู้เขานะ ยัยคนทำงาน
หลังจากปลุกใจตัวเองเสร็จ ดวงตาของหลี่เยี่ยนหงก็ลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น เธอเดินอาดๆ มุ่งหน้าไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ราวกับทหารที่กำลังจะออกรบ
ในบ้านตระกูลโจว เด็กๆ ยังไม่เข้าใจหรอกว่าการสอบเกาเข่าที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นสำคัญยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขากำลังเอร็ดอร่อยกับโจ๊กฝีมือพ่อและนมสดอุ่นๆ พลางดูโทรทัศน์ไปหัวเราะคิกคักไป
มีเพียงโจวเจ๋อตงและโจวเยว่เซินเท่านั้นที่นั่งนิ่งด้วยท่าทีขรึมขลัง
แม้แต่โจวเจ๋อตงที่ปกติเป็นคนเงียบขรึม วันนี้กลับพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
เขาพูดไปพลาง รื้อค้นกระเป๋านักเรียนของตัวเองไปพลาง เพื่อหยิบเครื่องเขียนที่อุตส่าห์เตรียมไว้ให้แม่ตั้งแต่เมื่อคืนออกมาทีละชิ้น
“คุณแม่ครับ คุณแม่เอากล่องดินสอมาหรือยัง”
“คุณแม่ครับ ผมมีดินสอที่เหลาแหลมไว้แล้วด้วย”
“คุณแม่ครับ ไม้บรรทัดอันนี้ใหม่เอี่ยมเลย คุณแม่เอาไปใช้นะครับ”
“คุณแม่ครับ...”
“พอแล้วจ้ะเสี่ยวตง พอแล้ว” ซือเนี่ยนหัวเราะเบาๆ “ของพวกนี้คุณพ่อเขาเตรียมให้แม่หมดแล้ว ลูกเก็บไว้ใช้เองเถอะนะ”
มือเล็กๆ ที่กำลังควานหาของในกระเป๋าชะงักกึก โจวเจ๋อตงเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อของตน
โจวเยว่เซินก็มองตอบเขานิ่งๆ เช่นกัน
ในที่สุด หนูน้อยก็เม้มริมฝีปากแน่น ยอมเก็บข้าวของของตัวเองกลับเข้ากระเป๋าไปแต่โดยดี
เมื่ออาหารเช้าสิ้นสุดลง ทั้งครอบครัวก็พากันขึ้นรถ
เนื่องจากวันนี้โจวเยว่เซินต้องทำหน้าที่สารถีรับส่งซือเนี่ยน เขาจึงจัดการล้างรถไว้ล่วงหน้าจนสะอาดเอี่ยมอ่อง มันวาววับราวกับเพิ่งถอยออกมาจากโชว์รูม
ภายในรถไม่มีกลิ่นอับชื้นแม้แต่น้อย
บนเบาะนั่งข้างคนขับ ถูกจับจองด้วยตะกร้าผลไม้ กล่องทิชชู่ และขนมขบเคี้ยวสารพัดชนิด
ราวกับกลัวว่าเธอจะหิวจนไส้กิ่วระหว่างไปสอบ
ซือเนี่ยนรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้กำลังจะไปสอบเกาเข่า แต่เหมือนกำลังจะไปเข้าพิธีเถลิงถวัลยราชสมบัติเสียมากกว่า
เธออยากจะหัวเราะ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นจนอวลไปทั้งหัวใจ
ชาติที่แล้ว... ตอนที่เธอสอบเกาเข่า ครอบครัวแบกรับความคาดหวังไว้สูงลิ่ว ทุกวันเธอต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้เธอต้องพยายามให้มากขึ้นอีก ไม่มีใครสนใจเลยว่าสภาพจิตใจของเธอจะเป็นอย่างไร
แถมในช่วงสอบยังเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เธอดันตื่นเต้นจัดจนปวดท้องกะทันหัน ทำให้วิชาภาษาอังกฤษที่เธอถนัดที่สุดกลับทำคะแนนได้ไม่ดีเท่าที่ควร
แม้สุดท้ายเธอจะสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ใช่ด้วยคะแนนที่น่าภาคภูมิใจที่สุด
เรื่องนี้ยังคงเป็นหัวข้อที่พ่อแม่หยิบยกมาตอกย้ำเธอทางโทรศัพท์อยู่เสมอ แม้ว่าเธอจะเรียนจบและทำงานมานานหลายปีแล้วก็ตาม
แต่ในชาตินี้ โจวเยว่เซินกลับพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกเครียดแม้แต่นิดเดียว
มันดีจริงๆ
แม้สนามสอบจะถูกจัดสรรไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ซือเนี่ยนก็สามารถเดินทางไปได้เลย
เมื่อเธอไปถึง บริเวณหน้าประตูโรงเรียนมัธยมหมายเลขสองก็อัดแน่นไปด้วยฝูงชน กลุ่มผู้ปกครองมากมายกำลังเดินจูงมือลูกหลานของตน พลางเอ่ยปากกำชับกำชาไม่หยุด
การสอบครั้งใหญ่ดึงดูดให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยในละแวกใกล้เคียงทั้งหมดมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย บริเวณหน้าโรงเรียนแปรสภาพเป็นถนนคนเดินขนาดย่อม แผงขายอาหารว่างเรียงรายสุดลูกหูลูกตาจนเลือกไม่ถูก
ซือเนี่ยนเหลือบไปเห็นกลุ่มของพี่เฉินเข้าพอดี เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมวงซื้อเครปไข่จากพวกเขาอย่างคึกคัก
เด็กพวกนี้หัวไวใช่เล่น ที่ไหนคนเยอะ ที่นั่นทำเลทอง พวกเขาก็กรูกันไปที่นั่น แค่ช่วงสอบไม่กี่วันนี้ เธอมั่นใจว่าพวกเขาคงกอบโกยเงินไปได้ไม่น้อย
ซือเนี่ยนหันไปมองลูกชายคนโต หรือว่าเขาจะเป็นคนเรียกเพื่อนๆ มา
และก็เป็นไปตามคาด กลุ่มของพี่เฉินสังเกตเห็นครอบครัวของพวกเขาในเวลาอันรวดเร็ว
แม้จะกำลังยุ่งอยู่กับการละเลงแป้งบนเตา แต่พวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะเงยหน้าขึ้นมาโบกมือทักทาย “พี่ตง หวัดดีครับคุณแม่พี่ตง”
“คุณน้า สู้ๆ นะครับ”
“ขอให้คุณน้าสอบผ่านฉลุยไปเลย”
เด็กอีกสองคนที่เหลือก็ไม่น้อยหน้า พวกเขายกตะหลิวในมือขึ้น ชูส่งเสียงเชียร์อย่างแข็งขัน
เด็กกลุ่มนี้เคยได้ลิ้มรสอาหารฝีมือซือเนี่ยนที่ส่งไปให้ เมื่อรู้ว่าเธอจะมาสอบเกาเข่า พวกเขาจึงมาให้กำลังใจอย่างเต็มที่
สายตาของคนอื่นๆ ในบริเวณนั้นต่างจับจ้องมาที่ซือเนี่ยนเป็นจุดเดียว
เธออดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เด็กพวกนี้น่าเอ็นดูจริงๆ
โจวเจ๋อหานเพิ่งจะได้ยินเสียง เขาหันรีหันขวาง ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นเพื่อนๆ “คุณแม่ครับ พี่ใหญ่ ดูนั่นสิครับ พวกพี่เฉินก็มาด้วย”
โจวเจ๋อตงขี้เกียจจะตอบน้องชาย ก็พวกเขาทักทายกันจบไปตั้งนานแล้ว น้องเพิ่งจะสังเกตเห็นเนี่ยนะ
ตอนนี้ยังเช้ามาก เหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งชั่วโมงเต็มกว่าจะถึงเวลาสอบ แต่ผู้คนกลับหลั่งไหลกันมามากมายขนาดนี้
ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือเดินสำรวจรอบๆ กับโจวเยว่เซินและลูกๆ
นานเท่าไหร่แล้วที่ทั้งครอบครัวไม่ได้ออกมาเดินเล่นพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้
“คุณแม่ครับ ดูนั่นสิ ขนมน้ำตาลปั้น ที่คุณแม่เคยซื้อให้ผมไงครับ”
เมื่อเห็นแผงขายขนมน้ำตาลปั้น ลูกชายคนรองก็ชี้ชวนอย่างตื่นเต้น
เขายังจำความรู้สึกตอนที่แม่ซื้อขนมน้ำตาลปั้นชิ้นแรกในชีวิตให้เขาได้เมื่อปีที่แล้ว
แต่ยังไม่ทันจะได้ชื่นชมอดีตนานนัก สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดโดยแผงขายสายไหมที่อยู่ถัดไป
“ว้าว สายไหมเขาทำกันแบบนี้นี่เอง สวยจังเลยครับ”
โจวซีเหยาที่เดินอยู่ข้างๆ ก็พลอยตื่นเต้นตามไปด้วย เธอละสายตาจากขนมน้ำตาลปั้น มองตามพี่ชายตาไม่กะพริบ
เมื่อเห็นสายไหมฟูฟ่อง เธอก็รีบมุดตัวฝ่าวงล้อมเข้าไป ยืนเกาะขอบโต๊ะเคียงข้างพี่ชายคนรอง เพื่อดูคุณลุงม้วนสายไหมอย่างตั้งอกตั้งใจ
พอเห็นไม้ที่ทำเสร็จแล้วถูกคนอื่นซื้อตัดหน้าไป หนูน้อยก็รีบหันมาดึงแขนโจวเจ๋อหานทันที “พี่รอง ซีเหยาอยากกิน”
โจวเจ๋อหานเองก็อยากกินเหมือนกัน แต่ติดตรงที่เขาไม่มีเงิน
เงินเก็บทั้งหมดที่เขามี เขาเทให้พี่ใหญ่ไปหมดแล้ว
แต่แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ดวงตาเป็นประกายวาววับ เขาหันไปกระตุกชายเสื้อของพ่อที่กำลังเดินจูงมือแม่อยู่ พลางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงใส “พ่อครับ น้องสาวบอกว่าอยากกินสายไหม”
เขาไม่ได้โกหกนะ น้องสาวเป็นคนพูดเองจริงๆ ว่าอยากกิน
โจวเยว่เซินหยุดฝีเท้า ก้มลงมองดวงตากลมโตที่กำลังจ้องเขาแป๋ว ก่อนจะหันไปมองลูกสาวตัวน้อยที่ยังคงเกาะขอบโต๊ะไม่ยอมปล่อย เขาล้วงกระเป๋าสตางค์หยิบธนบัตรใบละ 10 หยวนออกมายื่นให้ลูกชาย พร้อมกับกำชับเสียงเข้ม “ดูแลน้องดีๆ ด้วยล่ะ”
พ่อใจดีที่สุดอยู่แล้ว เสี่ยวหานคว้าเงินมาถือไว้ด้วยความดีใจ รีบจูงมือน้องสาวตรงดิ่งไปที่ร้านสายไหมทันที
เวลาผ่านไปไม่นาน เด็กทั้งสองก็กลับมา ในมือข้างหนึ่งถือสายไหมฟูฟ่อง อีกข้างถือน้ำตาลปั้น แถมยังหิ้วพวงถังหูลู่มาด้วย
กว่าซือเนี่ยนจะทันสังเกตเห็น ริมฝีปากของเด็กทั้งสองก็มันเยิ้มเลอะเทอะไปด้วยคราบน้ำตาลเสียแล้ว
เธออดหัวเราะไม่ได้ “กินของหวานเยอะแยะอีกแล้ว เดี๋ยวก็ปวดฟันหรอก”
ลูกชายคนรองที่ปากเปรอะเปื้อน รีบปฏิเสธเสียงสูงอย่างมีพิรุธ “เปล่านะครับ ผมไม่ได้กินเลย นี่ผมซื้อมาให้น้องสาวคนเดียว”
ซือเนี่ยนเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเขาเบาๆ “น้องสาวก็กินเยอะขนาดนี้ไม่ได้เหมือนกันจ้ะ เอาล่ะ ทั้งหมดนี่แม่ยึดไว้ก่อนนะ เก็บไว้พรุ่งนี้ค่อยกิน”
โจวเยว่เซินกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ใกล้ได้เวลาแล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะ”
ซือเนี่ยนยิ้มพยักหน้า เธอก็อยากจะเข้าไปดูลาดเลาในสนามสอบก่อนเหมือนกัน
ตามกฎแล้ว ผู้ปกครองสามารถเดินเข้าไปส่งได้ แต่ห้ามเข้าตัวห้องสอบ
การจัดห้องสอบอิงตามผลการเรียนจากปีที่แล้ว ซือเนี่ยนซึ่งไม่มีผลสอบเก่าจึงถูกจัดให้อยู่กลุ่มท้ายสุด
สนามสอบของเธอคือห้องสิบ ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายของชั้น
นั่นหมายความว่า นักเรียนที่ถูกจัดมารวมกันในห้องนี้ ล้วนเป็นกลุ่มที่ผลการเรียนไม่ค่อยดี หรือไม่ก็นักเรียนที่มาสอบซ้ำ
มาจากหลากหลายโรงเรียนคละเคล้ากันไป
เมื่อพวกเขาเดินไปถึง ก็พบว่ามีคนมารออยู่ก่อนแล้วมากมาย
มีทั้งผู้ปกครองและคุณครูที่มาให้กำลังใจลูกศิษย์
ดังนั้น การที่ครอบครัวของซือเนี่ยนยกโขยงกันมาหลายชีวิตจึงไม่ได้ดูเป็นจุดสนใจอะไร
ทว่าทันทีที่พวกเขาหาที่ยืนเหมาะๆ ได้ ซือเนี่ยนก็ดันไปสบตาเข้ากับกลุ่มคนที่คุ้นเคย
ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นครอบครัวซือ และหลินซือซือ
ซือเนี่ยนนึกอยากจะบ้าตาย นี่มันอะไรกัน แค่นี้ก็ยังอุตส่าห์มาเจอกันได้อีก ช่างเป็นคู่เวรคู่กรรมที่ตัดกันไม่ขาดจริงๆ
เห็นได้ชัดว่าหลินซือซือเองก็สังเกตเห็นพวกเขาแล้วเช่นกัน สายตาของเธอจับจ้องไปยังโจวเยว่เซินและเด็กทั้งสามที่ยืนอยู่เคียงข้างซือเนี่ยน... หนึ่งปีเต็มที่ไม่ได้พบกัน เด็กๆ โตขึ้นจนเปลี่ยนไปมาก แทบจะจำเค้าเดิมไม่ได้
รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งค้างไปชั่วขณะ เธอกำลังจะก้าวเท้าเข้ามาทักทาย
แต่แล้ว สายตาของเธอก็พลันถูกบางสิ่งบางอย่างดึงดูดไปเสียก่อน
หลินซือซือเปลี่ยนทิศทาง วิ่งตรงไปยังอีกฝั่งด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข “ฟู่หยาง คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
[จบบท]