บทที่ 391: ตัวประกอบ
เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับทุกสายตาที่หันไปมองเป็นจุดเดียวกัน
นับตั้งแต่เกิดเรื่องอื้อฉาวที่กองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือคราวนั้น ฟู่หยางก็เก็บตัวเงียบ ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าใครต่อใครมานานมากแล้ว
แม้แต่ซือเนี่ยนเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองเขา
ข้างหลังฟู่หยางยังมีกลุ่มคนติดตามมาอีกหลายคน
ซือเนี่ยนนึกถึงพล็อตนิยายที่เคยอ่าน ช่วงเวลาสำคัญที่นางเอกสอบเข้ามหาวิทยาลัย พระเอกย่อมต้องมาคอยเฝ้าดูแลไม่ห่างกาย
เขาจะคอยอยู่เป็นเพื่อน คอยให้กำลังใจ และในตอนที่นางเอกถูกใส่ร้ายว่าทุจริตการสอบ เขาก็จะเป็นคนแรกที่ก้าวออกมายืนยันในความบริสุทธิ์ของเธอ และสุดท้าย... นางเอกก็สอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้อย่างสง่างาม
ใช่แล้ว ในฐานะ ‘นางเอก’ อย่างหลินซือซือ เรื่องราวจะราบรื่นเกินไปได้อย่างไร
ตามสูตรสำเร็จของนิยายแนวนี้ ตัวเอกหญิงคือศูนย์กลางของเรื่อง ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องมีคนอิจฉาริษยาหาเรื่องมาให้ จากนั้นเธอจึงค่อยตบหน้าพวกนั้นกลับไปอย่างเจ็บแสบ
แน่นอนว่า เมื่อมีแสงแห่งพระเอกคอยสนับสนุน อุปสรรคเหล่านั้นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอเลย
เพียงแต่ในโลกนี้... ดูเหมือนความสัมพันธ์ของฟู่หยางกับหลินซือซือ จะไม่ได้รักกันปานจะกลืนกินเหมือนในนิยาย
ซือเนี่ยนไม่นึกเลยว่าฟู่หยางจะยังอุตส่าห์มาด้วยตัวเอง นี่คงเป็นอภิสิทธิ์พิเศษสำหรับนางเอกกระมัง
ฟู่หยางน่าจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่เธอมอง เขาเมินเฉยต่อหลินซือซือ แต่กลับหันมาสบตากับเธอตรงๆ
วันนี้ซือเนี่ยนแต่งตัวได้ดูเด็กกว่าปกติ เธอถักเปียสองข้างและสะพายกระเป๋าเป้
ภาพนั้นทำให้ฟู่หยางนิ่งไปชั่วครู่ ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปในสมัยที่ซือเนี่ยนยังเรียนหนังสือ ตอนนั้นเธอก็แต่งตัวแบบนี้ สดใส ร่าเริง และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ในอดีต รอบกายเธอมักจะมีเด็กผู้ชายหลายคนคอยเอาอกเอาใจเดินตามต้อยๆ แต่ในสายตาของเธอกลับมองเห็นเพียงเขาคนเดียว
เธอไม่เคยเหมือนเด็กสาวคนอื่นที่นัดกันไปเที่ยวเล่นหลังเลิกเรียน แต่กลับยอมสละเวลาทั้งหมดเพื่อมาอยู่ใกล้ๆ เขา
บางครั้งเธอก็รีบร้อนมาหาเขาจนถึงขนาดไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า เพียงเพื่อจะเอาอาหารมาส่งให้
ใครต่อใครต่างก็พูดกันว่า ไม่มีใครเอาอกเอาใจคนเก่งเท่าเธออีกแล้ว
ในตอนนั้น ฟู่หยางกลับรู้สึกว่าเธอน่ารำคาญและชอบทำตัวติดหนึบ
แต่ในวินาทีนี้... เมื่อเห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้าผู้ชายอีกคนด้วยท่าทีสดใสแบบเดียวกัน หัวใจของเขากลับเจ็บแปลบราวกับมีอะไรมาทิ่มแทง
เธอยังคงมองมาที่เขา... ทว่าในแววตานั้น ปราศจากความรักใคร่เทิดทูนที่เคยมีให้กันในวันวานจนหมดสิ้น
สิ่งที่หลงเหลืออยู่ มีเพียง... แววตาของคนที่กำลังรอชมเรื่องสนุกเท่านั้น
ใบหน้าของฟู่หยางเคร่งขรึมลงทันที
เขารีบเบือนหน้าหนี ไม่ได้สนใจหลินซือซือที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เพราะจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ ไม่ใช่เพราะเธอตั้งแต่แรก
แต่หลินซือซือกลับยังคงพูดเจื้อยแจ้วอยู่คนเดียว “ฉันนึกว่าคุณจะยุ่งมากจนไม่มีเวลามาเสียอีกค่ะ ก็เลยไม่กล้ารบกวนคุณ”
แก้มของเธอขึ้นสีระเรื่อ “การสอบของฉันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ”
คำพูดที่เหมือนจะถ่อมตัว แต่กลับจงใจประกาศให้คนอื่นรับรู้นั้น ทำให้ทุกคนที่ได้ยินหันไปมองฟู่หยางด้วยสายตาเคลือบแคลง
พวกเขาเพิ่งจะนินทากันอยู่หยกๆ ว่าภารกิจลาดตระเวนในเขตสนามสอบนี้ เดิมทีไม่ใช่หน้าที่ที่ผู้พันฟู่ต้องมาด้วยตัวเอง แต่เขากลับอาสารับมาทำ
ที่แท้... ก็เพื่อเด็กสาวคนนี้นี่เอง
ทว่า ก่อนที่เสียงซุบซิบแห่งความอิจฉาจะดังไปไกลกว่านั้น ฟู่เชียนเชียนที่ยืนทำหน้าเบื่ออยู่ข้างๆ ก็กลอกตามองบน
“พี่ชายฉันมาปฏิบัติหน้าที่ต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอสักหน่อย เพ้อเจ้อไปเองหรือเปล่า”
พูดจบ เธอก็ไม่สนใจใบหน้าที่ซีดเผือดสลับเขียวของหลินซือซือ แต่กลับเดินตรงดิ่งมาหาซือเนี่ยนแทน
“บังเอิญอะไรอย่างนี้ซือเนี่ยน! วันนี้พี่ชายฉันมีภารกิจลาดตระเวนแถวนี้น่ะ ฉันว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็เลยขอติดรถมาเดินเล่นด้วย ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเธอที่นี่ อ้อ จริงสิ เธอมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี่นา บังเอิญจริงๆ เธอว่าไหม”
ซือเนี่ยนยิ้มแห้งๆ “อืม บังเอิญมากจ้ะ”
ชัดเจนว่าตัวเองตั้งใจมาแท้ๆ ยังจะอ้างพี่ชายอีก แค่ยอมรับว่าอยากมาเจอหน้ากันมันจะตายหรือยังไงนะ
ฟู่เชียนเชียนคงนึกว่าซือเนี่ยนดูไม่ออกจริงๆ เธอยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “ในเมื่อเจอกันแล้ว ถือว่าเรารู้จักกันมาตั้งนานนะ ฉันแวะมาให้กำลังใจเธอก่อนแล้วค่อยไปก็ได้ เห็นไหมว่าฉันเป็นคนไม่ลืมเพื่อนเก่า”
ซือเนี่ยนต้องกลอกตาอีกรอบ “จ้ะๆ เธอเป็นคนไม่ลืมเพื่อนเก่าที่สุดในโลกเลย”
ฟู่เชียนเชียนแอบเหลือบไปมองหลินซือซือที่ยังคงพยายามชวนพี่ชายเธอคุยไม่เลิก ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบกับซือเนี่ยน “เธอน่ะ อย่าสอบแพ้ผู้หญิงคนนั้นเชียวล่ะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ ฉันจะหัวเราะเยาะเธอให้ฟันร่วงเลย!”
ซือเนี่ยนมองตามสายตาของฟู่เชียนเชียนไปแวบหนึ่ง ก่อนจะยักไหล่ “เรื่องนี้มันก็พูดยากนะ”
ก็หลินซือซือดูมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น
ตามเนื้อเรื่องในนิยาย เธอสอบได้คะแนนดีเยี่ยมเลยทีเดียว อย่างน้อยในฐานะเด็กสาวจากชนบท คะแนนของเธอก็สร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนได้
ในนิยาย... หลินซือซือใช้การสอบครั้งนี้เป็นบันไดในการพลิกชะตาชีวิต และตอกย้ำสถานะของตัวเองในบ้านพักทหารได้อย่างมั่นคง
ซือเนี่ยนไม่ได้ใส่ใจหรอกว่าหลินซือซือจะสอบได้คะแนนเท่าไร แต่การที่โชคชะตาเล่นตลกให้ทั้งคู่ดันมาอยู่ในห้องสอบเดียวกันนี่สิ มันทำให้เธออดกังวลไม่ได้
เธอไม่อยากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นเลย
เพราะไม่ว่าในนิยายเรื่องไหนๆ ‘ตัวประกอบ’ ที่อยู่ใกล้ชิดกับ ‘นางเอก’ มักจะมีจุดจบที่เลวร้ายที่สุดเสมอ
ยังไม่ทันที่เธอจะได้คิดเตลิดไปไกลกว่านั้น เสียงสัญญาณก็ดังขึ้น บ่งบอกให้ทุกคนเริ่มเข้าห้องสอบได้แล้ว
ซือเนี่ยนรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆ ที่แตะลงบนไหล่ เธอหันไปมอง โจวเยว่เซินกำลังก้มลงมองเธออยู่
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ความเงียบในตอนนี้กลับสื่อความหมายได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดนับพัน
บางทีคำพูดของฟู่เชียนเชียนเมื่อครู่ อาจทำให้เขากังวลว่าเธอจะเก็บไปคิดมาก
ซือเนี่ยนจึงส่งยิ้มกว้างให้เขา เป็นรอยยิ้มที่บอกว่า ‘ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง’ ก่อนจะหมุนตัวเดินตามนักเรียนคนอื่นๆ เข้าไปในห้องสอบ เธอหาที่นั่งของตัวเองจนเจอแล้วจึงนั่งลง
…
ฝั่งหลินซือซือ เธอยังคงคาดหวังว่าฟู่หยางจะอยู่เป็นเพื่อนเธอระหว่างการสอบ แต่เขากลับไม่ได้คุยกับเธอเลยแม้แต่คำเดียว ตลอดเวลาเขาเอาแต่สั่งงานคนที่ติดตามมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
แล้วเขาก็เดินจากไป
ถึงกระนั้น หลินซือซือก็ยังปลอบใจตัวเองว่า ในใจของฟู่หยางต้องมีเธออยู่แน่ๆ ไม่อย่างนั้นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการคุมสนามสอบ ไฉนเลยจะต้องลำบากถึงมือผู้พันอย่างเขามาด้วยตัวเอง
ความคิดนั้นทำให้หัวใจเธอพองฟูอย่างมีความสุข เธอมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนลับสายตาอย่างอาลัยอาวรณ์ จนกระทั่งมีคนสะกิดเรียก
หลินซือซือหันไปมอง เป็นเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงคนหนึ่ง
อีกฝ่ายมองเธอด้วยสายตาชื่นชมปนอิจฉา “ซือซือ นั่นใครเหรอ”
เธอเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ชายคนนั้นสวมเครื่องแบบทหารเต็มยศ แถมยังมีคนติดตามอีกตั้งหลายคน แค่ดูจากมาดก็นรู้แล้วว่าไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ
หลินซือซือรู้สึกภูมิใจจนอกแทบระเบิด แต่เธอไม่อยากบอกใครว่าตัวเองแต่งงานแล้ว จึงตอบเลี่ยงๆ ไป “อ๋อ คู่หมั้นของฉันน่ะ”
“หา!” เพื่อนคนนั้นตาโตด้วยความตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ทว่าลึกลงไปในแววตานั้น ยังมีความริษยาบางอย่างซ่อนอยู่จางๆ ซึ่งหลินซือซือมัวแต่ดีใจจนไม่ทันได้สังเกต
ทั้งหมดพากันเดินเข้าห้องสอบ
ทันทีที่ก้าวเข้าไป หลินซือซือก็เห็นซือเนี่ยนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
ไม่ใช่แค่เธอ แต่ดูเหมือนว่านักเรียนคนอื่นๆ อีกหลายคนก็กำลังแอบลอบมองซือเนี่ยนอยู่เช่นกัน
ก็แน่ล่ะ ท่ามกลางฝูงชนที่ดูซีดเซียวและเคร่งเครียดจนหน้าดำคร่ำเครียด ท่าทีสบายๆ และผ่อนคลายของซือเนี่ยนจึงดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
ยิ่งบวกกับใบหน้าที่สวยงามราวกับถูกปั้นแต่งมาอย่างดี ยิ่งยากที่จะไม่ดึงดูดสายตา
หลินซือซือเองก็เป็นคนรักสวยรักงาม แต่ตอนนี้เธอกลับผมเตียนจนต้องสวมหมวกปิดไว้ตลอดเวลา สภาพของเธอในตอนนี้ห่างไกลจากคำว่า ‘สวย’ ลิบลับ
พอเห็นซือเนี่ยนที่ทั้งสวยทั้งดูผ่อนคลาย ในใจเธอก็พลุ่งพล่านด้วยความไม่พอใจ
การสอบวิชาแรกเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า
ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาเขียนคำตอบบนกระดาษ บ้างก็เขียนอย่างลื่นไหล บ้างก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล
ครั้งนี้ ซือเนี่ยนไม่ได้ทำข้อสอบแบบขอไปทีเหมือนตอนที่ไปทดสอบความรู้ครั้งก่อน
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือเรื่องสำคัญ จะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด
และเธอก็ไม่อยากทำตัวโดดเด่นจนเป็นเป้าสายตาเกินไปด้วย
ดังนั้น หลังจากทำเสร็จ เธอก็ใช้เวลาที่เหลือตรวจทานคำตอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละเอียด รอจนกระทั่งมีคนเริ่มลุกขึ้นส่งกระดาษคำตอบ เธอจึงค่อยลุกตามไป
หลินซือซือเหลือบเห็นว่าซือเนี่ยนส่งกระดาษคำตอบทีหลังเธอ ความกังวลที่เคยมีในใจก็พลันสลายไป
เธอและซือเนี่ยนต่างก็เรียนจบมัธยมปลายมาเหมือนกัน แต่เธอเหนือกว่าตรงที่เคยมีประสบการณ์สอบจริงมาแล้วครั้งหนึ่ง
ถึงใครๆ จะชมว่าซือเนี่ยนฉลาดนักหนา แต่เธอคือคนที่ได้โอกาสเกิดใหม่ทั้งที มีหรือจะพ่ายแพ้ให้กับเด็กสาวอายุสิบแปดสิบเก้าคนนี้
เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ทันทีที่เธอเดินออกจากห้องสอบ พ่อซือกับแม่ซือที่รออยู่ด้านนอกก็รีบปรี่เข้ามาหาด้วยความดีใจ เมื่อเห็นว่าเธอออกมาเป็นคนแรกๆ พวกเขาก็รีบถามไถ่ทันทีว่าการสอบเป็นอย่างไรบ้าง
[จบบท]