บทที่ 395: คุณไปเห็นสาวสวยที่ไหนมา
ซือเนี่ยนยิ้มบางๆ “ก็ไม่รู้สิ ต้องรอดูพรุ่งนี้ที่โรงเรียนมั้ง เขาให้ไปประเมินคะแนนไม่ใช่เหรอ”
การสอบเพิ่งจบ ยังไม่มีใครรู้คะแนนที่แท้จริงหรอก
“โอ๊ย ใจเย็นๆ ไม่เป็นไรนะ” ฟู่เชียนเชียนรีบเปลี่ยนโหมดมาปลอบใจเพื่อนรัก เธอใช้พัดในมือโบกให้ซือเนี่ยนแทน “ต่อให้เธอสอบได้ไม่ดี... ฉันก็ไม่หัวเราะเธอหรอกน่า เชื่อสิ เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า ผ่อนคลายๆ”
เธอเริ่มนึกโมโหตัวเองในใจ ไม่น่าไปปากพล่อยพูดจาท้าทายเพื่อนไว้เมื่อวันก่อนเลยว่า ถ้าซือเนี่ยนสอบไม่ติดเธอจะขำให้ฟันร่วง ดูสิ ตอนนี้เพื่อนคงกดดันจนเครียดหนัก
ปกติถ้าซือเนี่ยนทำข้อสอบได้ เธอมักจะเชิดหน้าประกาศชัยชนะล่วงหน้าแล้วว่า ‘สบายมาก คะแนนสูงลิ่วแน่นอน’
แต่วันนี้เธอกลับตอบว่า ‘ไม่รู้’ แปลว่าข้อสอบต้องหินสุดๆ และเธอก็คงไม่มั่นใจเลยสักนิด
ซือเนี่ยนมองท่าทางลนลานของเพื่อนแล้วก็อดขำไม่ได้ คนที่ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ น่าจะเป็นฟู่เชียนเชียนมากกว่าเธอเสียอีก
โจวเยว่เซินยืนรออยู่ห่างออกไปอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ซักไซ้เรื่องการสอบให้เธอกดดัน เขารอจนสองสาวคุยกันจบ จึงเดินเข้ามาสมทบ
“ผมไปเอารถก่อน เดี๋ยวเราไปกินข้าวที่ร้านอาหารกัน”
“ค่ะ” ซือเนี่ยนยิ้มรับ
โจวเจ๋อหานที่ยืนรออยู่ข้างๆ พ่อ รีบวิ่งเข้ามาคว้ามือแม่ไปกุมไว้แน่น ดวงตาแป๋วแหววเงยหน้ามองเธอ “แม่ครับ ไม่เป็นไรนะ ต่อให้แม่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัยก็ไม่เป็นไรเลย เพราะผมก็สอบไม่ติดเหมือนกัน”
“ฮ่าๆ” ซือเนี่ยนหัวเราะก๊าก “พอเลยเจ้าลูกคนนี้ ไม่ต้องมาแช่งแม่”
เธอขยี้หัวลูกชายคนรองอย่างมันเขี้ยว ไม่นานนัก รถจี๊ปสีเขียวทหารก็แล่นมาจอดเทียบข้างทาง
แต่ขณะที่ทุกคนกำลังจะก้าวขึ้นรถ เสียงตะโกนหอบแฮ่กๆ ก็ดังไล่หลังมา
“เดี๋ยวก่อนครับ! เดี๋ยวก่อน! นักเรียนซือ!”
ซือเนี่ยนหันขวับไปมองทันที ก็เห็นกลุ่มคุณครูจากโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 วิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล เสื้อเชิ้ตของแต่ละคนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“แฮ่ก... นักเรียนซือ สอบเป็นยังไงบ้าง” ครูคนหนึ่งถามขึ้นทันทีที่วิ่งมาถึงตัว “ทำได้ไหม มั่นใจแค่ไหน ตั้งใจจะยื่นเข้ามหาวิทยาลัยอะไร”
ซือเนี่ยนยืนนิ่งๆ มองกลุ่มครูที่ล้อมเธอไว้ “ฉันคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหานะคะ ส่วนเรื่องคะแนนกับมหาวิทยาลัย ไว้พรุ่งนี้ตอนมาประเมินคะแนนที่โรงเรียน ฉันค่อยแจ้งให้พวกคุณครูทราบนะคะ”
“อ่า ใช่ๆๆ ไม่ต้องรีบ” ครูอีกคนรีบเสริม “พรุ่งนี้รอกระดาษคำถามเฉลยออกมาก่อน ค่อยมาประเมินกัน”
“ข้อสอบปีนี้ยากเอาเรื่องเลยนะ แต่ครูว่าด้วยฝีมือของเธอแล้วล่ะก็ สบายมาก ไม่มีปัญหาแน่ๆ”
เหล่าคุณครูมองหน้ากันอย่างมีความหวัง พวกเขาตกลงกันในใจเรียบร้อยว่า พรุ่งนี้จะแห่กันมาที่ห้องเรียนตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อช่วยซือเนี่ยนตรวจคำตอบและคำนวณคะแนนกันแบบข้อต่อข้อ
ฟู่เชียนเชียนที่ยืนลุ้นอยู่ พอได้ยินคำตอบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของซือเนี่ยน ก็ถอนหายใจพรืดยาว หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายหล่นกลับเข้าอก
เธอรู้ดีว่าซือเนี่ยนเป็นคนยังไง ศักดิ์ศรีและความทะนงตนสูงเทียมฟ้า
ถ้าปีนี้ยังสอบพลาดอีก มันจะเป็นแผลฉกรรจ์ที่ทำลายความเชื่อมั่นของเธออย่างย่อยยับ
แถมตอนนี้ยังมีหลินซือซือ คู่ปรับตลอดกาลเพิ่มมาอีกคน ถ้าหลินซือซือเกิดสอบติดขึ้นมา แต่ซือเนี่ยนพลาด... ฟู่เชียนเชียนไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า พวกแม่บ้านปากสว่างในบ้านพักทหารจะรุมทึ้งซือเนี่ยนด้วยคำนินทาได้เจ็บแสบขนาดไหน
เมื่อความกังวลมลายหายไป ฟู่เชียนเชียนคนเดิมก็กลับมา เธอเบียดตัวเองแทรกกลางวงล้อมของคุณครู แล้วคว้าแขนซือเนี่ยนมาควง “ไปค่ะไป! ไปกินมื้อใหญ่ฉลองกัน วันนี้เราจะกินให้อวี๋ตงล้มละลายไปเลย!”
อากาศที่ร้อนจัดทำให้ซือเนี่ยนไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่เห็นทุกคนดูมีความสุขกันขนาดนี้ เธอก็ไม่อยากขัดคอให้เสียบรรยากาศ จึงพยักหน้าเบาๆ
เหล่าคุณครูโบกมือลาแยกย้ายกันไป พวกเขายังมีงานกองเป็นภูเขารอให้สะสาง
ซือเนี่ยนเดินตามแรงจูงของเพื่อนไปยังรถ เธอเอื้อมมือเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับ...
แล้วก็ต้องชะงัก
บนเบาะที่นั่งผู้โดยสาร มีช่อกุหลาบสีแดงสดช่อใหญ่วางอวดโฉมอยู่
เธอเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง หันขวับไปมองเจ้าของรถที่นั่งสงบนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย
โจวเยว่เซินไม่ได้มองเธอด้วยซ้ำ มือใหญ่กุมพวงมาลัยแน่น นั่งตัวตรงแหน่ว แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าไหล่ของเขาเกร็งเล็กน้อย
ดูเหมือนเขาจะรับรู้ได้ถึงสายตาที่เธอกำลังจ้องมอง โจวเยว่เซินจึงจำใจหันหน้ามาสบตาช้าๆ เขาไอกระแอมหนึ่งที เคลียร์ลำคอ ก่อนจะพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แผ่วเบากว่าปกติ
“ผมซื้อมาให้คุณ... ผมไม่รู้ว่าคุณชอบดอกไม้อะไร ก็เลย...เลือกกุหลาบแดงมา”
ซือเนี่ยนมองใบหน้าเคร่งขรึมที่พยายามรักษามาด แต่ใบหูกลับแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะสายตาที่เหลือบมองไปทางอื่นอย่างประหม่านั่นอีก
ผู้ชายคนนี้... ให้ดอกไม้ครั้งแรกในชีวิต แล้วก็คงกำลังเขินม้วนจนทำอะไรไม่ถูก
เธอหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ความอ่อนล้าจากการสอบหายไปเป็นปลิดทิ้ง เธอโน้มตัวไปอุ้มช่อดอกไม้ขึ้นมากอดไว้ แล้วสอดตัวเข้าไปนั่งในรถ
ช่วงนี้เขาพัฒนาขึ้นมากจริงๆ รู้จักทำอะไรโรแมนติกเป็นกับเขาด้วย
ถึงจะเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นอวี๋ตงที่คอยเป็นกุนซือชี้แนะอยู่เบื้องหลัง แต่เธอก็มีความสุขอยู่ดี
ฟู่เชียนเชียนที่อุ้มซีเหยาปีนขึ้นมานั่งเบาะหลัง ชะโงกหน้ามาเห็นช่อดอกไม้ในมือซือเนี่ยน ก็ร้องโห่แซวเสียงดังลั่นรถ
“โห... อิจฉาตาร้อน! เมื่อก่อนเห็นมีแต่เธอแจกของให้คนอื่นเขา ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่เธอได้ดอกไม้จากคนอื่นบ้างเนี่ย โลกหมุนกลับหรือไง”
ซือเนี่ยนหันไปค้อนให้เพื่อนหนึ่งวง “...ถ้าพูดดีๆ ไม่เป็นก็เงียบไปเลย”
โจวเยว่เซินเหลือบมองฟู่เชียนเชียนผ่านกระจกมองหลังแวบหนึ่ง
ฟู่เชียนเชียนหน้าเจื่อน รู้ตัวว่าพูดจาไม่เข้าหู รีบยกมือขึ้นทำท่ารูดซิปปิดปากตัวเองแน่น เป็นการขอโทษ
ร้านอาหารของอวี๋ตงนั้นหรูหราอลังการ สมกับเป็นที่ที่คนมีฐานะเท่านั้นจะมาเหยียบได้ อาหารเลิศรสถูกลำเลียงมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ แต่ซือเนี่ยนที่คุ้นชินกับของดีๆ มาตลอด ประกอบกับความอ่อนเพลียและอากาศร้อน ทำให้เธอไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าไหร่ แตะนั่นนิดนี่หน่อยพอเป็นพิธี
กว่าจะกลับถึงบ้านพัก ท้องฟ้าก็มืดสนิท เด็กๆ ทั้งสามคนหลับคอพับคออ่อนกันในรถ ซือเนี่ยนเองก็หาวจนน้ำตาเล็ด ง่วงจนตาแทบจะปิด
พอก้าวขาเข้าบ้าน เธอก็แทบจะล้มตัวลงนอนทั้งชุด เธอเหนื่อยเกินไปแล้ว พลังงานทางใจถูกสูบไปจนหมด ร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างเร่งด่วน
เธอทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม... แล้วดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราทันทีที่หัวถึงหมอน
โจวเยว่เซินที่ตั้งใจจะเข้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้เธอในห้องน้ำ เดินกลับออกมาอีกทีก็พบว่าภรรยาของเขาหลับสนิทไปแล้ว
ซือเนี่ยนหลับลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความกดดันทั้งหมดถูกปลดปล่อย ทำให้แม้แต่ความฝันในคืนนี้ก็ยังหอมหวาน
ก่อนหน้านี้ เธอกลัวว่าจะตื่นไปสอบสาย จึงตั้งนาฬิกาปลุกไว้ทุกวัน แต่เมื่อคืนเธอกลับมาในสภาพที่เหนื่อยเกินกว่าจะนึกถึงเรื่องใดๆ และลืมปิดมัน
เช้าตรู่ของวันต่อมา เสียงนาฬิกาปลุกก็แผดเสียงลั่นห้องไม่เกรงใจใคร
มือใหญ่ที่โอบกอดเอวเธออยู่ขยับออกไปอย่างเชื่องช้า คว้าหมับไปที่นาฬิกาข้างเตียง แล้วกดปิดเสียงที่หนวกหูนั้น
ก่อนที่วงแขนแข็งแรงจะเลื่อนกลับมาโอบกระชับเอวเธอ ดึงร่างนุ่มนิ่มกลับไปกอดไว้แนบอกเหมือนเดิม
แต่ซือเนี่ยนตื่นไปแล้ว
ความตึงเครียดจากการสอบหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ระบบประสาทของเธอยังคงตื่นตัวสูง พอได้ยินเสียงนาฬิกา ร่างกายก็ดีดตัวตื่นโดยอัตโนมัติ
เธอลืมตาโพลง มองไปที่นาฬิกาบนหัวเตียง...
8 โมง 10 นาที!
เธอกระเด้งตัวขึ้นมาทันที ตายแล้ว! จากที่นี่ไปโรงเรียนใช้เวลาตั้งครึ่งชั่วโมง!
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ลุกขึ้นเต็มตัว มือใหญ่ที่วางอยู่บนเอวก็ออกแรงกดเบาๆ ดึงเธอกลับลงไปนอนที่เดิม
มือของเธอถูกกุมไว้ด้วยฝ่ามืออุ่นที่ร้อนผ่าวของเขา
และในตอนนั้นเอง ซือเนี่ยนก็นึกขึ้นได้
...สอบเสร็จแล้วนี่นา
เธอทิ้งตัวกลับลงไปนอนอย่างหมดแรง โธ่เอ๊ย เธอนี่มันนอนจนเบลอไปหมดจริงๆ
เมื่อคืนเธอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ จำได้แค่ว่าคิดจะให้เขาปลุกอาบน้ำ แต่พอล้มตัวลงนอนก็ตัดภาพไปเลย
แน่นอนว่าเธอไม่ได้อาบน้ำ แต่ชุดที่เธอสวมอยู่ตอนนี้คือชุดนอนเนื้อนุ่มสบายตัว
เธอจำได้รางๆ... สัมผัสอุ่นชื้นของผ้าขนหนูที่ซับไปตามใบหน้าและลำคอ กลิ่นสบู่จางๆ ที่คุ้นเคย และปลายคางสากๆ ของเขาที่มักจะมาคลอเคลียแถวหน้าผากเธอบ่อยๆ
ตอนที่พยายามปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือใบหน้าคมคายที่คุ้นเคยของเขานั่นเอง
“ยังง่วงอยู่ไหม” เสียงทุ้มต่ำกระซิบถามอยู่ข้างหู “อยากไปตอนบ่ายหรือเปล่า”
ซือเนี่ยนส่ายหน้าในอ้อมกอดเขา แม้จะอยากซุกตัวนอนต่อใจจะขาด แต่วันนี้มีนัดสำคัญ เธอต้องไปประเมินคะแนนที่โรงเรียน
เมื่อวานแว่วๆ มาว่า พวกนักเรียนที่สอบเสร็จพากันไปฉลองปลดปล่อยกันที่ร้านคาราโอเกะในเมือง เปิดเพลงเสียงดังลั่นกันทั้งคืน
มีแต่เธอเท่านั้นที่อยากสิงอยู่กับเตียงนอน
วันนี้เด็กๆ ต้องไปเรียนตามปกติ โจวเยว่เซินจึงขับรถไปส่งพวกเขาที่โรงเรียนก่อน แล้วจึงวนรถกลับมารับเธอไปส่งที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 2
เมื่อเธอเดินมาถึงห้องเรียนของตัวเอง ก็พบว่าบรรยากาศคึกคักจอแจยิ่งกว่าตลาดสด
นักเรียนเกือบทั้งห้องมากันครบแล้ว แถมยังมีกลุ่มผู้ปกครองมายืนลุ้นออกันแน่นอยู่ที่ระเบียงหน้าห้อง
ทุกคนกำลังจับกลุ่มมุงดูกระดาษคำตอบในมือ เทียบกันข้อต่อข้อ เสียงโต้เถียงดังลั่น
ซือเนี่ยนยืนอยู่ที่ประตู ไม่รู้จักใครเลยสักคน ก็แน่ล่ะ ถึงเธอจะย้ายมาเรียนที่นี่นานแล้ว แต่การมาเหยียบห้องเรียน นี่คือครั้งแรกของเธอ
และแน่นอนว่า ไม่มีใครรู้จักเธอเหมือนกัน
แต่ความสวยของเธอก็โดดเด่นสะดุดตา จนสายตาหลายคู่หันมามองเป็นจุดเดียว โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนชายที่เริ่มสะกิดกันยิกๆ พยักพเยิดหน้ามาทางเธอ
ครูประจำชั้นที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าห้อง พอเห็นซือเนี่ยนก็ตาโต รีบสาวเท้าเข้ามาหาทันที
“อ้าว นักเรียนซือ มาแล้วเหรอ!” เขาทักทายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “มาๆๆ มาตรวจคำตอบกันหน่อยเร็ว มาดูซิว่าจะได้สักเท่าไหร่!”
จากผลการสอบจำลองครั้งก่อนๆ ซือเนี่ยนคือไพ่ตายใบเดียวของโรงเรียน ถ้าการสอบครั้งนี้เธอไม่พลาด เธอก็คือ ‘ม้ามืด’ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2
อาจจะถึงขั้นคว้าตำแหน่งที่หนึ่งของมณฑลมาครองก็ได้!
ถ้าทำได้จริง พวกเขาก็จะได้ผงาดอย่างสมศักดิ์ศรี ตอกหน้าพวกโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ที่เคยดูถูกเหยียดหยามพวกเขาไว้ ให้มันรู้สำนึกไปเลยว่าได้พลาดเพชรเม็ดงามขนาดไหนไป
ครูประจำชั้นทุ่มความหวังทั้งหมดลงบนบ่าของซือเนี่ยน วินาทีนี้เขาไม่สนใจนักเรียนคนไหนอีกแล้ว เขาจูงมือเธอตรงไปที่โต๊ะหน้าห้องอย่างกระตือรือร้น เพื่อเริ่มการประเมินคะแนนที่ทุกคนรอคอย
[จบบท]