บทที่ 397: เดินซื้อของ
ซือเนี่ยนถึงกับเลิกคิ้ว “...หือ?”
“อากาศร้อนแล้วน่ะ” โจวเยว่เซินพูดขึ้นมาอีก
มือที่กำลังโบกพัดกระดาษไปมาของซือเนี่ยนหยุดค้างไปนิดหน่อย ไอร้อนที่อวลอยู่ในรถทำให้เธอรู้สึกเหนียวตัว เธอยกมือขึ้นลูบคาง “นั่นสิคะ ร้อนแล้วจริงๆ ได้เวลาซื้อเสื้อผ้าใหม่แล้ว!”
บางที ข้ออ้างในการชอปปิงมันก็ช่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาแบบนี้เอง
หลักๆ คือเพราะซือเนี่ยนเป็นผู้หญิง สัญชาตญาณรักสวยรักงามและการซื้อของมันอยู่ในสายเลือด ต่อให้มีเสื้อผ้าเต็มตู้ เธอก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีชุดจะใส่
การที่จู่ๆ โจวเยว่เซิน ผู้ชายที่ปกติไม่ค่อยใส่ใจเรื่องพวกนี้มาชวนซื้อเสื้อผ้า ทำเธอประหลาดใจอยู่เหมือนกัน
แต่พอเขาอ้างว่า ‘อากาศร้อน’ ซือเนี่ยนก็ปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวได้เสร็จสรรพ
จริงด้วย ตอนนี้สอบเสร็จแล้ว เธอก็ว่างแล้ว อากาศก็ร้อนตับแลบขนาดนี้ สามีมาอยู่เป็นเพื่อนทั้งที ถ้าไม่ได้จ่ายเงินซื้ออะไรให้ภรรยา เขาคงอึดอัดใจแย่
ซือเนี่ยนยิ้มกว้างทันที “งั้นเราไปซื้อเสื้อผ้ากันค่ะ แล้วก็แวะซื้อพัดลมด้วย อากาศร้อนขนาดนี้ พวกเสี่ยวหานเหงื่อท่วมหัวทุกวันเลย วิ่งเล่นกันทีเหมือนไปอาบน้ำมา”
เธอพูดพลางหันไปสำรวจโจวเยว่เซินอย่างละเอียด เขายังคงอยู่ในชุดเก่งตัวเดิม เสื้อกล้ามสีเทาที่เก่าจนไม่รู้ว่าซื้อมาตั้งแต่ชาติไหน ซักบ่อยจนสีซีดจางไปหมดแล้ว
แดดแรงๆ ยามบ่ายส่องลอดกระจกเข้ามากระทบผิวสีทองแดงของเขาจนขึ้นเงา
ภายนอกเขาดูเหมือนคนผิวหยาบกร้านจากการทำงานหนัก แต่เอาเข้าจริงผิวพรรณเขากลับไม่ได้แย่เลย อาจเพราะทำงานหนักและออกกำลังกายเป็นประจำ ผิวของเขาเลยยังดูกระชับแน่น ไม่มีไขมันส่วนเกิน
ผู้ชายอายุ 31-32 ที่ยังไม่มีร่องรอยความหย่อนคล้อยนี่มัน...
น่าอิจฉาชะมัด
แต่ก็นะ ผิวหนาๆ แบบนี้ การที่มันจะแข็งแรงทนทานก็ไม่แปลก ซือเนี่ยนแอบค่อนขอดในใจ
“นานๆ เราจะได้ว่างพร้อมกัน วันนี้ต้องชอปให้เต็มที่ไปเลย”
โจวเยว่เซินรับคำสั้นๆ “อืม”
เขาบิดกุญแจสตาร์ทรถก่อนเหยียบคันเร่ง ซือเนี่ยนก็เอื้อมมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด รถค่อยๆ เคลื่อนออกจากที่จอด
รถวิ่งตรงมาจนถึงห้างสรรพสินค้า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ วงการบันเทิงเฟื่องฟูมาก ฤดูร้อนถือเป็นช่วงพีคของการโปรโมต ด้านนอกอาคารจึงมีโปสเตอร์โฆษณาสีสันสดใสของดาราหน้าใหม่ติดอยู่ประปราย
รถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของห้าง โจวเยว่เซินหาที่จอดได้ก็ดับเครื่องแล้วก้าวลงจากรถ
ซือเนี่ยนรีบเปิดประตูตามลงไป
โจวเยว่เซินขยับมือจะคว้ามือเธอตามความเคยชินที่ทำเป็นประจำ แต่ซือเนี่ยนกลับชักมือหลบ
ก็มันร้อนนี่นา! ฤดูหนาวตัวเขาก็อุ่นอย่างกับเตาผิง พอมาฤดูร้อนนี่ยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็ก
ฝ่ามือร้อนๆ นั่นแทบจะลวกผิวเธอ
แต่พอเห็นสายตาที่ดูเหมือนจะงงๆ และชะงักไปเล็กน้อยของเขา ซือเนี่ยนก็เผลอยิ้มออกมา เธอเปลี่ยนใจเป็นสอดแขนเข้าไปควงแขนเขาไว้แทน “โจวเยว่เซิน แขนคุณเย็นดีจัง”
พูดไม่พอยังเอาแก้มเนียนๆ ถูไถกับต้นแขนกำยำที่โดนลมเป่าจนเย็นของเขาอย่างออดอ้อน
โจวเยว่เซินอมยิ้มที่มุมปาก เขาดึงสายตากลับมา ปล่อยให้เธอเกาะแขนเดินเข้าห้างไปด้วยกัน ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับใบหน้าทันทีที่ประตูเปิดออก
…
พอสอบเสร็จ ดูเหมือนพวกวัยรุ่นจะออกมาเดินเล่นกันหนาตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เสื้อผ้าคอลเลกชันฤดูร้อนแบบใหม่ๆ ก็ถูกนำมาแขวนโชว์เต็มไปหมด
บางครั้งซือเนี่ยนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมาตรฐานของยุคนี้เท่าไหร่ พวกคนในชนบทก็ช่างหัวโบราณเหลือเกิน แค่เธอใส่กระโปรงยังโดนเอาไปนินทาได้เป็นวันๆ
แต่พอตัดภาพมาที่ในเมือง ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม ที่นี่ทันสมัยสุดๆ ทั้งกางเกงขาสั้นกุด ทั้งเสื้อสายเดี่ยววาบหวิว มีให้เห็นเกลื่อน
คนพวกนี้นี่แหละคือผู้นำเทรนด์แฟชั่นอย่างแท้จริง
เสื้อผ้าสไตล์นี้ ต่อให้ข้ามไปอีกหลายสิบปีในยุคของเธอ ก็ยังไม่ตกยุค
ซือเนี่ยนที่ปกติก็ชอบเสื้อผ้าสีสันสดใสอยู่แล้ว พอได้เข้ามาในสมรภูมิ เธอก็เก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ลากโจวเยว่เซินมุ่งหน้าเข้าร้านเสื้อผ้าทันที
น่าเสียดายที่แถวนี้ไม่มีทะเล ไม่อย่างนั้นเธอคงได้ไปเที่ยวพักผ่อนแล้ว
ความฝันหลังเรียนจบในชีวิตก่อนของเธอ คือการได้ไปเห็นทะเล
อันนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ ในฐานะคนใต้ (ในชีวิตก่อน) ที่โตมากับภูเขา ความโหยหาทะเลจึงฝังลึกในใจ
ซือเนี่ยนเลยระบายความอยากด้วยการซื้อกระโปรงเนื้อผ้าบางเบามาหลายตัว
ในเมื่อในเมืองมีคนใส่กันเยอะแยะ เธอก็ไม่มีอะไรต้องอาย
ติดอยู่เรื่องเดียว คือผิวที่ขาวจัดจนแทบเรืองแสง กับสัดส่วนที่ชัดเจนเกินไปของเธอ ตอนที่เธอเดินออกมาจากห้องลองชุด สายตาของคนรอบข้างเลยพุ่งตรงมาที่เธอจนแทบจะเป็นจุดเดียว
โจวเยว่เซินขมวดคิ้วมุ่นจนยุ่งเหยิงไปหมด เขาไม่ชอบสายตาพวกนั้น
แต่พอเห็นแววตาเป็นประกายและความสุขของเธอ เขาก็ไม่อยากขัดใจ สุดท้ายแล้วถ้าซือเนี่ยนชอบ นั่นคือเรื่องที่สำคัญที่สุด
โจวเยว่เซินกับซือเนี่ยนอายุห่างกันพอสมควร ความคิดบางอย่างย่อมแตกต่าง
ผู้หญิงที่เขาเคยเจอในอดีตล้วนแต่เรียบร้อยสงบเสงี่ยม เขาเลยเผลอคิดไปว่าผู้หญิงทุกคนต้องเป็นแบบนั้น
แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะปฏิเสธตัวตนของเธอเพียงเพราะเธอแตกต่าง
สุดท้าย เขาก็เลยยอมจ่ายเงินซื้อทุกชุดที่เธอเลือก
เขาแอบปลอบใจตัวเองว่า บางทีเธออาจจะซื้อไปใส่ให้เขาดูแค่ที่บ้านก็ได้
พอคิดแบบนี้ อารมณ์ของโจวเยว่เซินก็กลับมาดีขึ้นอย่างน่าประหลาด
…
ทั้งสองหิ้วถุงพะรุงพะรังเดินออกมา พอผ่านโซนเสื้อผ้าผู้ชาย โจวเยว่เซินก็ชะลอฝีเท้าลงนิดหนึ่ง
แต่เขาไม่ได้มองเข้าไปในร้าน กลับจงใจมองไปทางอื่นแทน ทำทีเป็นไม่สนใจ
แน่นอนว่ามีหรือซือเนี่ยนจะไม่เห็น เธอมองตามสายตาที่เขาแอบเหล่ไปเมื่อครู่ รีบดึงแขนเขาทันควัน “โจวเยว่เซิน ดูนั่นสิคะ ร้านเสื้อผ้าผู้ชาย เราแวะดูของคุณบ้างนะ”
โจวเยว่เซินกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน พูดเสียงทุ้ม “ผมไม่จำเป็นต้องซื้อหรอก ของเก่าก็ยังใส่ได้”
ซือเนี่ยนทำเสียงสูงทันที “พูดอะไรแบบนั้นคะ ต้องซื้อสิ ต้องซื้อ เข้าใจไหมคะ? ดูสิคะ เสื้อคุณซีดหมดแล้ว”
โจวเยว่เซินถอนหายใจเบาๆ พยักหน้าอย่างจนใจ “ครับๆ”
พอเข้าร้านมา ซือเนี่ยนก็ตรงไปเลือกแบบที่เธอชอบตามสัญชาตญาณ แต่ไม่นานเธอก็ฉุกคิดได้ว่า ที่เธอชอบ เขาอาจจะไม่ชอบก็ได้ เลยหันมาถาม “โจวเยว่เซิน คุณลองดูหน่อยสิคะ ว่ามีแบบไหนที่คุณชอบไหม?”
โจวเยว่เซินกวาดตามองไปรอบๆ ราวแขวนเสื้อ
แล้วก็ดึงสายตากลับมา “คุณเลือกเลย ผมใส่อะไรก็ได้”
ซือเนี่ยนยู่หน้า “แต่คราวก่อนที่ฉันซื้อให้ คุณแทบไม่ยอมใส่เลยนี่คะ”
โจวเยว่เซินมีท่าทีลำบากใจเล็กน้อย “มันหนาไปหน่อยน่ะ ไว้เดี๋ยวหน้าหนาวค่อยเอามาใส่ครับ”
ซือเนี่ยนนึกตามก็จริง คราวก่อนเธอซื้อแต่แจ็กเกตหนาๆ ให้เขา
จะให้ใส่ทำงานก็คงไม่สะดวก มีแค่ช่วงเทศกาลนั่นแหละ เขาถึงจะหยิบมาใส่ที
ครั้งนี้เป็นเสื้อผ้าฤดูร้อน เธอตั้งใจเลือกแบบลำลองสบายๆ ถ้าซื้อไป เขาน่าจะได้ใส่บ่อยขึ้น
เธอหยิบมาสองสามตัว ยื่นให้เขา “พวกนี้เป็นไงคะ?”
โจวเยว่เซินรับไปพิจารณา เขาไม่ค่อยสันทัดเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาเขาใส่เสื้อผ้าเพื่อใช้งาน ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม
ปกติเวลาซือเนี่ยนซื้อให้ เขาก็แค่รับมา ไม่เคยเลือกเอง
แต่ครั้งนี้ เขากลับตั้งใจมองมันอย่างจริงจัง ก้มลงมองเนื้อผ้า
เขากวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง เสื้อผ้าผู้ชายราคาแพงกว่าเสื้อผ้าผู้หญิง แถมร้านนี้ยังดูหรูหรา เป็นสถานที่ที่ปกติเขาไม่เคยคิดจะเดินเข้ามา
เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่เขาสวมอยู่ ช่างดูแปลกแยกกับที่นี่
เขาสังเกตผู้ชายคนอื่นๆ ที่เดินเข้าออก ส่วนใหญ่ก็แต่งตัวในสไตล์เดียวกับที่ซือเนี่ยนเลือกให้ เขาจึงพยักหน้า “ไปลองดูก็ได้ครับ”
โจวเยว่เซินเป็นคนรูปร่างสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมาตรฐานคนแถบนี้ แถมหุ่นเขาก็ดีมาก ซือเนี่ยนรู้ดีว่าช่วงเอวของเขานั้นทั้งเพรียวทั้งแข็งแรง เวลาเขาถอดเสื้อทีไร เธอแทบคลั่ง
เธอจินตนาการว่าถ้าเขาได้ใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแลคดีๆ ลุคเคร่งขรึมเย็นชานั่นจะออกมาหล่อระเบิดขนาดไหน
แต่ปกติเขาชอบใส่ชุดสบายๆ มากกว่า เพราะรู้สึกว่าการใส่สูทมันอึดอัด เธอเลยไม่ค่อยได้ซื้อแนวนี้ให้
นานๆ ทีสามีจะให้ความร่วมมือขนาดนี้ ซือเนี่ยนเลยจัดเต็ม เลือกเสื้อเชิ้ตมาสารพัดสี
พอเห็นโจวเยว่เซินเดินเข้าห้องลองไป เธอก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ รีบเบียดตัวตามเข้าไป อ้างว่าจะช่วยเขาแต่งตัว
ห้องลองเสื้อที่เล็กอยู่แล้ว พอมีคนเบียดเข้าไปสองคนเลยยิ่งแคบอึดอัด
ปากก็บอกว่าจะช่วยเขาใส่เสื้อ แต่จริงๆ คือแอบฉวยโอกาสลูบไล้กล้ามเนื้อแข็งๆ นั่นไปทั่ว
โจวเยว่เซินยังดูเก้ๆ กังๆ เขาเข้าใจผิดคิดว่าซือเนี่ยนคงกลัวว่าเขาจะใส่เสื้อผ้าแพงๆ แบบนี้ไม่เป็น เลยอาสาเข้ามาช่วย
ดังนั้น ตอนที่มือซนๆ ของเธอสัมผัสไปทั่วแผงอก เขาจึงไม่สงสัยอะไรเลย ปล่อยให้เธอจัดการ
ผิวของโจวเยว่เซินออกสีทองแดงเข้มเพราะตากแดดมานาน
พอใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวล้วน มันเลยยิ่งขับให้ผิวเขาดูคล้ำขึ้น ไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่
แต่พอเปลี่ยนเป็นเชิ้ตสีเทา กับเชิ้ตลายทางเท่านั้นแหละ ออร่าของเขาก็พุ่งขึ้นมาหลายระดับ
ความหล่อกระแทกตาจนซือเนี่ยนแทบจะเลือดกำเดาพุ่ง
เธอลากโจวเยว่เซินออกมาหน้ากระจกบานใหญ่ พูดอย่างตื่นเต้น “ท่านประธานโจว! ท่านประธานโจวคะ ดูสิคะ วันนี้คุณหล่อมาก!”
จาก ‘ผู้จัดการโจว’ คนเดิมที่ใส่แต่เสื้อกล้ามเก่าๆ พอได้สวมเชิ้ตกับกางเกงสแลค เขาก็เลื่อนขั้นเป็น ‘ท่านประธานโจว’ ไปแล้ว
โจวเยว่เซินมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก เขายังนิ่งไปเล็กน้อยเหมือนกัน ไม่คุ้นตากับตัวเองในลุคนี้
พอคนรอบข้างได้ยินซือเนี่ยนเรียกเขาว่า ‘ท่านประธานโจว’ สายตาที่พวกเขามองมาก็เปลี่ยนไป
ยิ่งบวกกับความสูงสง่าและบุคลิกที่ดูน่าเกรงขามอยู่แล้ว พอได้เสื้อผ้าดีๆ มาส่งเสริม ยิ่งทำให้หลายคนมองเขาตาไม่กะพริบ
[จบบท]