บทที่ 398.378: เดินซื้อของ (ต่อ)
พนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหยิบเนคไทหลายเส้นเข้ามาช่วยเสนอ “ท่านประธานโจวคะ ไม่ทราบว่าอยากลองจับคู่กับเนคไทพวกนี้ดูไหมคะ?”
โจวเยว่เซินเพียงปรายตามอง
เขายังไม่ทันจะเอ่ยปากปฏิเสธ ซือเนี่ยนก็พุ่งเข้าไปเลือกแทนเรียบร้อย เธอดึงเนคไทออกมาทีละเส้น สองเส้น แล้วนำมาทาบกับอกเขา
หลังจากทาบสลับไปสลับมาอยู่พักหนึ่ง เธอก็ตัดสินใจได้ว่าสีเทาควันบุหรี่คือสีที่ส่งเสริมเสน่ห์ดิบๆ ของผู้ชายคนนี้ได้ดีที่สุด
ซือเนี่ยนรีบชูมันขึ้น “มาค่ะท่านประธานโจว ก้มหัวลงมาหน่อย”
โจวเยว่เซินโดนล้ออีกรอบ เขาหลุดยิ้มอ่อนใจ แต่ก็ยอมก้มศีรษะลงต่ำแต่โดยดี ให้ความร่วมมือกับเธอในการผูกเนคไทให้
ซือเนี่ยนต้องเขย่งปลายเท้าเล็กน้อยเพื่อที่จะจัดปกเสื้อให้เขาได้ถนัด
โจวเยว่เซินชะงักไปวูบหนึ่ง เขายกแขนข้างหนึ่งขึ้นค้ำผนังไว้ ก้มหน้ามองการกระทำของเธอในระยะประชิด
ซือเนี่ยนตั้งใจผูกเนคไทให้อย่างพิถีพิถัน เธอจงใจไม่ติดกระดุมเม็ดบนสุดให้เขา เพราะรู้ว่าเขาคงอึดอัดและไม่ชินกับการที่คอถูกรัดแน่น
ปกเสื้อที่เปิดอ้าออกเล็กน้อย ทำให้ลูกกระเดือกของเขาขยับเคลื่อนไหวให้เห็นเป็นระยะ
ซือเนี่ยนเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ในที่สุดเธอก็เข้าใจถ่องแท้แล้วว่า อาการของผู้ชายเวลาเห็นสาวสวยมันเป็นยังไง
ปลายนิ้วเรียวขาวของเธอตวัดเส้นเนคไทไปมาอย่างชำนาญ
ไม่นาน เนคไทก็ถูกจัดให้เข้าที่อย่างสวยงาม
โจวเยว่เซินดูออกว่าเธอพอใจกับลุคนี้ของเขามาก
แม้ว่าตัวเขาเองจะรู้สึกขัดๆ เขินๆ กับชุดที่เป็นทางการนี้ แต่อวี๋ตงคงพูดถูก คนที่รสนิยมดีอย่างซือเนี่ยนย่อมมองอะไรต่างจากเขาอยู่แล้ว ในเมื่อเธอบอกว่าชอบ ก็แปลว่าชุดนี้มันคงดูดีจริงๆ
“ท่านประธานโจว ทำไมคุณจ้องฉันแบบนั้นล่ะคะ หรือเพราะว่าฉันสวยเกินไป?”
ซือเนี่ยนเห็นเขาจ้องเธอเขม็งไม่ละสายตา เธอก็อดใจไม่ไหว เอื้อมมือไปเกี่ยวดึงเนคไทที่คอเขาเบาๆ พลางยิ้มยั่ว ขยิบตาให้หนึ่งที “คืนนี้... ไปที่บ้านฉันไหมคะ”
พนักงานสาวที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ แทบจะสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกองกับพื้น
โจวเยว่เซินหัวเราะในลำคอเบาๆ กับท่าทางยั่วยวนของเธอ เขากระซิบตอบ “ครับ”
ซือเนี่ยนจัดการเลือกชุดสูทสีที่แตกต่างกันอีกสองสามชุด แต่เพราะรู้ว่าเขาคงไม่ได้ใส่บ่อย เธอจึงไม่ได้ซื้อตุนไว้เยอะ
ตอนที่โจวเยว่เซินกำลังจะควักเงินจ่าย เธอก็รีบชิงตัดหน้ายื่นเงินให้พนักงานก่อน
ถึงแม้จะมีคำโบราณ (ในยุคของเธอ) ว่าไว้ว่า ‘ใช้เงินเพื่อผู้ชายจะโชคร้ายไปตลอดชาติ’ แต่ความรักมันคือการให้และการรับทั้งสองฝ่าย ถ้าจะให้เขาเป็นฝ่ายจ่ายอยู่ตลอด มันก็ดูเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป
โจวเยว่เซินก็ไม่ได้ห้าม เพราะเขารู้ดีว่าคลังสมบัติส่วนตัวเล็กๆ ของซือเนี่ยนนั้นมีเก็บไว้ไม่น้อยเลย
แต่แน่นอน เขาก็ไม่คิดจะแฉเธอให้เสียหน้า
…
เมื่อซื้อเสื้อผ้าเสร็จ ทั้งสองก็แวะไปแผนกเด็กเพื่อเลือกชุดรับร้อนให้ลูกๆ ทั้งสามคน แล้วก็เลยไปแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อซื้อพัดลมอีกหลายตัว กว่าจะครบก็แทบหอบไม่ไหว
ของที่ซื้อมาทั้งหมดกองโตจนยัดแน่นเต็มท้ายรถ
แต่สิ่งที่ทำให้ซือเนี่ยนแปลกใจก็คือ โจวเยว่เซินไม่ได้ขับรถกลับบ้าน เขากลับขับอ้อมไปอีกทางซึ่งไกลออกไป
รถมาจอดสนิทที่หน้าร้านทำผมแห่งหนึ่ง เขาถึงหันมาพูด “เนี่ยนเนี่ยน รอผมแป๊บนึงนะ ผมจะเข้าไปตัดผม”
ซือเนี่ยนกวาดตามองร้านทำผมสไตล์ย้อนยุคตรงหน้า แล้วยกมือขึ้นลูบปลายผมตัวเอง “ฉันก็อยากตัดเหมือนกันค่ะ แล้วก็อยากดัดผมด้วย”
พูดจบเธอก็หันมาถามเขาเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ “คุณว่า... ถ้าฉันทำผมลอน มันจะดูดีไหมคะ?”
โจวเยว่เซินนิ่งคิด ปกติเวลาเธอปล่อยผมตรงจะให้ความรู้สึกที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ แต่บางครั้งเวลาเธอรวบผมแล้วมีปอยผมหลุดลุ่ยลงมาเล็กน้อย โดยเฉพาะตอนที่เธออยู่ในชุดนอน มันช่างดูเซ็กซี่และมีเสน่ห์จนเขาแทบละสายตาไม่ได้
เขาเริ่มลังเลใจนิดหน่อย
แต่แล้วก็ได้ยินเธอพึมพำต่อ “แต่... ดัดผมลอนมันจะทำให้ดูแก่หรือเปล่าคะ? ฉันกลัวมันจะดูเป็นผู้ใหญ่เกินไป”
โจวเยว่เซินรีบสวนกลับทันควัน “ไม่หรอกครับ ดูดีแน่นอน”
ยุคนี้ทรงผมที่ฮิตที่สุดคือผมลอนคลื่นใหญ่ๆ ผมของซือเนี่ยนตอนนี้ก็ยาวและตรงมาก เธอก็อยากจะลองเปลี่ยนลุคตามสมัยนิยมดูสักครั้ง
อีกอย่าง พื้นฐานหน้าตาของเธอจัดอยู่ในประเภทสวยคม สวยจัดจ้าน การทำผมลอนใหญ่จะยิ่งขับความเซ็กซี่ออกมา
และที่สำคัญ มันทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย
ทีนี้ เวลาเดินไปไหนมาไหนกับเขา คนจะได้เลิกทักว่าเธอเป็นลูกสาวเขาสักที
เมื่อเห็นสามีสนับสนุนเต็มที่ขนาดนี้ เธอก็ไม่รอช้า ตัดสินใจทำทันที
จริงๆ แล้ว โจวเยว่เซินแทบไม่เคยเข้าร้านทำผมแบบนี้เลย
ถ้าไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าทรงผมตอนนี้มันเริ่มยาวจนดูไม่ดี เขาก็คงไปร้านแผงลอยข้างทางให้เขาไถเกรียนเหมือนทุกที
แต่ผมที่สั้นเกรียนเกินไปมันก็ดูไม่ค่อยหล่อเท่าไหร่ เขาเลยยอมมาร้านทำผมดีๆ
ร้านนี้ก็เป็นร้านที่อวี๋ตงกับพวกเพื่อนๆ เคยแนะนำไว้
ก่อนหน้านี้โจวเยว่เซินไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้ ตอนขับรถผ่าน อวี๋ตงแค่พูดเปรยๆ ขึ้นมา แต่วันนี้ไม่รู้ทำไมเขาถึงนึกถึงร้านนี้ขึ้นมาได้ แล้วก็ขับตรงมาที่นี่
ซือเนี่ยนยังอยากทำเล็บด้วย แต่ยุคนี้ยังไม่มีบริการแบบนั้น เธอเลยแวะซื้อยาทาเล็บติดมือมาด้วย กะว่ากลับไปจะทาเอง
เธอชอบสีสดๆ อยู่แล้ว เลยกวาดมาทั้งสีชมพูกุหลาบ สีแดงสด และสีอื่นๆ อีกหลายขวด
การตัดผมของโจวเยว่เซินนั้นง่ายมาก เพราะผมเขาไม่ได้ยาวอยู่แล้ว เลยทำทรงอะไรมากไม่ได้
พอช่างตัดผมถามว่าเขาอยากได้ทรงไหน เขาก็แค่หันไปมองซือเนี่ยน
ช่างตัดผมเห็นสายตานั้นก็เข้าใจในบัดดล รีบเดินอ้อมมาถามความเห็นของซือเนี่ยนแทน
จริงๆ ซือเนี่ยนคิดว่าทรงผมสั้นเกรียนแบบทหารที่เขาชอบตัดก็หล่อดีอยู่แล้ว แต่มันดูเถรตรงและทื่อเกินไปหน่อย
เธอนั่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกถึงทรงผมสั้นเท่ๆ ของเฉินกวานซี ไอดอลในดวงใจของเธอขึ้นมาได้
เธอจึงรีบอธิบายลักษณะทรงผมนั้นให้ช่างฟัง
ผมสั้นของผู้ชายมันก็มีอยู่ไม่กี่ทรง ทรงที่เธออธิบายก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ช่างจึงเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ช่างยิ้มกว้าง พยักหน้ารับคำทันทีว่า “ได้เลยครับ จัดให้”
ซือเนี่ยนถูกพาไปสระผม จากนั้นเจ้าของร้านก็ลงมือม้วนแกนดัดผมให้เธอด้วยตัวเอง
ผมของเธอทั้งหนาและยาวมากอยู่แล้ว ซือเนี่ยนเลยให้ช่างเล็มปลายออกเล็กน้อย
เจ้าของร้านยืนยันว่าถ้าดัดเป็นลอนคลื่นใหญ่จะต้องออกมาสวยมากแน่ๆ ตอนที่เลือกแบบ เธอก็เอาแต่พูดว่า “สวยแน่นอนค่ะ เชื่อมือเจ๊”
การดัดผมใช้เวลานานกว่าที่คิด โจวเยว่เซินตัดผมเสร็จตั้งนานแล้ว ก็นั่งรอเธออยู่ที่เก้าอี้ข้างๆ
ซือเนี่ยนเริ่มเบื่อ เลยหยิบขวดยาทาเล็บที่เพิ่งซื้อมาออกมา แล้วเริ่มสอนโจวเยว่เซินว่าต้องทายังไง
โจวเยว่เซินก็ว่าง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เธอพูดอะไรเขาก็ฟังทั้งหมด เขาตั้งอกตั้งใจบรรจงทาเล็บให้เธออย่างจริงจัง
อย่าตัดสินคนที่ภายนอกว่าเขาดูไม่น่าจะทำงานละเอียดอ่อนแบบนี้ได้ ความจริงแล้วผู้ชายคนนี้ฉลาดเป็นกรด ซือเนี่ยนสอนแค่รอบเดียวเขาก็ทำเป็น แถมยังทำได้ดีมากด้วย เขาใจเย็น ค่อยๆ ทาอย่างระมัดระวัง ไม่ทาเลอะขอบเล็บเธอเลยแม้แต่น้อย และยังทาได้เรียบเนียนกริบ
พอกระบวนการดัดผมของซือเนี่ยนเสร็จสิ้น นิ้วทั้งสิบของเธอก็ถูกแต่งแต้มสีสันจนครบ สีชมพูกุหลาบสดขับให้มือของเธอยิ่งดูขาวผ่องและเรียวยาว สวยงามจนน่าตะลึง
โจวเยว่เซินไม่เคยเห็นใครทาเล็บสีฉูดฉาดแบบนี้แล้วออกมาดูสวยประณีตขนาดนี้มาก่อน ปกติสีจัดๆ แบบนี้ ถ้าทาไม่ดีจะทำให้ดูสกปรกและไร้รสนิยมได้ง่ายมาก
แต่พอมันมาอยู่บนเล็บของซือเนี่ยน แม้แต่เฉดสีธรรมดาๆ ก็ยังดูหรูหราขึ้นมาทันที
แหวนแต่งงานบนนิ้วนางของเธอยิ่งส่องประกายตัดกับสีเล็บ
มิน่าล่ะ เธอถึงได้ชอบสีสันสดใสนัก มันช่างเข้ากับเธอจริงๆ
โจวเยว่เซินกุมมือเธอไว้ในอุ้งมือของเขา ชื่นชมไม่ยอมวาง แม้ว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมปล่อย
ต้องยอมรับว่าฝีมือการทำผมของคนยุคนี้เป็นของจริง ไม่เหมือนในอนาคตที่หลายร้านทำแบบขอไปที
หลังจากซือเนี่ยนล้างน้ำยาและแกะแกนออก ลอนผมของเธอก็โค้งมนสวยงามทันที
แทบไม่ต้องเป่าไดร์จัดทรงอะไรเป็นพิเศษเลย แค่ปล่อยให้มันแห้งเอง ลอนก็ยังดูเงางามและมีน้ำหนัก
ผมลอนยิ่งขับให้ใบหน้าของเธอดูเล็กเรียว และยังเสริมบุคลิกให้เธอดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากขึ้น
กว่าทั้งสองจะจัดการตัวเองเสร็จและขับรถกลับถึงบ้าน เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงบ่ายคล้อย
สรุปว่าวันนี้พวกเขาใช้เวลาเดินเล่นอยู่ข้างนอกเกือบทั้งวัน
ณ บ้านตระกูลซือ
หลินซือซือกลับมาถึงบ้านหลังจากไปประเมินคะแนนสอบมา เธออยู่ในอารมณ์ที่ดีมาก
แม้คะแนนภาษาอังกฤษของเธอจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่คะแนนวิชาอื่นกลับออกมาดีเยี่ยม
อย่างน้อยที่สุด เธอก็สอบติดมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน
แถมยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในมณฑลเสียด้วย
แม้ว่าจะยังไม่สูงเท่าที่เธอคาดหวังไว้ แต่สำหรับคนที่ชาติก่อนไม่มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัยเลยอย่างเธอ การสอบติดมหาวิทยาลัยได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
อีกอย่าง การที่เธอเรียนอยู่ในมณฑล ก็ถือว่าอยู่ใกล้ สะดวกต่อการสานสัมพันธ์กับฟู่หยาง
ในขณะที่ซือเนี่ยน ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็คงได้แค่มหาวิทยาลัยทั่วไป เธอได้ยินมาว่าขนาดฟู่เชียนเชียนยังสอบไม่ติดเลย ซือเนี่ยนก็แค่เก่งภาษาอังกฤษเท่านั้นแหละ
แถมเธอยังทิ้งการเรียนไปตั้งหนึ่งปีเต็ม และที่สำคัญคือไม่มีความทรงจำจากชาติที่แล้วเหมือนเธอ ไม่มีทางสู้เธอได้แน่นอน
ต่อให้สอบติดจริงๆ อย่างมากก็ได้แค่วิทยาลัยอนุปริญญา หรือมหาวิทยาลัยระดับล่างๆ เท่านั้นแหละ
ยังไงซะ เธอก็มีแต้มต่อจากการเกิดใหม่ ไม่มีทางที่เธอจะด้อยกว่าซือเนี่ยน
หลินซือซือรีบแจ้งข่าวดีนี้ให้ทุกคนในบ้านรู้ แม้ว่าผลคะแนนอย่างเป็นทางการจะยังไม่ออก แต่คนตระกูลซือก็ตื่นเต้นจนเริ่มวางแผนจัดงานเลี้ยงฉลองกันแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ที่อีกฟากของเมือง โจวเยว่เซินก็กำลังวางแผนจัดงานเลี้ยงเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาทานข้าวที่บ้านเช่นกัน
แม้ว่าผลคะแนนของซือเนี่ยนจะยังไม่ออก แต่เขาก็ได้โทรศัพท์แจ้งข่าวไปยังฝั่งตระกูลหลินและคนอื่นๆ ที่เขารู้จักไว้ล่วงหน้าแล้ว
[จบบท]