บทที่ 399: ประกาศผลคะแนน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางบ้านตระกูลหลินโทรศัพท์มากำชับไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว
ยังไงซือเนี่ยนก็เป็นลูกสาวแท้ๆ พวกเขาเองก็ลุ้นจนตัวโก่งว่าผลสอบของเธอออกมาเป็นยังไง
ถ้าได้รู้ผลเร็วหน่อย ก็จะได้รีบเตรียมตัวเดินทางมาฉลองด้วยกัน
แต่คนที่กำลังเตรียมตัวหลังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจบลง ไม่ได้มีแค่ครอบครัวของเธอ
ขนาดสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่ฟางฮุ่ยทำงานอยู่ยังได้กลิ่นข่าววงในมาเหมือนกัน พวกเขากำลังเตรียมทีมไปดักรอสัมภาษณ์พวกหัวกะทิในวันที่ประกาศผลคะแนน
ฟางฮุ่ยคือหนึ่งในนักข่าวที่โดนส่งตัวไปทำภารกิจนี้
เอาตามตรง เธอไม่อยากไปเลยสักนิด ก็เพราะในปักกิ่งน่ะมีคนเก่งๆ ระดับอัจฉริยะอยู่เต็มไปหมด พวกที่ได้คะแนนสูงสุดจากทั่วประเทศก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่นจนเป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นน่าตื่นเต้นตรงไหน
แต่เมืองเล็กๆ ที่เธออยู่นี่สิ มันต่างกัน
แค่มีเด็กสักคนสองคนสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวหรือมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ ก็ทำท่าเหมือนอยากจะแห่แหนป่าวประกาศไปทั่วโลก
ทำเป็นเรื่องใหญ่โต
มันให้ความรู้สึก... บ้านนอกสิ้นดี
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เธอทำงานอยู่ที่นี่ ถึงจะเบื่อหน่ายแค่ไหน ก็ต้องจำใจไปทำตามหน้าที่
ระหว่างที่กำลังหัวหมุนอยู่กับงาน ก็มีคนส่งจดหมายมาให้ฟางฮุ่ยที่ออฟฟิศ
พอเปิดอ่านเนื้อความข้างใน ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความดีใจ
พอกลับมาถึงบ้านพัก เธอเหลือบไปเห็นว่าบ้านตระกูลซือที่อยู่ติดกันวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ
จริงอยู่ที่ฟางฮุ่ยกับซือเนี่ยนไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ แต่เพราะทั้งคู่เป็นคนฉลาดเหมือนกัน ปกติจึงต่างคนต่างเลี่ยงที่จะปะทะกันตรงๆ บางทีเจอกันก็ทำเป็นมองไม่เห็นอากาศธาตุไป
ความสัมพันธ์เลยไม่ถึงกับแตกหักจนมองหน้ากันไม่ติด เพราะยังไงซะก็เป็นเพื่อนบ้านที่ต้องเจอหน้ากันอยู่ทุกวัน
ฟางฮุ่ยไม่ได้ชอบซือเนี่ยนเลยสักนิด แต่เธอก็ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับใคร แถวนี้ก็มีบ้านอยู่แค่ไม่กี่หลัง นอกนั้นก็เป็นพวกที่พักคนงาน ซึ่งคนแถบนั้นเธอไม่อยากไปสุงสิงด้วยเลยสักนิดเดียว เป้าหมายเดียวที่เธออยากจะสานสัมพันธ์ด้วยคือครอบครัวตระกูลเจี่ยง
แต่ก็นั่นแหละ โชคร้ายที่บ้านตระกูลเจี่ยงดันไปสนิทสนมกลมเกลียวกับซือเนี่ยนเสียอย่างนั้น
ถ้าเธอเลือกที่จะแตกหักกับซือเนี่ยนเมื่อไหร่ ตระกูลเจี่ยงก็คงไม่ญาติดีกับเธอไปด้วย เธอนึกภาพออกเลยว่าชีวิตที่นี่ของเธอหลังจากนั้นจะอึดอัดขนาดไหน
ช่วงนี้ซือเนี่ยนไม่ได้ไปโรงเรียนแล้ว เธอได้ยินข่าวมาแว่วๆ ว่า ซือเนี่ยนไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ฟางฮุ่ยไม่เข้าใจจริงๆ แต่งงานมีลูกมีสามีแล้ว จะดิ้นรนไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกทำไม
หรือคิดว่าสอบครั้งที่แล้วไม่ติด ครั้งนี้จะสอบติดขึ้นมาหรือไง
เธอเคยชินกับการเห็นคนเก่งๆ ระดับหัวกะทิที่ปักกิ่งมานับไม่ถ้วน และเธอก็คาดหวังให้ลูกชายของเธอต้องเก่งกาจแบบนั้นเหมือนกัน พอได้ยินเรื่องของซือเนี่ยนเข้า ฟางฮุ่ยเลยรู้สึกดูแคลนมาตรฐานของโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศแห่งนี้ขึ้นมาตงิดๆ
อุตส่าห์ได้ยินมาว่าที่นี่มีด็อกเตอร์จบจากเมืองนอกมาคุม แถมยังเป็นโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศแห่งเดียวในย่านใจกลางเมือง เธอถึงยอมทุ่มเทส่งลูกชายมาเรียน
ใครจะไปนึกว่าครูสอนภาษาอังกฤษอย่างซือเนี่ยน จะเป็นแค่คนที่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
ฟางฮุ่ยสะบัดความคิดนั้นทิ้งพลางเบือนหน้าหนีอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ก็มีคนเอาจดหมายอีกฉบับมาส่งให้ คราวนี้มีเงินปึกหนึ่งสอดไส้มาด้วย
การได้รับจดหมายสองฉบับติดๆ กันทำให้ฟางฮุ่ยอารมณ์ดีขึ้นมามาก ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยจบไปแล้ว ก็แปลว่าพวกมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มปิดเทอมกันแล้ว มิน่าล่ะ 'ผู้ชายคนนั้น' ถึงเพิ่งจะยอมตอบจดหมายเธอกลับมา
เขาเองก็คงใกล้จะเคลียร์งานเสร็จแล้วสินะ
ฟางฮุ่ยไม่อยากทนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ล้าหลังแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อเคยได้เห็นโลกที่เจริญกว่า มันก็ยากที่จะทำใจยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่
ยิ่งได้จดหมายตอบกลับจากเขาคนนั้น ไฟในใจของเธอก็ยิ่งลุกโชน มันทั้งร้อนรนและอยากจะไปจากที่นี่เต็มที
ที่โรงเรียนประถมเองก็เริ่มเข้าสู่ช่วงสอบกลางภาคแล้ว
ฟางป๋อเหวิน ลูกชายของเธอ อยู่ในภาวะกดดันหนักมาหลายวันจนจับไข้เป็นหวัด
เด็กชายไอแค่กๆ ไปด้วยขณะที่ก้มหน้าก้มตาทำการบ้าน
ตอนที่ฟางฮุ่ยกลับมาถึงบ้าน ป้าจาง พี่เลี้ยงที่เธอจ้างไว้ กำลังง่วนอยู่ในครัว
พอพี่เลี้ยงเห็นเธอ ก็รีบปรี่เข้ามายิ้มแย้มทักทาย
ช่วงนี้ฟางฮุ่ยยุ่งตัวเป็นเกลียว ไหนจะงานที่ได้รับมอบหมาย ไหนจะต้องออกไปพบปะผู้คน ตกค่ำก็กลับดึกดื่น
นั่นทำให้เธอไม่มีเวลาไปนั่งเฝ้าลูกชายที่สนามสอบเหมือนเคย
เธอทั้งกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดเหมือนคราวก่อน และก็กลัวว่าเจ้าลูกชายตัวดีจะแอบหนีไปเที่ยวเล่นอีก เธอเลยต้องกัดฟันยอมจ่ายเงินก้อนโตจ้างพี่เลี้ยงมาดูแล
จ้างมาทั้งทำกับข้าว รับส่งที่โรงเรียน คุมการบ้านสารพัด
ฟางฮุ่ยยอมรับว่ามันทำให้เธอสบายใจขึ้นเยอะ
“ป๋อเหวินล่ะ”
ป้าจางยิ้มกว้าง “อยู่บนห้องหนังสือค่ะ กำลังอ่านหนังสืออยู่เลย ดิฉันทำตามที่คุณสั่งเป๊ะๆ 16:30 น. เลิกเรียน 17:00 น. ถึงบ้านปุ๊บก็ซ้อมเปียโนครึ่งชั่วโมง 18:00 น. ทำการบ้าน 18:30 น. กินข้าวเย็น พักสิบนาที แล้วก็เริ่มอ่านหนังสือ 20:00 น. ทบทวนที่ครูสอน 21:00 น. ตรงปุ๊บก็ขึ้นเตียงนอนเลยค่ะ”
เพราะเป็นช่วงสอบกลางภาค ฟางฮุ่ยเลยบอกให้ครูสอนพิเศษหยุดมาสอนไปก่อน
ช่วงนี้จะได้ไม่ต้องมา ให้ลูกชายได้พักสมองบ้าง
ฟางฮุ่ยพยักหน้าอย่างพอใจ
ป้าจางถามยิ้มๆ “คุณจะขึ้นไปดูลูกชายหน่อยไหมคะ”
ฟางฮุ่ยก้มมองเงินปึกหนาในมือ ก่อนจะส่ายหัว “ไม่ล่ะ ฉันแค่แวะกลับมาดูแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ต้องไปอีกแล้ว คืนนี้ฉันมีนัดกินข้าว อาจจะกลับดึกเลย ถ้าป๋อเหวินนอนแล้วเธอก็กลับบ้านได้เลยนะ”
ป้าจางรีบพยักหน้ารับคำ พอฟางฮุ่ยเดินลับประตูออกไป เสียงโทรศัพท์ในบ้านก็ดังขึ้น
พี่เลี้ยงรีบไปรับสาย ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไร แต่เธอก็วางหูแล้วเดินยิ้มออกจากวิลล่าไปเงียบๆ
ฟางป๋อเหวินนั่งทำการบ้านจนเสร็จ กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยมาจากบ้านตระกูลโจวข้างๆ
ท้องของเขาร้องโครกครากเสียงดัง เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่ป้าจางก็ยังไม่มาเรียกเขากินข้าวเสียที เด็กชายเริ่มหิวจนทนไม่ไหว เขาค่อยๆ ไถลตัวลงจากเก้าอี้ เอามือป้อมๆ ปิดปากที่กำลังไอ แล้วเดินต็อกแต็กๆ ลงไปข้างล่าง
“แค่ก แค่ก... ป้าจางครับ ข้าวเย็นยังไม่เสร็จอีกเหรอครับ”
เขาตะโกนเรียกอยู่สองสามที แต่บ้านทั้งหลังก็ยังเงียบกริบ ป๋อเหวินเดินคอตกเข้าไปในครัว แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
เด็กชายยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง เขาเขย่งตัวเปิดตู้เย็น ในนั้นมีทั้งผักทั้งไข่ แต่เขาทำอาหารไม่เป็นเลยสักอย่าง แต่เขาก็หิวเหลือเกินแล้ว เขาเลยไปรื้อเอาขนมปังแผ่นที่แม่ใช้กินเป็นอาหารเช้าเมื่อเช้าออกมากิน
จริงๆ เขาไม่ชอบรสชาติของขนมปังแผ่นจืดชืดนี่เลย แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเลือก เขาพยายามรินน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบใส่แก้ว แล้วยกขึ้นดื่มอึกๆ เพื่อให้ขนมปังฝืดๆ มันผ่านลงคอไปได้
ความเย็นเฉียบแล่นไปทั่วท้อง
ภาพของเครปไข่ร้อนๆ ที่ถืออยู่ในมือเมื่อเช้าวันนั้นก็แวบเข้ามาในหัว
...
วันรุ่งขึ้นในห้องสอบ เสียงไอแค่กๆ ดังขึ้นมาเป็นระยะ
ครูคุมสอบถึงกับต้องขมวดคิ้ว เดินตรงเข้ามาถามอาการ
“นี่เธอ ไม่เป็นอะไรแน่นะ”
ฟางป๋อเหวินไอจนหน้าดำหน้าแดง แต่ก็ยังพยักหน้ายืนยันว่าไม่เป็นไร
โจวเจ๋อตงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เอียงคอมองนิดหนึ่ง
เขาได้ยินเสียงป๋อเหวินไอมาตั้งแต่วันสอบเมื่อวานแล้ว
ไม่ยักรู้ว่าวันนี้อาการจะหนักกว่าเดิม
เด็กชายละสายตากลับมาสนใจข้อสอบบนโต๊ะตัวเองต่อ
วันนี้ซือเนี่ยนเป็นคนมารับเด็กแฝดทั้งสองคนที่มาสอบกลางภาคด้วยตัวเอง ช่วงนี้เธอว่างสุดๆ เพราะอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องเตรียมบทเรียน ไม่ต้องตรวจการบ้าน มันช่างเป็นชีวิตที่สบายจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาโรงเรียนหลังจากไปทำผมทรงใหม่มา เธอยังอุตส่าห์บรรจงแต่งหน้ามาเบาๆ กะว่าวันนี้จะต้องเป็นคุณแม่ที่สวยเด้งที่สุดในบรรดาผู้ปกครองทั้งหมด
และก็เป็นอย่างที่คิด ท่ามกลางฝูงชนผู้ปกครองที่มารอลูก ซือเนี่ยนโดดเด่นสะดุดตาที่สุด
เธอไม่ได้แต่งตัวเว่อร์วังอะไรเลย แต่กลับทำให้คนหยุดมองไม่ได้
ซือเนี่ยนบังเอิญเจอแม่ของหยวนหยวน คนที่ลูกชายของเธอเคยมีเรื่องมีราวกับโจวเจ๋อตงมาก่อน
“อุ๊ยตาย คุณแม่สุดหล่อนี่นา ฉันเกือบจำไม่ได้แน่ะ! ทำไมแป๊บเดียวไม่เจอกัน สวยขึ้นขนาดนี้ล่ะคะเนี่ย”
ซือเนี่ยนยืนงง “คุณแม่สุดหล่อ?”
แม่ของหยวนหยวนรีบหัวเราะแก้เก้อ “อุ๊ยๆ โทษทีค่ะ พูดผิด ต้องเป็นคุณแม่เสี่ยวตงสิ”
ซือเนี่ยน: “...”
พูดจบแม่ของหยวนหยวนก็เอื้อมมือมาแตะผมลอนของเธอเบาๆ อย่างชื่นชม สายตาก็จับจ้องไปที่ลิปสติกบนปาก แล้วก็เหลือบไปมองเล็บที่ทาสีสวยของซือเนี่ยนอย่างปิดไม่มิด
สวยอะไรเบอร์นี้
สวยกว่าดาราในทีวีอีก!
เมื่อกี้ตอนที่เธอเดินมา แม่ของหยวนหยวนก็มองไม่วางตาแล้ว ยังแอบคิดอยู่เลยว่าผู้ปกครองบ้านไหนนะ สวยจัง ที่แท้ก็เป็นคุณแม่ของสุดหล่อ เพื่อนร่วมโต๊ะของลูกสาวเธอนี่เอง
เฮ้อ... บ้านนี้เขากรรมพันธุ์ดีกันทั้งบ้านจริงๆ
“คุณแม่ไปทำผมร้านไหนมาเหรอคะ สวยมากเลย ลอนสวยเป๊ะ”
“แล้วลิปสติกนี่สีอะไรคะ ทาแล้วหน้าสว่าง ขับผิวสุดๆ”
“ส่วนเล็บนี่ ไปทำร้านไหนมาเหรอคะ”
ซือเนี่ยนเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ของอีกฝ่าย เหมือนคนที่กำลังจดจ่อรอลิงก์สินค้าไม่มีผิด เธอเลยยิ้มบางๆ ตอบไปว่า “อ๋อ ทำร้านทำผมแถวนี้แหละค่ะ ลิปสติกสีเชอร์รี่ ส่วนเล็บฉันทาเองค่ะ”
“จริงๆ คุณก็ผิวขาวนะคะ ทาสีนี้ก็น่าจะเข้ากับคุณเหมือนกัน”
แม่ของหยวนหยวนทำท่าเขินอาย “เหรอคะ มันจะไม่ดูแรด เอ๊ย ดูแรงไปหน่อยเหรอคะ”
“ไม่หรอกค่ะ”
แม่ของหยวนหยวนเป็นคนรูปร่างท้วมหน่อยๆ ดูมีน้ำมีนวลสมบูรณ์พูนสุข
ผิวพรรณก็ขาวผ่อง ดูท่าทางที่บ้านก็น่าจะมีฐานะดีพอสมควร
พอได้ยินซือเนี่ยนว่าอย่างนั้น แม่ของหยวนหยวนก็ยิ้มหน้าบานทันที เธอรีบตรงเข้ามาควงแขนซือเนี่ยนอย่างสนิทสนม บอกว่าเธอเนี่ยตาถึงจริงๆ รสนิยมดีมาก ไว้วันหลังต้องนัดกันไปเดินชอปปิงซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน
[จบบท]