บทที่ 400: วันที่การสอบสิ้นสุด
คุยไปคุยมา เธอก็วกกลับมาถามเรื่องผลการเรียนของลูกชายซือเนี่ยนจนได้
“ฉันได้ยินมาหมดแล้วล่ะค่ะ ว่าก่อนหน้านี้ลูกชายคุณเจอเรื่องมาเยอะเหมือนกัน แถมหยวนหยวนลูกสาวฉันก็กลับมาเล่าให้ฟัง ว่าเสี่ยวตงเขาย้ายไปอยู่ห้องอัจฉริยะแล้ว... เฮ้อ คิดแล้วก็น่าเสียดายจัง”
ซือเนี่ยนเลิกคิ้ว “น่าเสียดายเหรอคะ”
แม่ของหยวนหยวนรีบยกมือตะครุบปากตัวเองทันควัน
โธ่เอ๊ย เธอจะเผลอพูดออกไปได้ยังไงว่าเธอหมายตาลูกชายบ้านนี้ไว้ อยากจะจองตัวไว้เป็นลูกเขยตั้งแต่แรกเห็น
แต่ความจริงมันก็ตอกย้ำว่า ลูกสาวเธอมันซื่อบื้อเกินไป นี่โรงเรียนเปิดมาครึ่งเทอมแล้ว ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหนเลย
อุตส่าห์วาดฝันไว้ว่า ตอนนี้เด็กๆ ยังเล็ก เรื่องสวยเรื่องหล่อคงยังไม่สำคัญเท่าไหร่ ไม่แน่อาจจะมีเจ้าชายขี่ม้าขาวที่ไหนตาถั่วมาถูกใจลูกสาวเธอบ้าง จับคู่เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเธอจะได้หมดห่วง ไม่ต้องกลัวว่าลูกสาวจะไปคว้าผู้ชายไม่ดีที่ไหนมาเป็นสามี
แต่ความฝันก็คือความฝัน ความจริงมันช่างโหดร้าย
เธอรีบชวนเปลี่ยนเรื่องทันที “เออจริงสิ ได้ยินว่าคุณลาออกจากโรงเรียนแล้วเหรอคะ เห็นว่าไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยอะไรนี่ใช่ไหม คุณไปสอบมาจริงๆ เหรอ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ
“แล้ว... เป็นไงบ้างคะ”
ซือเนี่ยนยิ้มบางๆ “ก็พอทำได้ค่ะ”
แม่ของหยวนหยวนตาลุกวาว “โอ้โห ความสามารถของคุณน่ะ ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งบาง ทุกคนชมเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณสอนเก่งขนาดนี้ ยังไงก็ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ แน่นอน ไว้ถ้าผลคะแนนออกเมื่อไหร่ แล้วจัดงานฉลอง อย่าลืมชวนฉันด้วยนะคะ ฉันอยากไปร่วมยินดีด้วย ไปขอแบ่งโชคดีๆ มาบ้าง”
ซือเนี่ยนรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อยกับความกระตือรือร้นนี้ ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบไปว่าถ้ามีโอกาสจริงๆ จะเรียนเชิญแน่นอนค่ะ
ทั้งสองคนยืนคุยกันสัพเพเหระจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่
เสียงออดดังขึ้น เด็กๆ ที่สอบเสร็จแล้วเริ่มทยอยเดินออกมาจากอาคารสอบ
ซือเนี่ยนมองเห็นลูกชายคนโตของเธอเดินปะปนออกมาในกลุ่มแรกๆ
โจวเจ๋อตงสะพายกระเป๋าเดินตรงมาหาเธอ แล้วเรียกเสียงเรียบ “คุณแม่ครับ”
ซือเนี่ยนที่กำลังคุยกับแม่ของหยวนหยวนจนคอแห้งผากแทบจะเป็นลม จริงๆ แล้วเธอไม่ค่อยถูกชะตากับคนประเภทที่เข้ามาตีสนิทเก่งๆ แบบนี้เท่าไหร่เลย จะไม่คุยด้วยก็กลัวจะเสียมารยาท แต่พอยิ่งตอบ อีกฝ่ายก็ยิ่งชวนคุยไม่หยุด เหมือนมีเรื่องให้อยากรู้ไปเสียหมด
แค่ยืนคุยด้วยแป๊บเดียวก็เหนื่อยจะแย่แล้ว
พอได้ยินเสียงลูกชายเรียก เธอก็เหมือนได้ระฆังช่วยชีวิต รีบถอนหายใจโล่งอก หันไปยิ้มให้ลูก “เสี่ยวตง สอบเสร็จแล้วเหรอลูก เป็นไง ทำได้ไหม ยากหรือเปล่า”
โจวเจ๋อตงส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ยากครับ”
ซือเนี่ยนชะเง้อมองหาอีกสองหน่อ ทั้งเจ้ารองและเจี่ยงจิว ยังไม่มีวี่แววว่าจะออกมา
พอดีวันนี้เจี่ยงเหวินชิงติดธุระด่วน เลยมานั่งเฝ้าลูกชายสอบไม่ได้
เมื่อสองวันก่อนเขาถึงกับอุตส่าห์แวะมาที่บ้านเป็นการส่วนตัว เพื่อฝากฝังให้เธอช่วยแวะเวียนดูลูกชายเขาให้หน่อย
เด็กคนอื่นเขาก็มีพ่อแม่มานั่งรอรับกันหมด
ถ้าปล่อยให้เจี่ยงจิวมาสอบคนเดียวก็น่าสงสารแย่ แน่นอนว่าซือเนี่ยนรับปากทันที
อีกอย่าง ผู้เฒ่าเจี่ยงก็อายุมากแล้ว แถมช่วงนี้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง แม่เฒ่าเจี่ยงเลยต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
วันนี้เธอเลยต้องส่งโจวซีเหยาไปเที่ยวเล่นที่ฟาร์มหมูกับโจวเยว่เซินแทน ส่วนตัวเธอก็มาทำหน้าที่เฝ้ากองทัพเด็กๆ อยู่ที่นี่
ซือเนี่ยนไม่ได้ร้อนใจ เธอยกนาฬิกาขึ้นดู ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าจะหมดเวลา
ถ้าดูจากมาตรฐานของเจ้ารองแล้ว เธอมั่นใจว่าถ้ายังไม่ถึงวินาทีสุดท้าย หน่อนั้นไม่มีทางลุกออกจากห้องสอบแน่ๆ
โจวเจ๋อตงเองก็ดูจะชินชากับน้องชาย เขายืนรออยู่ข้างๆ แม่นิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร
จังหวะนั้นเอง ซือเนี่ยนก็เหลือบไปเห็นฟางป๋อเหวินเดินไอแค่กๆ ออกมาจากตึกสอบ
เธอหันซ้ายหันขวากวาดตามองหาโดยอัตโนมัติ แต่กลับไม่เห็นเงาของฟางฮุ่ย
แปลกชะมัด ปกติฟางฮุ่ยหวงลูกชายจะตาย แถมยังเคร่งเครียดเรื่องผลการเรียนของลูกขนาดนั้น แต่นี่เป็นการสอบกลางภาคครั้งสำคัญแท้ๆ ทำไมถึงไม่มาดูลูก
แถมสภาพของฟางป๋อเหวินก็ดูไม่ค่อยดีเลย
ฟางป๋อเหวินเองก็เห็นซือเนี่ยนเหมือนกัน ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาทำท่าเหมือนอยากจะเดินเข้ามาทักทาย
แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขา ก็มีคนพุ่งเข้ามาขวางไว้ก่อน
“ป๋อเหวิน สอบเสร็จแล้วใช่ไหม ไปกันได้แล้ว ฉันมารับเธอไปเรียนกวดวิชา คุณแม่เธอกำชับไว้แล้วว่าสอบเสร็จก็ห้ามอู้เด็ดขาด ค่าเรียนมันแพงขนาดไหนก็รู้ใช่ไหม ตั้งใจเรียนให้มันดีๆ หน่อย”
ผู้หญิงคนนั้นพูดจบก็คว้าแขนเด็กชายแล้วลากเดินจากไปทันที
แม่ของหยวนหยวนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ถึงกับอุทานออกมาเบาๆ “โห สมกับเป็นเด็กอัจฉริยะจริงๆ นี่เพิ่งวางปากกาจากห้องสอบ ก็ต้องไปเรียนกวดวิชาต่อเลยเหรอเนี่ย ไม่แปลกใจเลยว่าจะเก่งขนาดนั้น”
เรื่องที่โรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศมีเด็กอัจฉริยะอายุ 7 ขวบ สอบข้ามชั้นมาอยู่ ป.4 ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่คนจะไม่รู้
ยิ่งมาอยู่ห้องเดียวกับลูกสาวเธอด้วย แม่ของหยวนหยวนเลยพอได้ยินข่าวลือมาบ้าง
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นตัวจริง
ซือเนี่ยนมองตามหลังเด็กชายไปจนลับสายตา ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน
ฟางป๋อเหวินคนนี้... ช่างน่าสงสารจริงๆ
เด็กตัวแค่นี้ แต่กลับถูกผู้ใหญ่พยายามยัดเยียดความรู้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ใส่เข้าไปในหัว
โจวเจ๋อตงก็เหลือบมองตามไปแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ไม่นานนัก หยวนหยวนก็เดินออกมาจากห้องสอบ
ซือเนี่ยนสังเกตว่าเด็กหญิงตัวน้อยดูผอมเพรียวลงไปมาก
พอผอมลงก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย
“อ้าว หยวนหยวนของแม่ สอบเป็นไงบ้างลูก” แม่ของหยวนหยวนรีบพุ่งเข้าไปถามลูกสาวอย่างลุ้นระทึก
หยวนหยวนทำหน้าจ๋อย “หนูทำไม่ค่อยได้เลยค่ะแม่”
แม่ของหยวนหยวน: “...”
อยากจะบ้าตาย ทำไมกันนะ! ก็อยู่ ป.4 เหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมความแตกต่างมันถึงได้ฟ้ากับเหวขนาดนี้
เธอนึกย้อนไปเมื่อกี้นี้ ตอนที่ซือเนี่ยนถามโจวเจ๋อตงว่าสอบเป็นยังไง แล้วเด็กคนนั้นก็ตอบกลับมาด้วยสีหน้านิ่งๆ เหมือนทุกอย่างอยู่ในกำมือ...
แม่ของหยวนหยวนรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า เธอไม่น่าปากไวถามลูกสาวตัวเองออกไปเลย
มันช่างเป็นการหาเรื่องมาตอกย้ำความเจ็บปวดให้ตัวเองชัดๆ
ในตอนนั้นเอง หยวนหยวนก็หันไปเห็นโจวเจ๋อตงที่ยืนอยู่ข้างๆ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความดีใจ รีบวิ่งเข้ามาทักทาย “สะ... สวัสดี โจวเจ๋อตง ไม่ได้เจอกันตั้งนานแน่ะ”
เธอดีใจมาก ไม่คิดว่าจะบังเอิญได้เจอเขาที่นี่
โจวเจ๋อตงเก่งที่สุด ตอนนี้เขาย้ายไปอยู่ห้องอัจฉริยะแล้ว
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนเก่งขนาดนี้จะเคยเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับเธอมาก่อน แค่คิดหยวนหยวนก็รู้สึกภูมิใจแทนไปด้วย
โจวเจ๋อตงเอียงคอมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้ว “เธอคือใครเหรอ”
หยวนหยวนถึงกับชะงักค้างไปเลย
“ฉะ... ฉันไง หวังหยวนหยวน เพื่อนร่วมโต๊ะของนายไง... หวังหยวนหยวนที่อยู่ห้อง ป.4/4 ไงเล่า”
หยวนหยวนแทบจะเบะปากร้องไห้ออกมา
ต่อให้ยังไง ก็เคยนั่งเรียนข้างกันมาตั้งพักหนึ่งเลยนะ
นี่มันเพิ่งจะผ่านไปแค่ไม่กี่เดือนเองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงจำกันไม่ได้แล้วล่ะ
มันเสียความรู้สึกมากๆ เลยนะ
โจวเจ๋อตงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
เขากวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง แล้วพูดขึ้นว่า “เธอผอมลง”
เขาจำได้ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะคนเก่าของเขาอ้วนมาก นั่งทีเดียวกินที่ไปเกือบครึ่งโต๊ะ
แถมยังชอบแอบหยิบขนมมากินในห้องเรียนเป็นประจำ
แล้วก็ชอบหันมาถามเขาด้วยว่าอยากกินไหม
แต่ตอนนั้นเธออ้วนมากจริงๆ จนหน้าตาทุกส่วนมันดูกระจุกรวมกันไปหมด
แต่ตอนนี้เธอกลับผอมลงไปตั้งเยอะ
เดิมทีหยวนหยวนกำลังน้อยใจสุดๆ พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ความดีใจก็พุ่งเข้ามาแทนที่ทันที แก้มของเธอแดงระเรื่อ “ฉะ... ฉันผอมลงจริงๆ เหรอ”
โจวเจ๋อตงตอบคำเดียวสั้นๆ “อืม”
หยวนหยวนเขินจนตัวบิด “ขอบคุณนะ”
(ในใจเธอกำลังคิดว่า: เขายังจำได้ด้วยว่าเมื่อก่อนฉันอ้วน! แสดงว่าเขาก็ไม่ได้เกลียดฉันเลยสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาจะจำได้ยังไงว่าฉันอ้วน)
หยวนหยวนก้มหน้างุด ใช้นิ้วจิ้มกันไปมาอย่างเขินอาย “นายเองก็... สูงขึ้นนะ แล้วก็ดูดีขึ้นด้วย”
โจวเจ๋อตงเหลือบมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ “ขอบใจ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังยืนคุยกันอยู่ ก็มีร่างเล็กเพรียวบางของเด็กหญิงอีกคนแทรกเข้ามากลางวง “โจวเจ๋อตง เธอก็สอบเสร็จแล้วเหรอ ทำข้อสอบได้หรือเปล่า”
เป็นฉู่เซียงเอ๋อร์นั่นเอง
แม้ว่าหยวนหยวนจะผอมลงไปมากแล้ว แต่พอมายืนเทียบกับฉู่เซียงเอ๋อร์ที่รูปร่างบอบบางอรชร เธอก็ยังดูตัวใหญ่กว่าอยู่ดี
พอเห็นท่าทางร่าเริงสดใสและเป็นกันเองของฉู่เซียงเอ๋อร์ หยวนหยวนก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมานิดๆ เธอจึงค่อยๆ ขยับตัวหลีกทางให้
หลี่โหย่วไฉที่เดินตามมาติดๆ ก็เดินเข้ามาสมทบด้วยสีหน้าหงุดหงิด
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมเซียงเอ๋อร์จะต้องดี๊ด๊าทุกครั้งที่เจอหน้าโจวเจ๋อตงด้วย
ซือเนี่ยนมองภาพเด็กๆ ที่ยืนคุยกันกระหนุงกระหนิงแล้วก็อดขำไม่ได้
ดูท่าทางแล้ว ชีวิตในโรงเรียนของลูกชายเธอก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่แฮะ
เด็กๆ เองก็เพิ่งสังเกตเห็นซือเนี่ยน
ทั้งหมดรีบยืนตัวตรงทำความเคารพทันที
“สวัสดีครับ/ค่ะ ครูซือ”
ซือเนี่ยนยิ้มรับ “สวัสดีจ้ะเด็กๆ สอบเป็นไงกันบ้างล่ะ”
ฉู่เซียงเอ๋อร์ยิ้มเขินๆ “ก็พอทำได้ค่ะคุณครู แต่ยังไงก็สู้โจวเจ๋อตงไม่ได้อยู่ดีค่ะ”
หลี่โหย่วไฉทำเสียงฮึดฮัด แล้วพูดสวนขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้ “คอยดูนะ ครั้งหน้าผมจะต้องสอบให้ชนะโจวเจ๋อตงให้ได้เลย”
ซือเนี่ยนยิ้มพลางเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กทั้งสองอย่างเอ็นดู
ฉู่เซียงเอ๋อร์รีบพูดต่อ “คุณครูคะ คุณครู หนูได้ยินคุณปู่บอกว่าคุณครูก็ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาด้วยเหรอคะ แบบนี้พอผลออกก็ต้องมีงานฉลองแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ แล้ว... พวกเราไปร่วมฉลองกับคุณครูด้วยได้หรือเปล่าคะ”
พูดจบ เธอก็แอบชำเลืองมองโจวเจ๋อตงแวบหนึ่ง
ซือเนี่ยนลังเลไปครู่หนึ่ง
แต่พอลองคิดดูอีกที ถ้าผลสอบออกจริงๆ เธอก็คงต้องเชิญอาจารย์ใหญ่กับครูคนอื่นๆ ที่โรงเรียนมาร่วมกินข้าวฉลองอยู่แล้ว...
เธอจึงพยักหน้า “แน่นอนจ้ะ ไว้ถึงตอนนั้น พวกเธอก็มาพร้อมกับพวกคุณครูที่โรงเรียนได้เลยนะ”
ในที่สุด เจ้ารองกับเจี่ยงจิวก็เดินลากขาออกมาจากห้องสอบ
แต่สภาพของทั้งคู่ช่างแตกต่างจากกลุ่มเด็กๆ ที่ยืนร่าเริงอยู่ตรงนี้ลิบลับ ทั้งสองคนดูอิดโรย หน้าตาซีดเซียวเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมา
ซือเนี่ยนถึงกับไม่กล้าถามเลยว่าข้อสอบเป็นยังไงบ้าง
เธอรีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเด็กทั้งสองไว้ แล้วประกาศเสียงดังว่าจะพาพวกเขาไปเที่ยวสวนสนุก
เท่านั้นแหละ เด็กน้อยทั้งสองที่เมื่อกี้ยังเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง ก็เด้งตัวฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันที
…
ในคืนวันนั้น หลังจากที่เด็กๆ สอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซือเนี่ยนก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งจากครูประจำชั้นของลูกชาย
[จบบท]