บทที่ 411: งานเลี้ยงฉลอง
เสียงไอโขลกๆ ที่ดังมาจากบ้านข้างๆ ทำให้โจวเจ๋อตงซึ่งกำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูบ้านต้องหยุดชะงัก เด็กชายเอียงคอมองไปยังต้นเสียง...นั่นมันบ้านตระกูลฟางนี่นา
ฟางป๋อเหวินยังไม่หายป่วยอีกเหรอ
โจวเจ๋อตงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความลังเล ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ทำเอาบรรดาผู้ใหญ่ที่รออยู่หน้าประตูงงไปตามๆ กัน
“ลุงครับ พวกคุณรอผมแป๊บหนึ่งนะครับ” เขาร้องบอก ทิ้งให้ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่นาน ร่างเล็กๆ นั้นก็วิ่งออกมาอีกครั้ง คราวนี้ในมือมีของบางอย่างติดมาด้วย เขาตรงไปเคาะประตูบ้านตระกูลฟางทันที
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ของฟางฮุ่ยดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวสัมภาษณ์ แต่ดันทำงานพลาดมหันต์ เพราะมัวแต่อ้าปากค้างตะลึงในตัวคนถูกสัมภาษณ์จนปล่อยให้เป้าหมายเดินหนีไปต่อหน้าต่อตา ผลลัพธ์ก็คือ...เธอกำลังโดนหัวหน้าสวดชุดใหญ่อยู่ในออฟฟิศ
“หนังสือพิมพ์รายวันของเราอุตส่าห์ดั้นด้นไปทั้งที่ไม่ได้นัดคิว พอเจอตัวแล้วเธอมัวยืนบื้อทำอะไรอยู่ ทำไมไม่รีบวิ่งตามไปสัมภาษณ์เขาหา!” เสียงหัวหน้าแผดลั่นห้อง
“นั่นมันที่หนึ่งสายวิทย์ของมณฑลนะ! ม้ามืดตัวเป้งที่สุดของปีนี้เลยรู้ไหม ถ้าเราได้ข่าวนี้มาพาดหัวละก็ รับรองว่าหนังสือพิมพ์ขายเกลี้ยงแผง!”
หัวหน้ายังคงบ่นไม่หยุด “ฟางฮุ่ย! ฉันอุตส่าห์เห็นว่าที่ผ่านมาเธอขยันขันแข็ง ตามฉันไปสังสรรค์ติดต่องานไม่เคยขาด ถึงได้โยนโอกาสทองนี้ให้ อย่าทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตจะได้ไหม!”
ฟางฮุ่ยยืนหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่ากว่าจะได้โอกาสนี้มา เธอต้องลงทุนลงแรงไปแค่ไหน ช่วงนี้เธอต้องวิ่งตามหัวหน้าไปพบปะผู้คนแทบทุกคืน ตื่นแต่ไก่โห่ กลับบ้านดึกดื่น ทำงานตัวเป็นเกลียว
แน่นอนว่าการที่มีคนสอบได้ที่หนึ่งอยู่ในพื้นที่ สำนักข่าวอย่างพวกเธอย่อมต้องรีบไปทำข่าว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นประเด็นร้อนที่คนทั้งประเทศจับตามองทุกปีอยู่แล้ว
ตอนแรกเธอก็นึกว่าคงเป็นแค่เด็กเก่งที่สอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนแถวนี้ แต่ใครจะไปคาดคิดว่านี่คือแจ็กพอตแตก! ที่หนึ่งสายวิทย์ระดับมณฑล! แถมยังอยู่ใจกลางเมืองที่เธออยู่ ห่างไปแค่ไม่กี่ช่วงตึก
พองานเข้าปุ๊บ หัวหน้าก็โยนเผือกร้อนก้อนนี้มาให้เธอทันที ยิ่งบวกกับประเด็นดราม่าเก่าเก็บระหว่างโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 กับโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 ด้วยแล้ว ข่าวนี้ยิ่งแซ่บเป็นทวีคูณ เธอก็วางแผนเตรียมรับมือไว้ดิบดี
แต่โลกกลับเล่นตลกไม่เลิก...ตัวเอกของเรื่องดันเป็นยัยซือเนี่ยนคนนั้น!
ตอนแรกฟางฮุ่ยยังปลอบใจตัวเองว่าคงแค่ชื่อซ้ำกัน แต่พอเห็นซือเนี่ยนตัวเป็นๆ ก้าวขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีเท่านั้นแหละ...โลกทั้งใบของเธอก็พลันหยุดหมุน
มันคือเรื่องจริง! สมองเธอขาวโพลนไปหมด กว่าจะเรียกสติกลับมาได้ เป้าหมายก็เดินลับสายตาไปแล้ว แล้วจะให้เธอลากสังขารไปก้มหัวขอสัมภาษณ์ซือเนี่ยนเนี่ยนะ ให้เธอไปตายเสียยังดีกว่า!
แต่ปัญหาคือ ถ้าไม่ไปสัมภาษณ์ หัวหน้าก็จ้องจะเล่นงานเธออยู่ พอกลับมาถึงออฟฟิศปุ๊บ ก็โดนด่าชุดใหญ่ไฟกะพริบ แถมยังโดนสั่งให้บุกไปสัมภาษณ์ถึงบ้านให้ได้ ยังไงก็ต้องมีสกู๊ปข่าวที่หนึ่งสายวิทย์กลับมา ไม่งั้นเธอโดนเด้งแน่
ฟางฮุ่ยทั้งโกรธทั้งอัดอั้นจนแทบระเบิด
ให้ไปหาซือเนี่ยนน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ! เธอไม่มีวันลดตัวไปทำอะไรแบบนั้นเด็ดขาด แต่...ในเมื่อไม่ไปหาเจ้าตัว ก็ไปหาคนรอบข้างแทนก็ได้นี่นา…
อยากได้บทสัมภาษณ์ประสบการณ์ชีวิตนักเรียนดีเด่นใช่ไหม ได้! เดี๋ยวเธอจะจัดให้แบบเต็มคราบเลย คอยดูเถอะ!
***
“พี่ใหญ่ พี่เอาอะไรไปให้ฟางป๋อเหวินอ่ะ” เสียงเจื้อยแจ้วของโจวเจ๋อหานดังขึ้นในรถตู้ เขาชะโงกหน้ามาจากเบาะหลังเพื่อถามพี่ชาย
โจวเจ๋อตงที่นั่งอุ้มน้องสาวอยู่เบาะหน้า ทำเพียงปรายตามองน้องชายแวบหนึ่งโดยไม่ตอบอะไร
เจี่ยงจิวที่เกาะพนักพิงเบาะหน้าอยู่พูดขึ้นมาบ้าง “ฟางป๋อเหวินป่วยเหรอ วันก่อนผมยังเห็นเขาไอหน้าดำหน้าแดง คอแทบพังแน่ะ”
“ใช่ๆ!” โจวเจ๋อหานรีบผสมโรงทันที “ฟางป๋อเหวินน่ะอ่อนแอจะตาย เขาป่วยบ่อยจะตายไป ครั้งที่แล้วนะ แค่กินขนมปังหมดอายุชิ้นเดียวก็ป่วยเลย โห ตอนผมเด็กๆ นะ กินข้าวบูดขึ้นรามาแล้วยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย” เจ้าตัวเล็กเล่าด้วยท่าทางภูมิอกภูมิใจในความถึกทนของตัวเอง
ฝาแฝดหลินเฟิงกับหลินอวี่ที่นั่งฟังตาแป๋วอยู่ข้างๆ เอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “ฟางป๋อเหวินคือใครเหรอ เป็นเพื่อนพวกนายเหรอ ทำไมไม่ชวนเขามาด้วยกันล่ะ”
คำถามนั้นทำให้เหล่าเด็กชายหันมามองหน้ากัน ก่อนจะพร้อมใจกันส่ายหัว “พวกเราไม่กล้าชวนหรอก แม่ของฟางป๋อเหวินไม่ให้เขาเล่นกับพวกเราน่ะ”
“อื้ม...แต่ฟางป๋อเหวินเล่นหมากล้อมเก่งสุดๆ ไปเลยนะ”
“แถมเขายังเป็นอัจฉริยะด้วย! พี่รู้ไหม เขาเข้าเรียน ป.1 ตั้งแต่อายุสี่ขวบแน่ะ!”
“แล้วยังพูดภาษาอังกฤษได้ไฟแลบเลย เก่งกว่าฉันตั้งเยอะ!”
สองพี่น้องตระกูลหลินถึงกับตาโตเมื่อได้ยินว่าโลกนี้มีเด็กที่มหัศจรรย์ขนาดนี้ด้วย ที่หมู่บ้านของพวกเขา อย่างมากก็เจอแค่เด็กที่เรียนเก่ง แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครสี่ขวบเข้า ป.1 เจ็ดขวบอยู่ ป.4 มันจะเทพเกินไปแล้ว!
“เหอะ! ก็งั้นๆ แหละ” หลี่โหย่วไฉที่นั่งกอดอกอยู่อีกมุมเบ้ปาก “มีอะไรน่าตื่นเต้น ถ้าให้ฉันเริ่มเรียนตั้งแต่สี่ขวบนะ ป่านนี้ฉันเก่งกว่าหมอนั่นไปแล้ว”
เจ้าหนูจอมอคติเริ่มทำงานตามปกติ เขาไม่เคยยอมรับว่าใครเก่งกว่าง่ายๆ ถ้าคนนั้นยังไม่สามารถกดเขาจนจมดินได้ ซึ่งโจวเจ๋อตงทำสำเร็จไปแล้ว เขาเลยไม่กล้าหือด้วย แต่พอมีชื่อฟางป๋อเหวินโผล่มา เขาก็กลับเข้าโหมดเดิมทันที คือต้องขวางโลกไว้ก่อน
บรรดาผู้ใหญ่ที่นั่งฟังเด็กๆ คุยกันได้แต่อมยิ้ม แต่ลึกๆ ก็อดอิจฉาไม่ได้ที่เด็กในเมืองเก่งกาจกันขนาดนี้ แม่หลินเหลือบมองลูกชายฝาแฝดของตัวเองโดยอัตโนมัติ เห็นชัดเลยว่าดวงตาทั้งสองคู่กำลังเป็นประกายวิบวับจ้องมองไปยังกลุ่มเด็กๆ ในเมือง
เมื่อเทียบกับความสดใสดูดีมีชาติตระกูลของเด็กพวกนั้นแล้ว ถึงแม้ลูกๆ ของเธอจะใส่เสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดที่หาได้มาแล้วก็ตาม ก็ยังดูขัดเขินและไม่เข้าพวกอยู่ดี
ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้าสู่หัวใจของคนเป็นแม่ แต่เธอก็รู้สถานะตัวเองดี จะเอาอะไรไปสู้กับคนอื่นเขาได้เล่า
ทว่า...เมื่อเธอนึกย้อนไปถึงภาพของโจวเจ๋อตงและโจวเจ๋อหานเมื่อหนึ่งปีก่อน...ตอนนั้นเด็กสองคนนี้ก็ทั้งดำทั้งผอม ไม่ต่างจากลูกเธอเลย แต่ดูตอนนี้สิ แค่ปีเดียว ทั้งคู่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ออร่าความมั่นใจเปล่งประกาย แถมยังมีเพื่อนฝูงรายล้อมมากมาย…
สภาพแวดล้อมที่ดีมันเปลี่ยนเด็กได้จริงๆ มันช่วยขัดเกลาความขลาดอายและความเชยเฉิ่มที่ติดตัวมาให้หายไปได้
…
ณ ร้านอาหารที่จัดงานเลี้ยง แขกเหรื่อเริ่มทยอยเดินทางมาถึงอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นแขกฝั่งโจวเยว่เซินที่ซือเนี่ยนไม่คุ้นหน้า มีทั้งนักธุรกิจ เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ และคู่ค้าต่างๆ โจวเยว่เซินคอยเดินแนะนำภรรยาของเขากับแขกทีละคนๆ
ทุกคนที่ได้พบซือเนี่ยนต่างพากันแสดงความยินดีและชื่นชมโจวเยว่เซินไม่ขาดปากที่ได้ภรรยาทั้งสวยทั้งเก่งระดับหัวกะทิของมณฑลมาครอง
จากเดิมที่โจวเยว่เซินเป็นแค่ "ผู้จัดการโจว" เจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ธรรมดาๆ แต่เพียงเพราะการปรากฏตัวของซือเนี่ยน สถานะของเขาก็ถูกอัปเกรดขึ้นมาเป็น "ประธานโจว" ในสายตาคนรอบข้างไปโดยปริยาย
ซือเนี่ยนได้แต่ยิ้มรับคำชมอย่างอ่อนน้อม ไม่นานนัก รถตู้ที่พี่ชายเธอขับก็มาจอดเทียบหน้าร้าน พร้อมกับขบวนการเด็กที่กรูลงมาจากรถ เด็กๆ ตื่นเต้นกันมาก วิ่งสำรวจร้านอาหารกันจ้าละหวั่น จับโน่นที ชมนี่ที
“ทุกคน! ดูนั่นสิ! ป้ายผ้าของคุณแม่ผม!” โจวเจ๋อหานน้อยตะโกนเสียงดัง ชี้ไปที่ป้ายผ้าผืนใหญ่ที่ขึงอยู่เหนือประตูทางเข้า “คุณแม่ของผมเป็นที่หนึ่งสายวิทย์ของมณฑลเลยนะ!” เขาประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจสุดขีด
เพื่อนๆ พากันมองตามด้วยสายตาวาววับ “โอ้โห...สุดยอด”
“โตขึ้น ฉันจะเป็นที่หนึ่งให้ได้เหมือนกัน!” โจวเจ๋อหานน้อยประกาศปณิธานอันแรงกล้า แต่...พอเขาหันกลับมาเพื่อรอรับเสียงชื่นชมจากเพื่อนๆ ก็พบว่า...อ้าว! ทุกคนเดินตามพี่ชายของเขาเข้าร้านไปหมดแล้ว
โจวเจ๋อหานน้อย: “...” เดี๋ยวก่อนสิ รอผมด้วย!
แขกเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ รถเก๋งหรูหราหลายคันขับเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่านักข่าวไปเอาข่าวมาจากไหน พากันแห่มาพร้อมกล้องถ่ายรูป วิ่งวุ่นถ่ายภาพบรรยากาศกันอย่างคึกคัก
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาฤกษ์งามยามดี อวี๋ตงก็รีบไปขนประทัดออกมาจุด เสียงดังเปรี้ยงปร้าง! ปัง! ปัง! ปัง! ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งย่าน ทำเอาเด็กๆ ชอบใจกันใหญ่ พากันวิ่งกรูกรูเข้าไปล้อมวงเขาอย่างตื่นเต้น
“อาอวี๋ตง! อาอวี๋ตง! พวกผมขอเล่นด้วยได้ไหมครับ!”
อวี๋ตงรีบส่ายหน้าห้าม “ไม่ได้ๆ นี่มันอันตราย ไม่ใช่ของเล่นเด็กนะ” พูดจบเขาก็รีบอุ้มแผงประทัดที่เหลือวิ่งไปจุดอีกฝั่งของร้าน โดยมีฝูงลูกเจี๊ยบตัวน้อยๆ วิ่งตามหลังไปเป็นพรวน
มีเพียงโจวเจ๋อตงที่ไม่ได้ไปร่วมวงวิ่งไล่ประทัดกับน้องๆ เขากลับเลือกที่จะยืนเคียงข้างพ่อ คอยต้อนรับแขกอยู่ที่หน้าประตูอย่างเป็นงานเป็นการ
“นี่ลูกชายผมเองครับ โจวเจ๋อตง” เมื่อโจวเยว่เซินแนะนำเขากับแขกที่มาถึง เด็กชายก็จะรีบโค้งคำนับอย่างสุภาพอ่อนน้อม พร้อมกล่าวต้อนรับด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “สวัสดีครับคุณลุง เชิญด้านบนชั้นสองได้เลยครับ ผมจะนำทางให้เองครับ”
[จบบท]