บทที่ 414: ลงหนังสือพิมพ์แล้ว
ซือเนี่ยนละสายตาจากเด็กแฝดตัวแสบทั้งสอง หันไปยิ้มให้แม่หลินก่อนจะเอ่ยปากชวนอย่างจริงจัง
“แม่คะ หนูว่า... ครึ่งปีหลังนี้ แม่พาเสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวอวี่ย้ายมาเรียนในเมืองกับหนูดีไหมคะ พอดีหนูไปคุยกับหัวหน้าแผนกแล้วก็อาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนไว้แล้ว ท่านรับปากว่าจะช่วยลดหย่อนค่าเล่าเรียนให้เป็นพิเศษเลยค่ะ”
ข้อเสนอที่เหมือนฝันทำให้แม่หลินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “อุ๊ย! จะดีเหรอเนี่ยนเนี่ยน การเรียนมันก็สำคัญอยู่หรอก แต่การต้องย้ายถิ่นฐานมาไกลถึงนี่ มัน... มันเรื่องใหญ่นะลูก”
ทว่าเพียงพูดจบ แม่หลินก็ต้องรีบเม้มปากตัวเองทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นดวงตาคู่แฝดที่เคยเป็นประกายวิบวับเมื่อครู่ ตอนนี้กลับหม่นแสงลงอย่างน่าใจหาย
ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าโจมตีหัวใจคนเป็นแม่ทันที เธอรู้ดีว่าตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในเมืองใหญ่ เด็กทั้งสองก็เอาแต่มองโจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหานด้วยสายตาที่ทั้งชื่นชมและอิจฉาปนเปกัน แม่หลินเห็น... แต่เธอแค่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นมันเท่านั้นเอง
ถึงแม้ตอนนี้รายได้ของครอบครัวจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง มีเงินเก็บพอให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่การต้องกระโจนเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่ทุกอย่างล้วนแปลกหน้าและมีค่าครองชีพสูงลิบ มันก็ยังเป็นแรงกดดันมหาศาลสำหรับครอบครัวชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาอยู่ดี
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วนิดๆ ภาพความทรงจำจากในนิยายต้นฉบับฉายชัดขึ้นมาในหัว น้องชายทั้งสองของเธอใฝ่ฝันอยากมาเรียนในเมืองใจจะขาด แต่ก็ต้องพับเก็บความฝันนั้นไว้เพราะความลังเลของพ่อแม่ และที่เลวร้ายที่สุดคือการถูกหลินซือซือเป่าหูยุแยงจนทำให้พวกเขาเข้าใจผิด คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก ไม่ใส่ใจ จนกลายเป็นความบาดหมางที่เงียบงันในครอบครัว
สุดท้าย... ก็เป็นหลินซือซือนั่นแหละ ที่สวมบทนางฟ้ามาโปรด เสนอตัวจ่ายค่าเล่าเรียนให้ เด็กทั้งสองจึงได้ย้ายมาสมใจ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาเทิดทูนหลินซือซือราวกับผู้มีพระคุณช่วยชีวิต
แต่ความจริงอันโหดร้ายคือ หลินซือซือจ่ายแค่เศษเงินค่าเทอม แต่ภาระค่ากินค่าอยู่ ค่าหอพักเอกชนแสนแพงระยับ กลับตกเป็นของพี่ชายคนโตอย่างหลินเซียว ที่ต้องกัดฟันทำงานหามรุ่งหามค่ำจนร่างกายแหลกสลาย และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตเขาไป...
ทิ้งไว้เพียงพ่อแม่ที่ผมขาวโพลนในชั่วข้ามคืน ส่วนน้องชายทั้งสอง แม้จะเรียนจบออกมาได้ดิบได้ดี แต่หัวใจกลับมืดบอด พวกเขามองเห็นแต่บุญคุณจอมปลอมของหลินซือซือ ยอมเป็นแขนเป็นขาให้เธอใช้งาน ลืมสิ้นถึงการเสียสละที่แท้จริงของพ่อแม่และพี่ชาย
ซือเนี่ยนสูดหายใจลึก เธอไม่มีวันยอมให้น้องชายทั้งสองต้องมีจุดจบแบบนั้นเด็ดขาด
“แม่คะ ฟังหนูนะ” เธอกุมมือแม่หลินไว้แน่น “ตอนนี้รายได้บ้านเราน่ะ พอไหวแน่นอนค่ะ โจวเยว่เซินเขาวางแผนไว้แล้ว ฟาร์มที่หมู่บ้านจะยกให้ผู้ใหญ่บ้านฮั่วดูแลไปเลย แล้วเราก็ย้ายธุรกิจเล็กๆ ของเรามาทำในเมืองแทน ที่นี่คนเยอะกว่าตั้งแยะ ทำเลดีกว่า รับรองว่าเงินสะพัดกว่าเดิมแน่นอน อีกอย่าง ฟาร์มใหญ่ของโจวเยว่เซินที่นี่ก็จะช่วยเป็นช่องทางระบายของให้เราด้วย รายได้ไม่มีทางน้อยกว่าเดิมหรอกค่ะ แม่เชื่อหนูสิ”
เธอหันไปยิ้มให้แฝดน้อยทั้งสอง “เสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวอวี่น่ะหัวดีจะตาย ถ้าได้มาเรียนในเมือง ได้รับการศึกษาดีๆ อนาคตไกลแน่ๆ โอกาสมันลอยมาอยู่ตรงหน้าแล้วนะคะ หนูรู้ว่านี่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ หนูไม่อยากกดดันแม่ แต่อย่างน้อยๆ แม่กับพ่อก็ลองเก็บไปคิดดูนะคะ... เพื่ออนาคตของน้องๆ”
หลินเฟิงกับหลินอวี่ที่ยืนลุ้นจนตัวเกร็ง สบตากันไปมา ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ โอกาสทองที่จะได้อยู่ในเมืองใหญ่ที่เจริญหูเจริญตาแบบนี้ ใครมันจะไม่อยากคว้าไว้ แต่พวกเขาก็รู้สถานะครอบครัวดี การต้องทุ่มเทเงินเก็บทั้งบ้านเพียงเพื่อแลกกับที่เรียนดีๆ มันเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
“เสี่ยวเฟิง เสี่ยวอวี่” ซือเนี่ยนเรียกน้องชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “โอกาสแบบนี้มันไม่ได้มีมาบ่อยๆ นะ พี่อยากให้พวกเธอได้เรียนในที่ที่ดีที่สุด ส่วนที่พ่อกับแม่ลังเลน่ะ ไม่ใช่เพราะท่านไม่รักหรือไม่ใส่ใจพวกเธอเลยนะ แต่ท่านคิดหน้าคิดหลังรอบคอบ ท่านมองไปไกลถึงอนาคต มันไม่ใช่แค่ค่าเทอมที่ลดให้ แต่มันคือชีวิตทั้งชีวิตของพวกเธอที่ต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ มันคือเงินก้อนโตทั้งนั้น พวกเธอต้องเข้าใจพ่อกับแม่ด้วยนะ”
คำพูดของพี่สาวทำให้เด็กชายทั้งสองที่กำลังใจฟีบสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ อย่างรู้สึกละอายใจ “พวกเราเข้าใจแล้วครับพี่สาว”
จริงอย่างที่พี่ว่า... พวกเขาเกือบปล่อยให้ความดีใจชั่ววูบมาบังตา แค่ได้ยินคำว่า "ลดค่าเทอม" ก็พากันเต้นแร้งเต้นกาไปไกล โดยลืมคิดไปเลยว่าชีวิตในเมืองมันมีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้นร้อยเท่าพันเท่า แล้วจะไปอยู่ที่ไหน จะกินอะไร... เงินทั้งนั้น
“แม่ครับ! แม่ไม่ต้องคิดมากนะ เรียนที่บ้านเราก็ได้ ผมไม่ซีเรียสเลย!”
“ใช่ครับ! ต่อให้เรียนที่หมู่บ้าน ผมก็จะตั้งใจเรียนให้สุดๆ ไปเลย จะสอบให้ได้ที่หนึ่งเหมือนพี่สาวมาให้แม่ดูคอยดู!”
แฝดน้อยรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนแม่หลินไว้คนละข้าง เขย่าไปมาอย่างเอาใจ
แม่หลินน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ “โอ๊ย ลูกแม่... เด็กดีของแม่จริงๆ”
เธอหันไปมองซือเนี่ยนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ
“เนี่ยนเนี่ยน... ขอบใจลูกจริงๆ นะ” เธอกลัวเหลือเกินว่าความลังเลของตัวเองจะทำให้ลูกๆ น้อยใจ แต่คำพูดของซือเนี่ยนเมื่อครู่ มันเหมือนช่วยปลดล็อกอะไรบางอย่างในใจเธอ
ลูกสาวพูดถูก มัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ กลัวนั่นกลัวนี่ มันจะไปทำอะไรสำเร็จได้ยังไง ต่อให้ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เธอก็ต้องสู้สักตั้ง เพื่อถางทางที่สว่างไสวที่สุดให้กับลูกชายทั้งสองคนนี้!
ขณะที่กำลังส่งครอบครัวหลินกลับไป ซือเนี่ยนก็เริ่มหนักใจกับปัญหาของตัวเองบ้างแล้ว อีกไม่นานเธอก็ต้องไปรายงานตัวที่ปักกิ่ง แต่โจวซีเหยาก็ยังเล็กนิดเดียว ถึงจะพอส่งเข้าเนิร์สเซอรีได้ แต่โจวเยว่เซินก็งานยุ่งจนหัวหมุนไม่มีเวลาดูแลลูกแน่ๆ จะพักการเรียนไว้ก่อนดี หรือจะกัดฟันไปเรียนเลยดีนะ... ที่นี่กับปักกิ่งก็ไกลกันเหลือเกิน
แต่ยังไม่ทันที่ปัญหาเก่าจะคลี่คลาย ปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าก็พุ่งเข้ามาชนเธอเต็มๆ
เพิ่งโบกมือลาครอบครัวหลินได้ไม่ทันไร ซือเนี่ยนก็กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน... แต่ดังในทางที่แย่สุดๆ
“เนี่ยนเนี่ยน! แย่แล้ว!” เสียงแม่เฒ่าเจี่ยงเพื่อนบ้านคนสนิทดังโวยวายมาแต่ไกล พร้อมกับหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งในมือที่สั่นเทา
ซือเนี่ยนรับมาดูแล้วก็ได้แต่ยืนอึ้งไปชั่วขณะ
พาดหัวตัวเป้งสีแดงเถือกบนหน้าหนึ่ง เขียนหรา ‘เบื้องหลังความรุ่งโรจน์! เปิดอดีตอันโสโครกของ ‘ซือเนี่ยน’ ท็อปสายวิทย์มัธยมหมายเลข 2’
เนื้อหาข้างในยิ่งแซ่บพริกสิบเม็ด พรรณนาอย่างออกรสว่าเธอคือคุณหนูตัวปลอมที่เสวยสุขบนกองเงินกองทองของตระกูลซือ พอได้ดิบได้ดีก็เนรคุณพ่อแม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูมา ซ้ำร้ายยังเขียนโจมตีว่าเธอหน้าด้านหน้าทน ยอมแต่งงานกับพ่อม่ายลูกติดสามคนเพื่อหวังเกาะผู้ชายรวย เรียกว่าสาดโคลนกันแบบไม่ยั้ง
“โสโครกบ้านแกสิ!” ซือเนี่ยนสบถในใจอย่างหัวเสีย
เธอไม่จำเป็นต้องสืบก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง คนที่รู้ดีเทลชีวิตเธอลึกขนาดนี้ จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่คนจากตระกูลซือ สงสัยคงแค้นที่เธอจัดงานเลี้ยงฉลองโดยไม่เชิญพวกเขาไปร่วมวงด้วยสินะ ก็เธอไม่อยากยุ่งด้วยแล้วนี่! ไม่นึกเลยว่าจะโดนแทงข้างหลังกันด้วยวิธีสกปรกแบบนี้
แม่เฒ่าเจี่ยงกระทืบเท้าอย่างหัวเสีย “นี่มันสำนักพิมพ์ไหนกัน ทำไมถึงกล้าเขียนข่าวปั้นน้ำเป็นตัวแบบนี้! มันเกินไปแล้วจริงๆ!”
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา บ้านของซือเนี่ยนคึกคักเป็นพิเศษ มีคนแวะเวียนมาแสดงความยินดีไม่ขาดสาย บางคนถึงขั้นมาทาบทามให้เธอไปเป็นติวเตอร์ให้ลูกหลาน แต่พอข่าวฉาวนี้แพร่ออกไป... ทุกอย่างก็เงียบกริบราวกับป่าช้า สายตาซุบซิบนินทาจากเพื่อนบ้านในตึกที่พักก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง
“เธอไม่โกรธเหรอเนี่ยนเนี่ยน โดนด่าซะขนาดนี้” แม่เฒ่าเจี่ยงถามอย่างเป็นห่วง
ซือเนี่ยนคลี่ยิ้มบางๆ “โกรธไปก็เท่านั้นแหละค่ะคุณป้า”
แต่ทันทีที่ประตูปิดลง รอยยิ้มนั้นก็หายวับ เธอมองชื่อสำนักพิมพ์ที่มุมกระดาษ... ‘หนังสือพิมพ์ซันไชน์เดลี่’ ...ดีมาก! เธอไม่เสียเวลาไปสืบหรอกว่าใครเป็นเจ้าของ แต่เธอจะใช้อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้จัดการพวกมัน
คิดว่าเธอจะกลัวแรงกดดันจากสังคมงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ! เทียบกับสงครามน้ำลายบนโลกอินเทอร์เน็ตในอนาคตที่เธอจากมา ข่าวปัญญาอ่อนนี่มันแค่ระดับอนุบาลเท่านั้นแหละ!
ด่าเรื่องอื่นเธอยังพอทน แต่มาหาว่าเธอรังแกหลินซือซือ หาว่าเธออกตัญญูเนรคุณ... เรื่องนี้ยอมไม่ได้! ยุคนี้แรงกดดันจากสังคมมันรุนแรงจะตาย อีกฝ่ายจงใจเล่นงานเธอตอนที่กำลังจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ชัดๆ นี่มันไม่ใช่แค่การทำลายชื่อเสียง แต่มันคือการพยายามทำลายอนาคตทั้งชีวิตของเธอกันเลย!
เมื่อผู้กองหลี่ทราบเรื่อง เขาก็เดือดดาลไม่แพ้กัน คดีของหลินซือซือกับซือเนี่ยนมันผ่านมือเขามาตั้งแต่ต้น เขารู้ความจริงทุกอย่าง! “สำนักพิมพ์ไหนมันกล้าไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดีแบบนี้วะ!”
ณ สำนักงานหนังสือพิมพ์ซันไชน์เดลี่...
ฟางฮุ่ยกำลังยิ้มหน้าบานนับเงินโบนัสก้อนโต หลังจากหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดทำยอดขายถล่มทลายในรอบสองวัน เธอกำลังวางแผนจะไปฉลองมื้อใหญ่ แต่แล้ว...
“ขอโทษนะครับ พวกคุณถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยข่าวลือและหมิ่นประมาทชื่อเสียงผู้อื่น เชิญไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจกับเราด้วยครับ”
พนักงานทั้งออฟฟิศยืนงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวออกไปทีละคน
[จบบท]