บทที่ 423: ชีวิตประจำวัน
ยอดเงินชดเชยค่าเสียหายที่ได้รับมานั้นสูงถึง 820 หยวน นี่คือรายได้จากการขายเพียงแค่สองวันเท่านั้น ลองคิดดูเถอะว่ายอดขายที่แท้จริงมันจะถล่มทลายขนาดไหน
แต่เรื่องที่ทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกแปลกใจยิ่งกว่า คือบทลงโทษของฟางฮุ่ย
ตอนแรกเธอนึกว่าแค่จ่ายเงินชดเชย เรื่องก็คงจบอย่างมากก็แค่ถูกกักตัวสักสิบกว่าวัน ไม่คิดเลยว่าศาลจะตัดสินให้จำคุกนานถึง 3 เดือนเต็ม นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายจริงๆ
แม้ซือเนี่ยนจะไม่อยากผูกใจเจ็บกับใคร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนเริ่มต้นหาเรื่องใส่ตัวก่อน ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา เธอจึงไม่รู้สึกสงสารอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
หลังจากผู้กองหลี่แจ้งข่าวเรียบร้อย เขาก็หันไปคุยธุระกับโจวเยว่เซินต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะลากลับไป พริบตาเดียวกับที่ร่างของนายตำรวจลับหายไป เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กสองคนก็ดังขึ้นมาแทน
โจวเจ๋อหานกับเจี่ยงจิวพากันวิ่งหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเข้ามาในบ้าน โจวเยว่เซินเพียงแค่ปรายตามองลูกชายคนรองแวบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เสี่ยวหาน มาหาพ่อหน่อย”
ซือเนี่ยนที่เพิ่งยกถาดน้ำชาออกมาจากครัวถึงกับยืนงงเล็กน้อย ไม่นึกว่าผู้กองหลี่จะไปไวขนาดนี้
แต่พอเห็นเจ้าลูกชายคนรองที่ควรจะฝึกซ้อมอยู่หน้าบ้าน กลับมายืนทำหน้าเหลอหลาเหมือนลูกหมาหลงทางเมื่อถูกพ่อเรียก เธอถึงนึกขึ้นได้...อ้าว เจ้าตัวแสบ หายไปแค่แป๊บเดียว ไหงหนีซ้อมไปลากเจี่ยงจิวมาเล่นซนด้วยกันซะได้ล่ะเนี่ย
เธอเหลือบมองสีหน้าของผู้เป็นสามี ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบเหมือนผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา ซือเนี่ยนไม่เคยเห็นเขาเกรี้ยวกราดหรือตะคอกใส่ลูกๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว โจวเยว่เซินอ่อนโยนกับเด็กๆ เสมอ
ทว่า ปฏิกิริยาของเจ้าตัวเล็กทั้งสองที่รีบยืนตัวแข็งทื่อสงบเสงี่ยมในทันใด กลับเป็นหลักฐานชั้นดีว่า...เขาต้องเคยระเบิดอารมณ์มาก่อนแน่ๆ
โดยเฉพาะในยามที่เขาทำหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึกแบบนี้ เด็กๆ จะยิ่งหวาดหวั่นเป็นพิเศษ พวกเขารู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าพ่อกำลังอารมณ์ไม่ดี และต้องหยุดเล่นซนทันที เหมือนอย่างตอนนี้เป๊ะ
ซือเนี่ยนมองไม่ออกหรอกว่าเขาต่างจากปกติยังไง แต่เจ้าเด็กสองคนกลับรู้หน้าที่ รีบแจ้นไปยืนก้มหน้าหันเข้าหากำแพงเพื่อรอรับโทษแต่โดยดี ซือเนี่ยนเห็นแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วมองอย่างสนใจ
แม้ว่าเจี่ยงจิวจะเป็นฝ่ายถูกโจวเจ๋อหานลากมาเป็นเพื่อนเล่น แต่ในใจเขาก็นับถือโจวเยว่เซินเหมือนเป็นอาจารย์คนหนึ่ง ปกติเขาก็ฝึกน้อยกว่า ‘พี่รอง’ คนนี้อยู่แล้ว แต่วันนี้พอเห็นอีกฝ่ายอู้ เขาก็ดันใจแตกพลอยเหลวไหลตามไปด้วย ผลลัพธ์ก็คือทำให้ลุงโจวโกรธจนได้
ครั้งหนึ่งเขาเคยอิจฉาพี่รองแทบตายที่มีพ่อที่สุดยอดเก่งกาจและแข็งแกร่งขนาดนี้ แต่มาวันนี้เขากลับรู้สึกว่ามันน่ากลัวเหลือเกิน
ลุงโจวในโหมดจริงจังนั้นน่าสะพรึงกว่าพ่อของเขาหลายเท่านัก เพราะเวลาอยู่กับพ่อ มีแต่เขาที่เป็นฝ่ายอาละวาด แล้วพ่อต้องเป็นคนคอยง้อตลอด
โจวเจ๋อหานเองก็ยืนตัวลีบติดกำแพง ก้มหน้าซ่อนมือไว้ข้างหลังด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก เขาอุตส่าห์คิดว่าแอบหนีไปเล่นแวบเดียว คิดว่าคงไม่มีใครรู้ใครเห็น
แต่พอเงยหน้ามาสบตากับคุณแม่ พี่ใหญ่ และน้องสาวที่พากันจ้องมองมาเป็นตาเดียว แก้มยุ้ยๆ นั่นก็แดงก่ำขึ้นมาทันควัน ความรู้สึกอับอายและสำนึกผิดถาโถมเข้าใส่จนทำอะไรไม่ถูก
“พ่อครับ...ผมผิดไปแล้วครับ ต่อไปผมจะไม่แอบอู้แบบนี้อีกแล้ว”
โจวเยว่เซินเพียงแค่เหลือบมองด้วยหางตาอย่างเย็นชา ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “เรื่องของวันข้างหน้าค่อยมาพูดกัน ตอนนี้ทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุดก่อน”
เจ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึกๆ ซือเนี่ยนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย การถูกทำโทษให้ยืนเข้ามุมไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรอยู่แล้ว เจ้าลูกชายคนรองยังมีนิสัยวอกแวกไม่คงที่ การที่ได้โจวเว่เซินมาช่วยขัดเกลาจิตใจให้บ้างก็ถือเป็นเรื่องดี
โจวเจ๋อหานคิดว่าแค่ยืนเข้ามุมจนขาแข็งเรื่องก็จะจบ แต่เขาคิดผิดมหันต์ เพราะการฝึกในวันรุ่งขึ้นมันเปลี่ยนไปจากนรกเป็นอเวจี โจวเยว่เซินเอาถุงทรายหนักอึ้งมาผูกมัดไว้ที่ข้อมือและข้อเท้าของเขา
แต่เจี่ยงจิวกลับรอดตัวไป ก็แน่ล่ะ รายนั้นแค่ให้วิ่ง 5 กิโลเมตรยังแทบจะคลานกลับบ้านเลย
จากปกติที่โจวเจ๋อหานมักจะวิ่งฉิวแซงหน้าไปอวดเบ่งชาวบ้านอย่างภาคภูมิใจ ตอนนี้ร่างกายกลับหนักอึ้งราวกับมีภูเขากดทับอยู่ วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ ขาสองข้างก็เริ่มปวดร้าวไปหมด
เจ้าตัวเล็กถึงกับเบะปากด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ คิดว่าพ่อต้องจงใจแกล้งเขาเพื่อเอาคืนเรื่องเมื่อวานแน่ๆ ทันทีที่เขาลากสังขารกลับถึงบ้านและเห็นซือเนี่ยนตื่นแล้ว ภารกิจฟ้องแม่ก็เริ่มขึ้นทันที
“คุณแม่! คุณแม่ดูสิครับ พ่อเอาไอ้นี่มามัดตัวผม! พ่อใจแคบ ใจร้ายที่สุดเลย!”
ซือเนี่ยนก้มลงมองสภาพลูกชายที่มือและขามีถุงทรายถ่วงอยู่ก็อดทึ่งไม่ได้ นี่ตัวแค่เนี้ย...เริ่มฝึกวิ่งถ่วงน้ำหนักแล้วเหรอ มันจะหักโหมเกินไปรึเปล่า
เจ้าตัวดีไม่เพียงแค่ฟ้อง แต่ยังหันไปชี้หน้าจำเลย “แถมพ่อยังวิ่งตัวปลิวสบายใจเฉิบอยู่ข้างหน้า คอยหัวเราะเยาะผมอีกต่างหาก...”
ยังไม่ทันที่เขาจะบ่นจบประโยค โจวเยว่เซินก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า เสียงดัง ตึง! ตึง! ตึง! เหล็กถ่วงน้ำหนักสี่ห้าก้อนถูกโยนลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี แรงกระแทกทำเอาแผ่นหินปูพื้นที่แข็งแรงถึงกับแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ โจวเจ๋อหานอ้าปากค้าง
โจวเยว่เซินหันมามองหน้าลูกชาย แล้วถามด้วยเสียงเรียบๆ “ไม่อยากใช้ถุงทรายเหรอ อยากเปลี่ยนมาใช้เจ้านี่แทนไหมล่ะ?”
เจ้าตัวเล็กหน้าเจื่อน ยิ้มแห้งๆ ออกมาทันที “...คุณแม่ครับ! จริงๆ แล้วผมชอบวิ่งแบบมีถุงทรายมัดไว้มากๆ เลยครับ! ไม่เหนื่อยเลยสักกะนิดเดียว!”
ซือเนี่ยนเห็นท่าทางกลับลำแทบไม่ทันของลูกชายก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา “โอเคๆ พ่อเขาไม่ได้แกล้งลูกหรอกน่า ก็ลูกวิ่งแบบเดิมมาตั้งนานแล้ว มันก็ต้องมีการพัฒนาบ้างสิ จะให้วิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ตลอดไปได้ยังไง”
“ครับ! ผมจะฟังคุณแม่ครับ!” เจ้าตัวเล็กรับคำอย่างแข็งขัน
โจวเยว่เซินได้พิสูจน์สัจธรรมที่ว่า ‘พ่อก็คือพ่ออยู่วันยังค่ำ’ ให้ลูกชายได้ประจักษ์ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา โจวเจ๋อหานก็ตกอยู่ในสภาพเหนื่อยหมาตายในทุกๆ วัน
และมันไม่ใช่แค่ถุงทรายอีกต่อไป โจวเยว่เซินคงรำคาญที่มันเกะกะ เลยไปสั่งทำเหล็กถ่วงน้ำหนักขนาดพอดีสำหรับเด็กมาให้สวมที่ข้อมือและข้อเท้าแทน ที่สำคัญคือ ต้องสวมมันไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะตอนนอน ตอนกินข้าว หรือตอนวิ่ง!
ช่วงแรกๆ มันทั้งหนักทั้งเมื่อยล้าทรมานสุดๆ แต่ความเคยชินคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพียงไม่นานเขาก็เริ่มชาชินและไม่รู้สึกอะไรอีก การวิ่งตอนเช้ากลายเป็นเรื่องชิลๆ ไปเลย
และด้วยเหตุนี้เอง...เขาก็เริ่มกลับมาผยองอีกครั้ง ถึงขนาดไปอวดพี่ชายที่กำลังสวมวิญญาณพ่อบ้านใจกล้าฝึกทำอาหารอย่างขะมักเขม้น
“พี่ใหญ่! ดูนี่สิ ตอนนี้ผมใส่ 2 กิโลกรัมได้แล้วนะ สบายบรื๋อ!”
โจวเจ๋อตงที่กำลังจดจ่ออยู่กับการทำอาหารและการเรียนอย่างหนักหน่วง ไม่ได้ใส่ใจการฝึกของน้องชายเลยแม้แต่น้อย เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นเหล็กที่ข้อมือน้องชายชัดๆ วันนี้เอง “แล้วมันมีประโยชน์อะไรล่ะ?”
คำถามเดียวสั้นๆ ทำเอาโจวเจ๋อหานถึงกับใบ้กิน เออ...เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีประโยชน์อะไร ก็พ่อให้ใส่ เขาก็ใส่ ถ้าจะให้โม้ว่ามันดียังไง เขาก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
พอเห็นพี่ชายทำหน้าไม่สนใจใยดีแล้วหันกลับไปจดสูตรอาหารต่อ เขาก็รู้สึกใจแป้วขึ้นมาทันที นี่เขาฝึกกับพ่อมาตั้งครึ่งเดือนแล้วนะ พี่ใหญ่ยังทำกับข้าวเป็นตั้งสิบยี่สิบอย่าง แต่เขายังไม่เป็นท่ามวยสักกระบวนท่าเดียว
เขากะว่าถ้าเรียนท่ามวยได้เมื่อไหร่ จะรีบมาโชว์เหนือให้พี่ใหญ่ดูเลยว่าเขาเจ๋งแค่ไหน แต่ไหงตอนนี้เขายังย่ำต๊อกอยู่ที่เดิมล่ะเนี่ย
เจ้าตัวเล็กชักจะร้อนใจ รีบวิ่งแจ้นไปหาโจวเยว่เซินทันที “พ่อครับ! ผมชินกับเจ้านี่แล้วครับ ตอนนี้สอนท่ามวยให้ผมได้รึยังครับ?”
โจวเยว่เซินกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตู รับของบางอย่างมาจากชายร่างท้วมคนหนึ่งก่อนจะโบกมือให้กลับไป พอได้ยินคำถามของลูกชาย เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มลึก
“อืม...ก็ได้เวลาสำหรับขั้นต่อไปแล้วพอดี พ่อไปสั่งทำชุดใหม่มาให้แล้ว” พูดจบ เขาก็ล้วงเข้าไปในถุงใบนั้น...หยิบเหล็กถ่วงน้ำหนักชุดที่ใหญ่และหนากว่าเดิมออกมา...แล้วสวมมันเข้าที่ข้อมือของลูกชาย โจวเจ๋อหานอ้าปากค้าง
ณ บ้านข้างเคียง ฟางป๋อเหวินกำลังนอนคว่ำอยู่ริมหน้าต่าง เอาสองมือเท้าคางจ้องมองไปยังสวนบ้านข้างๆ ก่อนจะหันไปถามเซียวอี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างงุนงง
“พ่อครับ พี่รองกับเจี่ยงจิวเขาทำอะไรกันทุกวันเหรอ ทำไมต้องไปยืนย่อเข่าท่าม้ากลางสวนทุกวันเลย หรือว่าพวกเขาทำอะไรผิดเหรอครับ?”
ในความทรงจำอันน้อยนิดของฟางป๋อเหวิน การยืนท่าม้าคือบทลงโทษสำหรับเด็กดื้อเท่านั้น
ช่วงนี้เขาได้หยุดพักฟื้นอยู่บ้าน เซียวอี้เลยจัดการไล่ทั้งพี่เลี้ยงเด็กและครูสอนพิเศษกลับไปหมดแล้ว เขาจึงไม่ต้องไปโรงเรียนอีก ส่วนคุณแม่ก็ไม่อยู่บ้าน พ่อบอกเขาว่าต่อไปนี้เราจะอยู่ด้วยกันสองคน พ่อบอกว่าคุณแม่ทำเรื่องไม่ดีบางอย่าง เลยยังกลับมาตอนนี้ไม่ได้
แม้จะแอบคิดถึงแม่บ้าง แต่ฟางป๋อเหวินก็ชอบที่ได้อยู่กับพ่อมากกว่า พ่อไม่เคยบังคับให้เขาเรียนอะไรที่เขาไม่ชอบ แถมยังใจดี ซื้อขนมอร่อยๆ ให้กินตลอด และที่สำคัญ พ่ออนุญาตให้เขาเล่นกับพวกพี่รองได้ด้วย
พอไม่ต้องเรียนหนักเหมือนเมื่อก่อน เขาก็เลยว่างจัด เขายังอุตส่าห์แอบไปด้อมๆ มองๆ ตรงระเบียงในมุมที่คิดว่าพวกพี่รองน่าจะเห็นเขาบ่อยๆ ด้วยความหวังลึกๆ ว่าพวกเขาจะชวนเขาไปเล่นหมากล้อมด้วยกันอีก
ครั้งที่แล้วที่เล่นกับโจวเจ๋อตงมันยังไม่รู้ผลแพ้ชนะเลย เขายังค้างคาใจอยู่ตลอด
แต่นี่ก็นานมากแล้วนะ พวกพี่รองไม่ยักกะชวนเขาไปเล่น แถมยังดูยุ่งวุ่นวายอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ทุกวี่ทุกวัน ฟางป๋อเหวินรู้สึกเหงาหงอยขึ้นมาเล็กน้อย
เซียวอี้เหลือบสายตามองไปยังสวนบ้านข้างๆ แวบหนึ่ง เมื่อเห็นโจวเยว่เซินกำลังสวมเหล็กถ่วงน้ำหนักให้ลูกชาย เขาก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
[จบบท]