บทที่ 429: นั่งสวยๆ อยู่บ้าน
โจวเยว่เซินชะงักไปนิดหน่อยกับคำถามนั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ “กำลังพอดีเลย ผมก็มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณอยู่เหมือนกัน”
ซือเนี่ยนหรี่ตามองเขาเล็กน้อย มีเรื่องจะคุยกับฉัน?
เรื่องอะไรกัน?
เอ๊ะ ว่าแต่ ทำไมวันนี้คุณสามีกลับมาเร็วนักล่ะ? ปกติเวลานี้ยังไม่น่าจะเสร็จงานนี่นา
ความอยากรู้ฉายชัดในแววตา ซือเนี่ยนเลยถามออกไปตรงๆ “เรื่องอะไรเหรอคะ? ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ด้วย”
โจวเยว่เซินไม่ได้ตอบทันที เขาเดินไปวางแผ่นรายงานผลการตรวจร่างกายในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันมาสบตาเธอจริงจัง “ผมไปลงทุนทำธุรกิจใหม่กับเพื่อนๆ ไว้สองสามคนน่ะครับ”
อ้อ เรื่องนี้ซือเนี่ยนพอจะจำได้ลางๆ “ใช่เรื่องลงทุนที่คุณเคยเกริ่นๆ ไว้ก่อนหน้านี้หรือเปล่าคะ?”
“ใช่ครับ” โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ “จริงๆ พวกเราเริ่มคุยเรื่องนี้กันตั้งแต่ตอนที่ย้ายมาอยู่ในเมืองใหม่ๆ แล้วล่ะ ธุรกิจที่ลงทุนก็มีหลายอย่าง ทั้งพวกอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็มีโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย”
เขาอธิบายต่ออย่างใจเย็น “แต่คุณก็รู้ว่าการลงทุนมันมีความเสี่ยง ไอ้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์น่ะดูท่าจะไม่ค่อยดี เพื่อนผมดันมีบ้านติดมืออยู่สิบกว่าหลังที่ยังขายไม่ออก ตอนนี้กลายเป็นของร้อนที่ค้างสต็อกไปซะแล้ว” เขาส่ายหัวนิดๆ ก่อนจะพูดถึงอีกธุรกิจ “แต่โชคดีที่ฝั่งโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าไปได้สวย เรามีช่องทางจัดจำหน่ายที่ดีมาก ครึ่งปีกว่ามานี้เลยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย”
พูดจบ โจวเยว่เซินก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านใน หยิบสมุดบัญชีเงินฝากเล่มใหม่ออกมา แล้วยื่นส่งให้ซือเนี่ยนตรงหน้า
“อันนี้เป็นบัญชีที่ผมเพิ่งไปเปิดมาใหม่ เงินปันผลก้อนแรกอยู่ในนี้ทั้งหมด ผมให้คุณเก็บไว้นะ”
ซือเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ ห๊ะ? เดี๋ยว อะไรนะ?
นี่มันคือสถานการณ์ที่เขาเรียกว่า ‘นั่งสวยๆ อยู่ที่บ้าน เงินก็ลอยมาเข้ากระเป๋า’ ใช่ไหมเนี่ย!
เธอยื่นมือไปรับสมุดบัญชีเล่มนั้นมาอย่างงงๆ ค่อยๆ เปิดดูหน้าแรกอย่างไม่เร่งรีบ ในใจก็คำนวณเล่นๆ ถ้าแค่ไม่กี่เดือน ส่วนแบ่งกำไรก็น่าจะสัก สองสามพันหยวนมั้ง?
ถึงเธอจะไม่รู้ว่าไอ้โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เขาว่ามันจะใหญ่โตหรือทำกำไรได้ดีขนาดไหน แต่ยุคนี้เงินหลักพันก็ถือว่าเยอะมากแล้ว
ทว่า ทันทีที่ปลายนิ้วเปิดหน้าสมุดบัญชีออก
ดวงตาของซือเนี่ยนก็เบิกกว้างขึ้น จ้องเขม็งไปที่ตัวเลขที่ถูกพิมพ์ไว้บนนั้น
มือของเธอสั่นระริก
หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน!
สามแสน!
นี่มันสามแสนหยวนเต็มๆ เลยเหรอ!
เธอนึกว่าตัวเองตาลาย มองเลขศูนย์เกินไปสักสองตัวหรือเปล่า เลยก้มลงไปนับซ้ำอีกรอบให้แน่ใจ ไม่ผิด! ศูนย์ห้าตัวจริงๆ!
ซือเนี่ยนสะบัดหน้าเงยขึ้นมองโจวเยว่เซินแทบไม่ทัน เสียงยังสั่นเล็กน้อย “สะ สามแสนหยวน! นี่คุณ คุณหาเงินทั้งหมดนี่ได้ภายในไม่กี่เดือนเนี่ยนะ!”
โจวเยว่เซินกลับมีท่าทีสงบนิ่ง เขาพยักหน้ายอมรับ “ใช่ครับ ช่วงนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าในเขตเมืองถือเป็นธุรกิจที่โกยกำไรได้ง่ายและเร็วที่สุดแล้ว ความต้องการของคนมันเยอะ ราคาสินค้าก็ยังสูงอยู่” เขายิ้มมุมปาก “บวกกับที่พวกเขามีช่องทางที่ดีอยู่แล้ว มันเลยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า”
อันที่จริง โจวเยว่เซินเองก็ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เขาทำฟาร์มปศุสัตว์มานานหลายปี ขยายช่องทางไปก็เยอะแยะ แต่ยอดรวมกำไรยังไม่เคยแตะเลขหกหลักแบบนี้เลย
แต่นี่แค่ไม่กี่เดือนที่ลองเบนเข็มไปลงทุน เงินก็งอกเงยมาหลายแสนหยวน มิน่าล่ะ คนถึงยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อการลงทุน และก็ไม่แปลกเลยที่ซือเนี่ยนจะช็อกตาค้างขนาดนี้
ตอนแรกสุด เขาแค่แบ่งเงินไปลงทุนไม่กี่หมื่นหยวนเท่านั้นเอง หลักๆ ก็เพราะอยากช่วยเพื่อนที่กำลังเดือดร้อน ไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะได้เงินปันผลกลับมาเป็นกอบเป็นกำขนาดนี้
แน่นอน ในฐานะที่เขาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ส่วนแบ่งที่ได้ย่อมต้องมากที่สุดเป็นธรรมดา
เพื่อนคนนี้ของเขา พื้นเพครอบครัวก็เป็นนักธุรกิจที่ลงสนามค้าขายมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พอมาจับธุรกิจเองเลยเริ่มต้นได้เร็วมาก แม้ว่าช่วงแรกๆ จะมีสะดุดล้มขาดทุนไปบ้างสองสามครั้ง แต่พอจับทิศทางที่ถูกต้องได้ คราวนี้ก็โกยเงินก้อนโตได้ในคราวเดียว
โจวเยว่เซินเองก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ล้ำค่าจากเรื่องนี้เช่นกัน ทำให้ช่วงนี้ที่เขากลับดึกตื่นเช้าแทบทุกวัน ไม่ได้วุ่นวายอยู่แค่กับเรื่องที่ฟาร์มปศุสัตว์เพียงอย่างเดียว
ซือเนี่ยนยังคงมึนงงไปพักใหญ่ โอเค เธอรู้ว่ายุคไหนสมัยไหนมันก็มีคนที่รวยระดับสิบล้านร้อยล้านได้ แต่สำหรับเธอที่เพิ่งมาจากยุคที่เงินเฟ้อไปแล้ว มาเจอเงินสดๆ หลายแสนในยุคนี้ มันคือเงินก้อนที่ใหญ่โตมโหฬารมากๆ!
นี่ในขณะที่เธอยังต้องพยายามเก็บเล็กผสมน้อย อดออมเพื่ออนาคต แต่คุณสามีของเธอกลับหอบเงินหลายแสนกลับบ้านมาง่ายๆ ซะแล้ว!
ให้ตายสิ คนเราพอเอามาเทียบกันแล้วมันน่าหงุดหงิดชะมัด!
ซือเนี่ยนปรับอารมณ์ แล้วมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อนขึ้น “แล้วเรื่องบ้านที่ขาดทุนนั่นล่ะคะ มันเป็นยังไง? ขาดทุนเยอะมากเลยเหรอ? แล้วบ้านมันอยู่ที่ไหน?”
ในยุคนี้ การซื้อขายบ้านก็พอมีให้เห็นอยู่บ้าง คนที่มีเงินหน่อยก็จะขยับขยายไปอยู่ในทำเลที่ดีขึ้น พอบ้านเก่าไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรก็จะขายทิ้งไป แต่สถานการณ์แบบนี้ก็นับว่ายังมีน้อย
เพราะคนที่ย้ายไปอยู่ที่หรูหรากว่าเดิมได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว ดังนั้นใครที่อยากจะซื้อบ้านเก่าเก็บแบบนี้ ยังต้องอาศัยเส้นสายคนรู้จักแนะนำกันมา
ข้อดีคือขั้นตอนการซื้อขายในยุคนี้ยังไม่ยุ่งยากซับซ้อน แค่ตกลงราคากันได้ โอนย้ายสิทธิ์กันก็เป็นอันจบเรื่อง ไม่มีข้อจำกัดหยุมหยิมอะไรมากมาย
ถึงแม้ราคาบ้านในตอนนี้จะยังไม่สูงลิ่ว แต่ก็ไม่ใช่ราคาที่คนทั่วไปจะสามารถซื้อหามาครอบครองได้ง่ายๆ
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในยุคนี้ถึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองเห็นลู่ทางทำธุรกิจ พวกเขาแอบกว้านซื้อบ้านเก่าเก็บเหล่านี้ไว้ในราคาถูกๆ และสุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็กลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านในชั่วพริบตา
เพราะหลังจากยุคนี้ไป รัฐบาลจะยกเลิกการจัดสรรที่อยู่อาศัยแบบเดิม แล้วค่อยๆ เปลี่ยนนโยบายให้เป็นการใช้เงินซื้อแทน ตลาดบ้านจัดสรรเพื่อการค้าจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้บ้านเก่าเหล่านี้มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
โจวเยว่เซินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาอธิบายช้าๆ “บ้านพวกนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกครับ มันอยู่ที่เมืองปักกิ่งโน่น เป็นพวกบ้านเก่าๆ กับเรือนสี่ประสานในย่านนั้นน่ะ เพื่อนผมดันซวย รับช่วงต่อมาก็โดนหลอกเข้าเต็มๆ คือเพื่อนของเขาอีกทีน่ะเป็นคนทำธุรกิจนี้โดยเฉพาะ แต่ดันเชิดเงินแล้วหนีไป ทิ้งปัญหาไว้ให้เพื่อนผมรับหน้าแทน พวกเจ้าของบ้านเดิมที่รีบร้อนขายก็จ่ายเงินค่าดำเนินการไปเยอะแล้ว พอเรื่องเป็นแบบนี้ พวกเขาก็เลยมาโวยวายทวงเงินคืนที่เพื่อนผม”
เขาถอนหายใจเบาๆ “พวกเรือนสี่ประสานส่วนใหญ่เป็นครอบครัวใหญ่ๆ อยู่กัน ราคามันไม่ถูกเลย ถ้าไม่ใช่เพราะร้อนเงินหรือมีเหตุจำเป็นจริงๆ เขาไม่ขายกันหรอก หลังหนึ่งก็ตกเป็นหมื่นหยวน คนทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อไหวหรอก พอขายไม่ออก ตอนนี้เจ้าของเดิมเลยพากันมาโวยวายเอาเงินชดเชยกันยกใหญ่”
ซือเนี่ยนตาโตกว่าเดิมอีก “เรือนสี่ประสานเหรอคะ?”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ “ใช่ครับ เขาเลยตัดสินใจว่าจะตัดใจขายทิ้งในราคาถูกๆ ไปซะ เพราะยังไงซะ คนพวกนั้นก็ดันไปเซ็นสัญญากับไอ้เพื่อนตัวแสบของเขาไปแล้ว ตอนนี้มันขายยาก เขาก็เลยต้องยอมขาดทุนปล่อยๆ มันไป ดีกว่าเก็บไว้ให้ปวดหัว ยังไงก็ต้องควักเนื้อตัวเองจ่ายชดเชยส่วนต่างอยู่แล้ว หรือไม่ก็ต้องจ่ายค่าปรับตามที่ระบุไว้ในสัญญา”
เขาหยุดพูดไปแป๊บหนึ่ง แล้วมองหน้าเธอ “เขาถามผมว่าสนใจอยากได้สักหลังไหม เขาจะเก็บไว้ให้ ผมเลยนึกขึ้นได้ว่าคุณกำลังจะต้องไปเรียนต่อที่เมืองปักกิ่งพอดี ผมก็เลยบอกให้เขาช่วยเก็บหลังที่มีย่านส่วนตัวไว้ให้หลังหนึ่ง”
“เดี๋ยวก่อน!” ซือเนี่ยนรีบร้องห้าม “ขายราคาถูกๆ ไปมันก็เสียดายแย่สิ!”
โจวเยว่เซินตอบตามตรง “เขาไม่มีเวลามาวุ่นวายจัดการเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก เขาอยากจะทุ่มเทสมาธิไปที่การพัฒนาโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ามากกว่า”
ซือเนี่ยนสวนกลับทันควัน “ถ้าอย่างนั้น คุณก็รับช่วงต่อบ้านทั้งหมดนั่นมาเลยสิ! คุณลองคิดดูนะ สถานที่อย่างเมืองปักกิ่งน่ะ อนาคตจะต้องพัฒนาไปได้เร็วกว่านี้อีกหลายเท่าแน่ๆ บ้านพวกนี้ถ้าเราเก็บเอาไว้ ถึงจะไม่ได้ขายต่อ ทำแค่ปล่อยเช่า ยังไงก็ไม่ขาดทุนหรอกค่ะ”
เธออยากจะตะโกนบอกเขาใจจะขาดว่า ‘บ้านพวกนั้นน่ะ! อนาคตมันราคาหลังละเป็นร้อยล้านเลยนะ! ต่อให้ทำเลแย่แค่ไหน ก็ต้องมีหลักสิบล้านอัพ!’
เดิมทีเธอยังนั่งกลุ้มอยู่เลยว่า ถ้าถึงเวลาที่ต้องฉวยโอกาสนี้กว้านซื้อบ้านเก็บไว้ เธอจะไปหาช่องทางหรือเส้นสายจากที่ไหนมาจัดการเรื่องนี้ได้
นี่มันอะไรกัน โจวเยว่เซินกลับเอาโอกาสทองมาเสิร์ฟให้เธอถึงที่เลยงั้นเหรอ!
โจวเยว่เซินมองภรรยาที่ดวงตาเป็นประกาย เขามองทะลุความคิดเธอได้ในเสี้ยววินาที “คุณอยากได้บ้านพวกนั้น?”
ซือเนี่ยนพยักหน้าหงึกหงักทันที “ค่ะ! ฉันมีความรู้สึกรุนแรงมากว่า บ้านพวกนี้ ในอนาคตมันจะต้องมีค่ามหาศาลแน่ๆ”
โจวเยว่เซินใช้เวลาครุ่นคิดเพียงครู่เดียวเท่านั้น ซือเนี่ยนไม่ใช่คนที่จะพูดจาเหลวไหลหรือเอาแต่ใจตัวเอง ถ้าเธอพูดออกมาแบบนี้ แสดงว่าเธอต้องมีความคิดหรือเหตุผลบางอย่างรองรับอยู่แน่นอน
เขาก็เลยตัดสินใจได้ไม่ยาก “ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปคุยกับเขาเอง จะเก็บไว้ให้คุณทั้งหมดเลย”
ซือเนี่ยนอึ้งไปเลย เธอไม่คิดว่าเขาจะตกลงง่ายดายขนาดนี้ โดยที่ไม่ซักไซ้เหตุผลของเธอสักคำ
บ้านพวกนั้นราคาไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ ถ้าจะเหมามาทั้งหมด มันต้องใช้เงินมากขนาดไหนกัน
แต่โอกาสทองแบบนี้ลอยมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ซือเนี่ยนไม่มีทางปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาด!
ทว่า การที่โจวเยว่เซินเชื่อใจและพร้อมจะสนับสนุนเธออย่างไม่มีเงื่อนไข มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอสบตาเขานิ่ง พูดด้วยน้ำเสียงที่ยังคงซับซ้อน “โจวเยว่เซิน คุณไม่คิดจะถามฉันหน่อยเหรอคะว่าทำไมฉันถึงอยากได้มัน? ถ้าเกิดเราซื้อมาแล้วมันขายไม่ออกจริงๆ กลายเป็นจมทุนขึ้นมาจะทำยังไงล่ะคะ นี่มันบ้านตั้งหลายหลังเลยนะ”
เธอดักคอไว้ก่อน “ถึงฉันจะพูดว่ามันจะมีค่า แต่เรื่องของอนาคตน่ะ ใครมันจะไปการันตีได้ 100% กันล่ะ จริงไหม?”
โจวเยว่เซินยิ้มบางๆ “มันก็เยอะจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้าใส่ไว้เป็นชื่อของคุณ มันก็เหมือนเป็นหลักประกันชีวิตให้คุณนะ วันข้างหน้าถ้าปล่อยเช่า ก็น่าจะได้รายได้เข้ามาไม่น้อยเลย คุณต้องไปเรียนที่นั่นตั้งสี่ปี การมีเงินติดตัวเยอะหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย”
เขามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “และถ้าในอนาคต คุณเรียนจบแล้วไม่อยากทำงานออฟฟิศ หรือรู้สึกว่าชีวิตมันน่าเบื่อ การเป็นเจ้าของบ้านคอยเดินเก็บค่าเช่าชิลๆ มันก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยนะ”
ซือเนี่ยนซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก แต่เธอก็ไม่ได้โลภมากถึงขนาดจะฮุบไว้คนเดียว โดยเฉพาะเมื่อเธอเป็นคนเดียวที่รู้ความจริงเรื่องมูลค่าในอนาคตของมัน
เธอรีบส่ายหน้า “แน่นอนค่ะ ว่าจะให้ใส่ชื่อฉันคนเดียวทั้งหมดไม่ได้เด็ดขาด เราต้องแบ่งให้เสี่ยวตง เสี่ยวหาน แล้วก็เหยาเหยาด้วย คนละหลังไปเลย อนาคตพอพวกเขาโตขึ้น อย่างน้อยก็จะได้มีหลักประกันเป็นของตัวเอง ส่วนบ้านที่เหลือจากนั้น เราสองคนค่อยมาแบ่งกันคนละครึ่ง”
โจวเยว่เซินเห็นท่าทางจริงจังที่ไม่อยากให้ลูกๆ หรือเขาต้องเสียเปรียบแม้แต่น้อยของเธอก็อดหัวเราะในลำคอไม่ได้ เขาพยักหน้าตกลงอย่างว่าง่าย
อันที่จริง เงินแค่นี้สำหรับเขาตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย บ้านเหล่านี้ถึงแม้ในระยะสั้นอาจจะยังทำกำไรอะไรไม่ได้มากนัก ทำได้ดีที่สุดก็แค่ปล่อยเช่า แต่การเก็บมันไว้ก็ไม่เสียหาย เผื่อในอนาคตเกิดมีเรื่องฉุกเฉินต้องใช้เงิน การขายมันต่อออกไป อย่างน้อยก็น่าจะได้ทุนคืนมาบ้าง
เขานึกขึ้นได้ เลยมองซือเนี่ยนแล้วถามเสียงเบา “แล้วเมื่อกี้ คุณบอกว่ามีอะไรจะบอกผมไม่ใช่เหรอ?”
ซือเนี่ยนที่กำลังล่องลอยไปไกลถึงจินตนาการว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีนีเจ้าของที่ดินนับสิบในเมืองหลวง สะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบัน และนึกถึงเรื่องสำคัญที่เธอกำลังจะตัดสินใจได้
เธอจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเล่าการตัดสินใจของเธอบอกให้เขากับลูกๆ ฟัง
เด็กๆ ทั้งสามคน ตอนแรกที่ได้ยินพ่อกับแม่คุยกันเรื่องบ้าน เรื่องอสังหาริมทรัพย์อะไรนั่น พวกเขาก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เลยไม่ได้ตั้งใจฟัง
แต่พอประโยคที่ว่า ซือเนี่ยนกำลังจะไปเรียน ‘มหาวิทยาลัย’ หลุดออกมาเท่านั้นแหละ!
เด็กทั้งสามคนหันขวับมามองเธอเป็นตาเดียวทันที สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาปรึกษากันเรื่องนี้มาสักพักแล้ว พวกเขารู้ดีว่ามหาวิทยาลัยที่คุณแม่สอบติดน่ะ มันอยู่ไกลมากๆ มันอยู่ในเมืองหลวงของประเทศเลยนะ!
นั่นหมายความว่าคุณแม่จะต้องไปอยู่ที่นั่น และจะได้กลับบ้านก็ต่อเมื่อถึงช่วงวันหยุดเทศกาลเท่านั้น
แน่นอนว่าพวกเขาไม่อยากให้คุณแม่ไปเลยสักนิด!
แต่คุณพ่อก็อธิบายให้พวกเขาฟังแล้วว่า นั่นคือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศ
พวกเขาจะเห็นแก่ตัว รั้งคุณแม่ไว้เพียงเพราะว่าตัวเองไม่อยากห่าง ไม่ได้เด็ดขาด
คุณพ่อยังกำชับนักหนาด้วยว่า ห้ามพวกเขาพูดเรื่องนี้เด็ดขาด เพราะกลัวว่าคุณแม่จะรู้สึกกดดัน
ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา เด็กๆ จึงต้องเก็บความกังวลนี้ไว้ ไม่กล้าเอ่ยปากพูดถึงมันเลยสักครั้ง
แต่พวกเขาไม่คิดเลยว่า วันนี้คุณแม่จะเป็นคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเสียเอง
แถมยังโยนทางเลือกสองทางมาให้พวกเขาช่วยตัดสินใจอีกด้วย
ซึ่ง ทั้งสองทางเลือกนั่น พวกเขาไม่อยากเลือกมันเลยสักทาง! จะอยู่กับคุณแม่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ตลอดไปเลยไม่ได้หรือยังไง?
ทำไมคุณแม่จะต้องพักการเรียนเพื่อมาอยู่บ้านดูแลพวกเขาด้วยล่ะ? ถ้ามันจำเป็นขนาดนั้น พวกเขาก็พักการเรียนของตัวเอง แล้วย้ายตามไปดูแลคุณแม่แทนก็ได้นี่นา!
พวกเขายังเด็ก ค่อยๆ เรียนไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
แต่คุณแม่ คุณแม่พยายามจนเดินมาถึงก้าวสุดท้ายของการแข่งขันแล้ว
แต่กลับต้องมาสะดุดขาตัวเอง ถอยหลังกลับไปเพียงเพราะเป็นห่วงพวกเขาน่ะเหรอ
ถ้าครั้งนี้คุณพ่อใจร้าย ไม่ยอมให้คุณแม่ไปเรียน แต่กลับบังคับให้คุณแม่พักการเรียนล่ะก็ พวกเขาสามคนพี่น้องสาบานเลยว่า จะไม่ยอมพูดคุยกับคุณพ่ออีกต่อไป!
โจวเยว่เซินนั่งฟังภรรยาของเขาพูดทุกอย่างจนจบด้วยความตั้งใจ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สงบและมั่นคง
“เรื่องนี้ ผมคิดทบทวนดูหมดแล้วล่ะครับ”
เขาสบตากับซือเนี่ยนตรงๆ กล่าวด้วยเสียงทุ้มที่หนักแน่น “ผมตัดสินใจแล้วว่า ผมจะพาลูกๆ ทั้งสามคน ย้ายไปอยู่ที่เมืองปักกิ่งกับคุณ”
เขายิ้มให้เธอนิดๆ “เรื่องบ้าน ผมก็หาไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ส่วนเรื่องย้ายโรงเรียนให้ลูกๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย และอีกอย่าง ผมเองก็อยากจะลองไปเสี่ยงโชคที่นั่นดูสักสองสามปีเหมือนกัน”
[จบบท]