บทที่ 430: การไล่ตาม
ซือเนี่ยนไม่เคยหยุดเดินไปข้างหน้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว และโจวเยว่เซินก็พยายามอย่างสุดกำลังที่จะก้าวตามเธอให้ทัน
แต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า แค่สถานะ ‘คนเลี้ยงหมู’ ที่เขามี มันไม่เพียงพอเลยจริงๆ
การจะไล่ตามแสงสว่างที่เจิดจ้าขนาดนั้นมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ เขาจึงเริ่มหวั่นไหวเมื่อมีเพื่อนมาชวนให้ร่วมลงทุน
ทั้งที่ปกติแล้วเขาไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่การที่ซือเนี่ยนก้าวเข้ามาในชีวิต มันทำให้เขากล้าที่จะลองเสี่ยงดูสักตั้ง และเพราะก้าวแรกที่กล้าเสี่ยงในวันนั้น วันนี้เขาถึงสามารถยืนหยัดเคียงข้างเธอได้อย่างมั่นคงโดยไม่ลังเล พร้อมที่จะจับมือเดินไปด้วยกันจนถึงที่สุด
พอเด็กๆ ได้ยินว่าจะได้ย้ายบ้านตามแม่ไปปักกิ่งเท่านั้นแหละ เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังลั่นบ้าน โดยเฉพาะโจวเจ๋อหานที่ดูจะตื่นเต้นกว่าใครเพื่อน เจ้าตัวเล็กกระโดดเหยงๆ พลางเขย่าแขนพ่อ
“พ่อครับ! พ่อครับ! งั้นก็หมายความว่าผมจะได้นั่งรถไฟขบวนยาวๆๆๆ อีกแล้วใช่ไหมครับ”
โจวเยว่เซินมองรอยยิ้มกว้างจนแก้มแทบแตกและความคาดหวังที่เปล่งประกายในดวงตาของลูกๆ เขาก็มั่นใจว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิด เพราะไม่ว่าซือเนี่ยนจะเลือกทางไหน มันก็ต้องมีคนเสียความรู้สึกอยู่ดี เด็กๆ ก็ไม่อยากห่างแม่ เขาเองก็ไม่อยากห่างภรรยา แต่ครั้นจะรั้งเธอไว้ไม่ให้ไปตามความฝัน เขาก็ใจร้ายทำเรื่องแบบนั้นไม่ลงเหมือนกัน
แน่นอนว่าการย้ายไปปักกิ่งครั้งนี้ เขาไม่ได้ไปตัวเปล่า ฟาร์มปศุสัตว์ที่นี่ก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เพราะรากฐานของพวกเขาอยู่ที่นี่ ยังไงวันหนึ่งก็ต้องกลับมา
ฟาร์มแห่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างอาชีพให้ครอบครัว แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านในละแวกนี้ด้วย
โจวเยว่เซินถึงกับแบ่งผลกำไรครึ่งหนึ่งไปสมทบทุนสร้างถนนในหมู่บ้าน จนตอนนี้ ในขณะที่หมู่บ้านอื่นยังต้องทนขับรถบนทางดินลูกรังขรุขระ หมู่บ้านของพวกเขาก็มีถนนลาดยางอย่างดีตัดผ่านแล้ว การเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกสบายขึ้นเยอะ
ในเมื่อชีวิตตัวเองดีขึ้นแล้ว ก็ต้องช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนไปด้วย เขาคิดว่ามันคุ้มค่า แม้จะไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย อย่างน้อยก็ถือเป็นการสะสมบุญกุศล
โจวเยว่เซินรู้ดีว่ามือของเขาเปื้อนเลือดมามากแค่ไหน ถ้าการทำความดีเหล่านี้มันพอจะมีอานิสงส์อยู่บ้าง เขาก็ขออุทิศผลบุญทั้งหมดให้ซือเนี่ยนกับลูกๆ ปลอดภัยและมีความสุข แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว
เขาลูบหัวเล็กๆ ของลูกชายเบาๆ “แน่นอนสิครับ”
ข่าวการย้ายบ้านไปแดนเหนือทำให้บ้านตระกูลโจวกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่สำหรับเจี่ยงจิว เพื่อนซี้หนึ่งเดียวของโจวเจ๋อหาน ข่าวนี้กลับทำให้โลกของเขาสดใสลดลงทุกทีๆ
แม้โจวเจ๋อหานจะปลอบแล้วปลอบอีกว่า “เสี่ยวเจี่ยง ไม่ต้องเศร้าน่า พ่อฉันบอกว่ารอแม่เรียนจบมหา'ลัย พวกเราก็จะกลับมาที่นี่แล้ว แค่ไม่กี่ปีเอง ไม่ได้เจอกันแป๊บเดียว ดีกว่าไม่ได้เจอกันตลอดชีวิตตั้งเยอะนะ”
โจวเจ๋อหานรู้สึกว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้แล้ว แม้จะไม่อยากจากเพื่อนรัก แต่เขาก็อยากอยู่กับแม่มากกว่า
ก็เจี่ยงจิวมีทั้งคุณปู่ คุณย่า แถมยังมีพ่ออยู่ด้วย แต่ถ้าปล่อยแม่ไปปักกิ่งคนเดียว แม่ก็จะไม่มีใครเลย มันน่าสงสารเกินไป แม่เคยสอนไว้ว่า ครอบครัวต้องมาก่อน ส่วนเพื่อนนั้นมาทีหลัง
ทว่าเจี่ยงจิวไม่เข้าใจเหตุผลของผู้ใหญ่ เขารู้แค่ว่าต่อให้เขาร้องไห้เสียใจแค่ไหน ก็รั้งเพื่อนไว้ไม่ได้ ครั้งนี้ต้องจากกันจริงๆ แล้ว
พอกลับถึงบ้าน เด็กชายก็ไม่ยอมแตะข้าวแตะปลา เขารู้ดีว่าถ้าพวกพี่รองไป เขาก็ต้องกลับไปอยู่คนเดียวเหมือนเดิม เขาไม่อยากให้พี่รองไปเลย ถึงตอนนี้พ่อจะยอมกลับบ้านมาอยู่ด้วยบ่อยขึ้น แต่ในใจของเจี่ยงจิว พี่รองสำคัญกว่าพ่อไปแล้ว
ในที่สุด เด็กชายก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง! เขาแอบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ทุบกระปุกออมสินหมูจนแตกละเอียด กวาดเงินทั้งหมดที่มีใส่กระเป๋า เขียนจดหมายลาทิ้งไว้ แล้วสะพายเป้เดินดุ่มๆ ไปบ้านตระกูลโจวทันที
เหลืออีกแค่สิบวันเท่านั้นที่จะได้ออกเดินทาง โจวเจ๋อหานแทบจะนับวันรอไม่ไหว ประสบการณ์การนั่งรถไฟครั้งก่อนมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ จนเขายังนึกถึงมันอยู่ตลอดเวลา
“พี่ใหญ่! คราวนี้เราเอาหมากล้อมห้าตัวไปเล่นบนรถไฟกันนะ”
“พี่ใหญ่ พี่จะเอาเสื้อผ้าไปกี่ชุดอะ”
“พี่ใหญ่! ช่วยผมยัดเสื้อผ้าชุดใหม่ลงกระเป๋าหน่อย ผมว่ากระเป๋าผมจะระเบิดแล้วเนี่ย”
เจ้าตัวเล็กดี๊ด๊าอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาดังเฮือก “เฮ้อ... ถ้าเสี่ยวเจี่ยงได้ไปกับเราด้วยก็คงดีเนอะ”
โจวเจ๋อตงไม่มีอารมณ์จะมาเล่นด้วย เขากำลังยุ่งหัวฟูกับการเขียนสูตรเครื่องปรุงและวิธีทำเครปไข่เวอร์ชันอัปเกรด เพื่อจะส่งไม้ต่อให้พวกพี่เฉินดูแลแทน อย่างน้อยก็ให้ลูกค้ามีอะไรใหม่ๆ กินระหว่างที่เขาไม่อยู่
ถึงจะต้องไปไกล แต่แผงลอยนี้คือธุรกิจแรกในชีวิตที่เขาปลุกปั้นมากับมือ จะทิ้งไปดื้อๆ ได้ยังไง เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที เขาเลยไม่มีเวลามาสนใจความดราม่าของน้องชาย
ขณะเดียวกัน ซือเนี่ยนกำลังเพลิดเพลินกับการดูแลแปลงผักสวนครัวขนาดย่อมของเธออยู่หน้าบ้าน ถึงจะปลูกไว้นิดๆ หน่อยๆ แต่ก็พอเก็บกินในครอบครัวได้
ผักใบเขียวสดอวบอ้วนน่ากินไปหมด เธอกำลังย้ายกระถางผักทั้งหมดไปรวมกันไว้ กะว่าเดี๋ยวพอพ่อกับแม่ย้ายมาอยู่ พวกท่านจะได้มีอะไรทำแก้เหงา แถมยังประหยัดค่ากับข้าวได้อีกด้วย
“รดน้ำๆ โตไวๆ นะจ๊ะ” เธอกำลังฮัมเพลงรดน้ำต้นไม้อย่างอารมณ์ดี ทันใดนั้นก็มีเงาเล็กๆ ตะคุ่มๆ เข้ามาใกล้ ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นโจวเจ๋อหาน แต่พอกำลังจะอ้าปากทัก เธอก็ต้องชะงักเมื่อสบตากับดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความประหม่าของเจี่ยงจิว
เด็กชายสวมหมวกแก๊ป ชุดกีฬาทั้งชุด รองเท้าผ้าใบ บนข้อมือมีนาฬิกา แถมยังสะพายเป้ใบโต เหมือนเตรียมตัวจะไปเข้าค่ายแรมคืนที่ไหนสักแห่ง
ซือเนี่ยนกำลังจะถามว่ามาหาเสี่ยวหานเหรอ แต่เจี่ยงจิวก็ชิงล้วงกระเป๋าเสื้อ ควักเงินทั้งแบงก์ทั้งเหรียญออกมากองตรงหน้าเธอ “คุณน้าซือครับ! ผมเอาเงินทั้งหมดมาให้คุณน้าเลย คุณน้าพาผมไปปักกิ่งด้วยได้ไหมครับ”
ซือเนี่ยนยืนอึ้งไปเลย เธอมองกองเงินในมือเล็กๆ นั่น มีทั้งเศษเหรียญปนกับธนบัตรสิบหยวนต้าถวนเจี๋ยอีกเป็นสิบใบ ก่อนที่เด็กชายจะรีบสำทับ “ผมมีเงินนะ ผมไม่รบกวนเงินของคุณน้าแน่นอนครับ!”
“เอ่อ... เสี่ยวเจี่ยง” ซือเนี่ยนได้สติ พลางนวดขมับเบาๆ “นี่หนูไม่อยากจากเสี่ยวหานขนาดนั้นเลยเหรอ”
เจี่ยงจิวพยักหน้าหงึกๆ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “ครับ! ผมอยากไปโรงเรียนกับพี่รอง ผมอยากเล่นกับพี่รองครับ”
ซือเนี่ยนมองเด็กชายด้วยแววตาซับซ้อน “แล้วคุณปู่ คุณย่า แล้วก็พ่อของเธอล่ะ ว่าไง”
เจี่ยงจิวเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงอ่อย “เดี๋ยวผมโตแล้วจะกลับมาเยี่ยมพวกเขาเองครับ”
ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น... ให้มันได้แบบนี้สิ! เจ้าเด็กคนนี้นี่มันกตัญญูจริงๆ สงสัยจะโดนเจ้าสองแสบลูกเธอยุแหงๆ
เธอกำลังจนปัญญาว่าจะจัดการสถานการณ์นี้ยังไงดี จังหวะนั้นเอง เจี่ยงเหวินชิงก็วิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกล ในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ เขารีบปรี่เข้ามาหา
“ขอโทษครับอาจารย์ซือ! ขอโทษจริงๆ ที่มารบกวน ไม่นึกเลยว่าเจ้าลูกชายตัวดีจะก่อเรื่องแบบนี้”
เจี่ยงเหวินชิงก้มลงมองลูกชายที่ยืนตัวลีบ ก่อนจะชูจดหมายในมือ “เสี่ยวจิว! กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย เรื่องนี้เราต้องคุยกันยาว” น้ำเสียงของเขาจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เจี่ยงจิวเพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป พอความวู่วามหายไป ความกลัวก็เข้ามาแทนที่
ที่ผ่านมาเพราะทุกคนรู้ว่าเขาเสียใจที่เพื่อนจะย้ายไป เลยตามใจเขาทุกอย่าง แม้แต่ตอนที่เขาหนีไปนอนค้างบ้านพี่รองก็ไม่มีใครว่า แถมยังซื้อของมาประเคนให้ไม่หยุด พอทำผิดก็ไม่มีใครดุเขาเลยสักนิด
นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้
แต่พอมาเจอสายตาลำบากใจของคุณน้าซือ กับหน้าขรึมๆ ของพ่อตัวเอง ความกลัวก็จุกขึ้นมาที่คอหอย
เด็กชายเม้มปากแน่น ยอมเดินคอตกตามพ่อกลับบ้านไปแต่โดยดี
เมื่อกลับถึงบ้าน เจี่ยงเหวินชิงปล่อยมือลูกชาย พอเห็นแววตาหวาดๆ นั่น เขาก็ถอนหายใจ พยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง
“เสี่ยวจิว ลูกอยากไปปักกิ่งมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
เจี่ยงจิวเอาแต่ก้มหน้าเงียบ
“เฮ้อ... เอาเถอะ พ่อก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้ไป” เจี่ยงเหวินชิงพูดต่อ “จริงๆ แม่กับน้องชายฝาแฝดของลูกก็อยู่ที่ปักกิ่ง คุณตาคุณยายก็อยู่ที่นั่น ที่ผ่านมาเพราะงานของพ่อ เราเลยไม่เคยได้ไปเยี่ยมพวกเขาเลย ถ้าลูกอยากไปจริงๆ พ่อก็จะพาลูกไป”
ตาสองข้างของเจี่ยงจิวเบิกกว้างขึ้นทันที “จริงเหรอครับ! ผมจะได้ไปกับพี่รอง แล้ว... แล้วผมจะได้เจอแม่ด้วยเหรอครับ”
คำว่า "แม่" สำหรับเขา มันช่างห่างไกลยิ่งกว่าคำว่า "พ่อ" เสียอีก
เขาเป็นแฝดกับน้องชาย แต่พอพ่อแม่หย่ากัน พวกเขาก็ถูกจับแยกกันไปอยู่คนละฝ่าย
พ่อของเขาก็บ้างาน เขาเลยโตมากับปู่ย่า ถึงจะไม่ได้ผูกพันอะไรกับแม่ แต่แค่คิดว่าจะได้เจอ เจี่ยงจิวก็ตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้น
เขาเกือบจะต้องเสียเพื่อนรักไปแล้ว ยังไม่ทันได้ใช้เวลาด้วยกันให้คุ้ม ยังไม่ทันได้โตไปด้วยกันเลย พวกพี่รองก็จะหนีไปไกล ทิ้งให้เขาเหงาอยู่คนเดียว
เขาเอาแต่คิดว่าถ้าผ่านไปหลายปี พี่รองต้องมีเพื่อนใหม่แล้วลืมเขาแน่ๆ แค่คิดก็เศร้าจนนอนไม่หลับแล้ว
“อืม” เจี่ยงเหวินชิงมองลูกชายที่สีหน้าเปลี่ยนเป็นสดใส “อีกอย่าง ปู่กับย่าก็อายุมากแล้ว ไม่มีแรงจะมาวิ่งไล่ตามลูกแล้ว ให้ท่านได้พักผ่อนบ้างก็ดีเหมือนกัน”
สิ้นคำอนุญาตเท่านั้นแหละ เจี่ยงจิวก็ยิ้มกว้าง รีบวิ่งแจ้นกลับไปบ้านตระกูลโจวเพื่อแจ้งข่าวดีนี้ให้เพื่อนซี้ฟังทันที
ซือเนี่ยนที่กำลังกลุ้มใจอยู่ พอได้ยินว่าสรุปเจี่ยงจิวจะได้ไปด้วย เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลย ไม่คิดว่าเรื่องจะจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ไม่ต้องมีใครต้องเสียน้ำตาให้การจากลาครั้งนี้
…
ณ มุมหนึ่งของสวน ต้าหวง สุนัขหนุ่มใหญ่ที่โตเต็มวัยแล้ว นอนเอาคางเกยขาหน้า มองดูเหล่ามนุษย์ที่กำลังวิ่งไล่จับกันอย่างมีความสุข พลางถอนหายใจ...
โลกนี้ช่างโหดร้าย ไม่มีใครเข้าใจหัวอกหมาอย่างต้าหวงเลย แม่หมาก็ไม่มีแล้ว ต้าหวงผู้นี้ช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน
[จบบท]