บทที่ 431: โจวเยว่เซินให้มากเกินไปจริงๆ
เรื่องที่ว่าเจ้าต้าหวงกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่นั้น พักไว้ก่อนเถอะ ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอ่านความคิดของสุนัขออกอยู่แล้ว
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง หลินซือซือซึ่งใช้เวลาพักฟื้นสภาพจิตใจนานกว่าหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดก็สามารถเรียกขวัญและกำลังใจของตัวเองกลับคืนมาได้
เธอมั่นอกมั่นใจมาตลอดว่าในชาตินี้ ขอเพียงแค่ได้หวนคืนสู่ตระกูลซือ ชีวิตของเธอย่อมต้องรุ่งโรจน์ ส่องประกายเจิดจรัสได้ไม่ต่างจากซือเนี่ยน แต่เธอกลับลืมข้อเท็จจริงสำคัญไปข้อหนึ่ง
...ซือเนี่ยนถูกเคี่ยวกรำด้วยการศึกษาจากครอบครัวในเมืองมานานนับสิบปี ประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานขนาดนั้น ไหนเลยจะเป็นสิ่งที่เธอจะใช้เวลาเพียงปีหรือสองปีไล่ตามได้ทัน
จริงอยู่ที่เธอพลาดท่าเสียทีไปหลายครั้ง ต้องเสียหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แม้กระทั่งตอนนี้ พอนึกย้อนกลับไป ความอิจฉาริษยาก็ยังคงแผดเผาจนข่มตานอนไม่หลับ เจ็บปวดรวดร้าวในอกจนไม่อยากอาหาร
แต่ถึงอย่างไรเธอก็คือผู้ที่ได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ทั้งคน จะปล่อยให้ตัวเองจมปลักอยู่กับความล้มเหลวแค่นี้ได้อย่างไร
ที่สำคัญ ชาตินี้เธอก็ยังสอบติดมหาวิทยาลัยได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้แต่ต้น
วุฒิการศึกษาคือเป้าหมายแรกของเธอ ตราบใดที่ยังมีใบปริญญาเป็นใบเบิกทาง ประกอบกับความทรงจำล่วงหน้าเกี่ยวกับอนาคตที่เธอมี เธอย่อมไม่ตกต่ำไปกว่าซือเนี่ยนแน่นอน
หลินซือซือเริ่มมองเห็นลู่ทางทำกิน
ชาติที่แล้วซือเนี่ยนกอบโกยความมั่งคั่งจากการทำโรงงานเสื้อผ้าและธุรกิจด้านความงาม แต่ในชาตินี้ ซือเนี่ยนมุ่งหน้าไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย คงไม่มีเวลามาจับธุรกิจพวกนี้แน่ แถมยังตัดขาดจากตระกูลฟู่ซึ่งเคยเป็นกำลังสนับสนุนสำคัญ
การจะเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเองคงไม่ใช่เรื่องง่าย ตรงกันข้าม โอกาสทองทั้งหมดนี้กลับลอยมาอยู่ในมือเธอแทน
สิ่งเร่งด่วนที่สุดตอนนี้คือการกลับไปกระชับความสัมพันธ์กับฟู่หยาง หากเธอสามารถตั้งท้องลูกของเขาได้สักคน สถานะในตระกูลฟู่ย่อมมั่นคงแข็งแรง
ก่อนหน้านี้เธอเคยหวาดระแวงว่าซือเนี่ยนจะหวนกลับมาแย่งชิงฟู่หยางไป แต่เมื่อเห็นภาพความสัมพันธ์อันหวานชื่นระหว่างซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินแล้ว ทั้งสองคงก้าวข้ามไปถึงขั้นลึกซึ้งกันหมดแล้ว
ความเป็นไปได้ระหว่างซือเนี่ยนกับฟู่หยางจึงจบสิ้นลงโดยสมบูรณ์
เมื่อไร้ซึ่งศัตรูหัวใจอย่างซือเนี่ยน การพิชิตใจฟู่หยางก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม
เธอยอมรับว่าก่อนหน้านี้ตัวเองโง่เง่าไปหน่อย แค่โดนซือเนี่ยนยั่วโมโหไม่กี่คำ ก็เตลิดเปิดเปิง เที่ยวไปเปรียบเทียบแข่งขันกับอีกฝ่าย จนสูญเสียการควบคุมและทำเรื่องผิดพลาดลงไป
เมื่อคิดทบทวนดูใหม่ ซือเนี่ยนสอบได้มหาวิทยาลัยชั้นนำก็ต้องไปเรียนเป็นธรรมดา ช่วงเวลานี้แหละคือโอกาสทองของเธอ เธอจะใช้เวลาเข้าเรียนที่นี่ไปพร้อมๆ กับการมองหานักลงทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง รอจนกระทั่งซือเนี่ยนเรียนจบกลับมา ถึงตอนนั้นเธออาจจะกลายเป็นเศรษฐินีไปแล้วก็ได้
แค่คิดภาพตาม หลินซือซือก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก
ในโลกอนาคตที่เธอมองเห็น วุฒิการศึกษาไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหนา มันก็แค่สิ่งที่เอาไว้อวดให้คนอื่นอิจฉาเล่นเท่านั้น ต่อให้จบสูงแค่ไหน แต่ถ้าหาเงินไม่เป็น ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
ตอนนี้เธอมีทั้งโอกาส จังหวะเวลา และความได้เปรียบ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องลดตัวไปแข่งขันกับซือเนี่ยนเลย
หลินซือซือจัดการแต่งตัวจนดูดี เตรียมบทพูดไว้อย่างเสร็จสรรพ มุ่งหน้าไปหาฟู่หยางที่บ้านพัก
ทว่า ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เธอก็ได้รับข่าวฟ้าผ่า ฟู่หยางถูกคำสั่งย้ายด่วนให้ไปประจำการที่เขตทหารชายแดนอันห่างไกล โดยไม่มีกำหนดกลับที่แน่นอน
"ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้!" เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว!
หลินซือซือไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง แต่คุณนายเจิ้งกลับสาดถ้อยคำเยาะเย้ยใส่เธออย่างไม่ใยดี
"มันมีอะไรน่าแปลกใจนักหรือ ชีวิตเมียทหารก็เป็นแบบนี้แหละ ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมันสั้น ส่วนช่วงเวลาที่ต้องจากกันมันยาว อย่าว่าแต่ไม่กี่เดือนเลย บางคู่หลายปีไม่ได้เจอกันก็ถมเถไป ถ้าเธอทนความลำบากนี้ไม่ได้ ก็ไปยื่นเรื่องหย่าได้เลยนะ"
แค่เรื่องที่ฟู่หยางถูกย้ายก็ทำให้อารมณ์เสียพออยู่แล้ว หลินซือซือยังกล้าบุกมาถามถึงที่บ้านอีก ตอนนี้คุณนายเจิ้งรู้สึกว่าตัวเองชักจะมีคุณสมบัติของแม่สามีใจร้ายผู้เกรี้ยวกราดขึ้นมาเต็มเปี่ยม
หลินซือซือยืนตัวแข็งทื่อ สมองมึนงงไปหมด ฟู่หยางถูกย้าย แถมยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ เมื่อฟังจากน้ำเสียงเฉยชาของแม่ฟู่ ก็ดูเหมือนว่าคงจะไม่รู้กำหนดการกลับมาจริงๆ เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังมืดดับลง
***
เวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ครอบครัวของพ่อหลินและแม่หลินก็เก็บข้าวของย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของซือเนี่ยน
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะหาบ้านเช่าอยู่แถวๆ นี้ แต่โจวเยว่เซินเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนไว้ก่อน
เขาให้เหตุผลว่าพวกเขากำลังจะพาลูกๆ ย้ายไปอยู่ที่เมืองปักกิ่ง บ้านหลังนี้ก็จะถูกทิ้งให้ว่างเปล่า สู้ให้พวกท่านย้ายเข้ามาอยู่ยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ช่วยเป็นหูเป็นตา ดูแลบ้านช่องให้ เผื่อมีขโมยขโจรย่องเข้ามาตอนไม่มีคนอยู่
ข้าวของหลายอย่างในบ้านก็ไม่สามารถขนย้ายตามไปด้วยได้ เพราะหนทางนั้นยาวไกล
พ่อหลินกับแม่หลินฟังเหตุผลแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย จึงตอบตกลงในที่สุด ทั้งสองยังปรึกษากันว่า ตั้งใจไว้ว่าอีกสักสองสามปี เมื่อสถานการณ์การเงินคล่องตัวกว่านี้ ก็จะเก็บเงินซื้อบ้านให้หลินเซียว ลูกชายคนโตสักหลัง
ซือเนี่ยนสนับสนุนความคิดนี้เต็มที่ แถมยังออกตัวช่วยเลือกทำเลที่ตั้งให้เสร็จสรรพ
พ่อหลินและแม่หลินนั้นขึ้นชื่อเรื่องการตามใจลูกสาวอยู่แล้ว ซือเนี่ยนว่าอย่างไรพวกเขาก็ว่าตามนั้น ขอเพียงอย่างเดียวคือลูกสาวมีความสุข
เพียงแค่คิดว่าลูกสาวสุดที่รักกำลังจะต้องจากไปไกลอีกครั้ง สองสามีภรรยาก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ซือเนี่ยนจึงย้ายไปนอนเป็นเพื่อนแม่หลินทุกคืน สองแม่ลูกได้ใช้เวลาพูดคุยกันอย่างเปิดอกตลอดทั้งคืน ทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแฟ้นมากกว่าครั้งไหนๆ
แม้จะอาวรณ์ไม่อยากให้ลูกไป แต่พอนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวกำลังจะเดินทางไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียง แม่หลินก็กลับรู้สึกภาคภูมิใจและยินดีจนน้ำตาซึม
นี่มันเป็นเรื่องมงคลที่น่ายินดีที่สุด จะมานั่งเศร้าได้อย่างไร
อีกอย่าง ซือเนี่ยนก็บอกแล้วว่าเรียนจบก็จะกลับมาทันที ตัวเธอเองก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับอากาศทางภาคเหนือเท่าไหร่ เธอยังชอบอากาศที่อบอุ่นสบายเหมือนฤดูใบไม้ผลิทั้งสี่ฤดูของย่านยูนนาน-กุ้ยโจว-เสฉวนมากกว่า และตั้งใจจะใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่
แม่หลินอดหัวเราะเย้าลูกสาวไม่ได้ว่าอายุยังน้อยนิดเดียว แต่กลับเริ่มคิดถึงเรื่องเกษียณอายุเสียแล้ว
ซือเนี่ยนไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับคิดในใจเงียบๆ 'หนูก็ไม่ได้อยากจะเกษียณเร็วหรอกนะคะ แต่พอดีว่าโจวเยว่เซินเขามอบให้มากเกินไปจริงๆ'
สองแม่ลูกใช้เวลาตัวติดกันอยู่หลายวัน จนกระทั่งใกล้ถึงกำหนดออกเดินทาง แม่หลินก็ตัดสินใจไล่ลูกสาวออกจากห้อง ให้เธอกลับไปนอนที่ห้องของตัวเอง ทิ้งให้ซือเนี่ยนยืนงงเป็นไก่ตาแตก
นี่เธอกะว่าจะนอนกอดแม่ให้ชื่นใจอีกสักสองสามคืนก่อนไปแท้ๆ
แต่คนอย่างแม่หลินนั้นอาบน้ำร้อนมาก่อน เธอมองอะไรทะลุปรุโปร่ง ไม่ได้ใสซื่อเหมือนลูกสาวตัวเอง
เธอมองออกว่าโจวเยว่เซินแค่เป็นคนขี้อาย ไม่กล้าเอ่ยปากทวงภรรยาคืนตรงๆ แต่สายตาอ้ำๆ อึ้งๆ ที่คอยชะเง้อมองมาทางนี้ คนมีประสบการณ์อย่างเธอจะไม่เข้าใจความหมายได้อย่างไร
ว่าแล้วก็จริงดังคาด พอซือเนี่ยนเดินคอตกออกมา ก็เจอโจวเยว่เซินยืนรออยู่ที่หน้าประตู เขาแสร้งกระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ "จะกลับมานอนที่ห้องไหม"
ซือเนี่ยนกอดหมอนแน่น ทำหน้ายู่ใส่เขา "แน่นอนสิ หรือคุณจะให้ฉันไปนอนที่ทางเดินหน้าห้อง"
โจวเยว่เซินหัวเราะในลำคอเบาๆ เขามองท่าทางนั้นด้วยความเอ็นดู "ผมช่วยคุณเก็บของลงกระเป๋าแล้ว ลองเข้าไปดูสิว่ายังขาดเหลืออะไรอีกหรือเปล่า"
ซือเนี่ยนเดินตามเข้าห้องไป แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อเปิดกระเป๋าเดินทางดู ข้างในอัดแน่นไปด้วยชุดกระโปรงสวยๆ เต็มไปหมด นี่เธอมีเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน พอหันไปมองสัมภาระของโจวเยว่เซิน เขามีเพียงกระเป๋าทหารสีเขียวใบเล็กๆ ที่ยังว่างเหลือที่อีกบานตะไท
เธอนิ่วหน้าทันที "นี่มันเยอะเกินไปแล้ว เอาไปเยอะแยะขนาดนี้จะขนย้ายยังไงไหว มันลำบากนะคะ"
ว่าแล้วเธอก็รื้อเสื้อผ้าออกมาเกือบครึ่ง เหลือไว้เฉพาะชุดที่ใส่บ่อยๆ เท่านั้น แต่ถึงจะคัดออกไปมากแล้ว กระเป๋าของเธอก็ยังปิดไม่ลงอยู่ดี
สุดท้าย ซือเนี่ยนเลยตัดสินใจยัดเสื้อผ้าส่วนที่เหลือลงไปในกระเป๋าของโจวเยว่เซินแทน
โจวเยว่เซินมองแล้วก็คิดว่ามันไม่ได้เยอะตรงไหนเลย แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของซือเนี่ยนที่กลัวความลำบากเป็นที่สุด เขาก็เลยไม่ได้บอกความจริงข้อหนึ่งออกไป...ว่าแม่หลินแอบยัดผ้าห่มผืนหนาเตรียมไว้ให้เธอด้วย โดยให้เหตุผลว่าไปถึงที่นั่นแล้วจะหาซื้อของพวกนี้ลำบาก
พวกเขาตกลงกันว่าจะเดินทางด้วยรถไฟ เพราะการขับรถข้ามเมืองนั้นอันตรายเกินไป ทั้งคันรถจะมีแค่โจวเยว่เซินที่เป็นคนขับรถมืออาชีพเพียงคนเดียว
แม้ว่าซือเนี่ยนจะพอขับเป็นบ้าง แต่เธอก็ไม่มีใบขับขี่ และที่สำคัญ โจวเยว่เซินไม่มีวันยอมให้เธอขับรถทางไกลแบบนั้นแน่นอน การนั่งรถไฟจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายที่สุด
หลังจากง่วนอยู่กับการจัดของอยู่นานสองนาน ซือเนี่ยนก็เริ่มหมดแรง
เธอบิดขี้เกียจไปมา ก่อนจะเดินเข้าไปดึงชายเสื้อของโจวเยว่เซินเบาๆ แล้วส่งสายตาออดอ้อน
"ฉันเหนื่อยแล้วค่ะ ฉันอยากนอนแล้ว"
โจวเยว่เซินระบายยิ้มบางเบา เสียงทุ้มต่ำของเขาฟังดูอบอุ่นอย่างประหลาด
เขาลุกขึ้นเดินไปช่วยเธอบรรจุขวดครีมบำรุงผิวลงกระเป๋าอย่างคล่องแคล่ว เมื่อจัดการข้าวของของซือเนี่ยนเสร็จเรียบร้อย เขาก็หันไปจัดเตรียมสัมภาระให้ลูกสาวคนเล็กต่อ
ส่วนโจวเจ๋อตงและโจวเจ๋อหาน สองหนุ่มนั่นโตพอที่จะจัดการของใช้ส่วนตัวของตัวเองได้แล้ว
ในช่วงไม่กี่วันก่อนออกเดินทาง โจวเยว่เซินต้องวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อจัดการเรื่องเอกสารย้ายโรงเรียนและเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับเด็กทั้งสอง เวลาไหนที่เขาอยู่บ้าน ซือเนี่ยนก็แทบจะไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเลย
ภาพที่แม่หลินเห็นจนชินตาคือ เด็กๆ กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น คนหนึ่งเข้าครัวทำอาหาร อีกคนกวาดบ้านถูบ้าน แม้แต่โจวซีเหยาที่เล็กที่สุดก็ยังนั่งฝึกคัดลายมืออย่างตั้งอกตั้งใจ
ในขณะที่ลูกสาวแท้ๆ ของเธอนั้น...นอนเหยียดยาวบนโซฟา กินผลไม้ที่ลูกชายล้างและปอกมาประเคนให้ถึงที่ พลางนอนดูทีวีอย่างสบายอารมณ์ราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย
แม่หลิน: "..." มันช่าง...น่าอิจฉาตาร้อนอะไรขนาดนี้
เดิมทีใครๆ ต่างก็พากันเวทนาว่าซือเนี่ยนโชคร้าย ต้องมาแต่งงานกับพ่อม่ายลูกติดในครอบครัวที่ดูแสนจะธรรมดา
แต่ภาพที่แม่หลินเห็นอยู่ตอนนี้ มันกลับตาลปัตรไปหมด คนที่น่าสงสารดูเหมือนจะเป็นเด็กๆ พวกนี้เสียมากกว่า
เอาเถอะ เธอยอมรับว่าไม่เข้าใจวิธีเลี้ยงลูกของคนรุ่นใหม่สมัยนี้เท่าไหร่นัก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะอิจฉาไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น แม่หลินก็หันไปกวักมือเรียกเสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวอวี่ ลูกชายฝาแฝดของตัวเอง แล้วเริ่มใช้งานพวกเขาเยี่ยงวัวควายบ้างทันที
[จบบท]