บทที่ 434: หัวขโมย
แต่ปัญหาก็คือ... ตอนนี้มันเป็นเวลากลางคืนน่ะสิ
ภาพคฤหาสน์หรูหราที่เห็นตอนกลางวัน พลันแปรเปลี่ยนเป็นบรรยากาศบ้านผีสิงในยามค่ำคืนไปเสียได้
ลานบ้านหลังใหม่นี้กว้างขวางโอ่โถงกว่าที่เดิมมาก แถมยังมีห้องหับมากมาย แต่ซือเนี่ยนในวินาทีนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะเดินสำรวจความงามของมันเลยแม้แต่น้อย
สองวันที่ผ่านมาบนรถไฟทำให้เธอไม่ได้อาบน้ำ ร่างกายเหนียวเหนอะหนะไปหมด ยิ่งอากาศของเมืองปักกิ่งที่ร้อนอบอ้าวอยู่เป็นทุนเดิม ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวอย่างที่สุด
เตียงในห้องเป็นของใหม่เอี่ยม แต่กลับว่างเปล่าโล่งเตียน ไม่มีฟูกหรือเครื่องนอนใดๆ วางอยู่เลย
ซือเนี่ยนเริ่มนึกเสียดายขึ้นมาจับใจ ที่เธอไม่ยอมเชื่อฟังคำพูดของแม่ ขนผ้าห่มติดมือมาด้วย แล้วนี่มันดึกดื่นค่อนคืนขนาดนี้ เธอจะไปสรรหาเครื่องนอนชุดใหม่มาจากที่ไหนกัน
เด็กๆ เองก็ง่วงจัดจนแทบจะล้มทั้งยืน โดยเฉพาะโจวเจ๋อหานที่ยืนโงนเงนจนแทบจะล้มพับ เปลือกตาเล็กๆ นั่นปรือปิดสลับกับลืมขึ้นอย่างน่าสงสาร
โชคยังดีที่ก่อนจะขึ้นรถไฟ เธอได้เตรียมชุดเครื่องนอนสี่ชิ้นชุดใหม่เอี่ยมติดกระเป๋ามาด้วย
เดิมทีตั้งใจจะเอาไว้ปูเปลี่ยนบนรถไฟ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตจำเป็นไปเสียแล้ว อย่างน้อยก็พอจะใช้ปูนอนแก้ขัดไปก่อนได้หนึ่งคืน
โจวเยว่เซินอุ้มโจวซีเหยาที่หลับคาอ้อมแขนไปวางลงบนเตียง ก่อนจะหันมาจูงมือภรรยาเบาๆ “คุณคงเหนื่อยแย่เลย”
ซือเนี่ยนส่ายหน้าปฏิเสธ เธอยกมืออีกข้างโบกไปมาเป็นเชิงว่าไม่เป็นอะไร
พวกเขาเดินทางมากันอย่างเร่งรีบขนาดนี้ การมีที่ซุกหัวนอนได้ก็นับว่าดีถมเถไปแล้ว และดูเหมือนว่าเจ้าใหญ่กับเจ้ารองจะไม่รู้สึกรู้สากับความลำบากนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะทันทีที่หัวถึงหมอน ทั้งคู่ก็ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
ซือเนี่ยนกัดฟันฝืนความเหนื่อยล้าไปอาบน้ำเย็นจัดเพื่อชำระล้างความเหนอะหนะ
เธอยังนึกขอบคุณอากาศร้อนๆ ของที่นี่ ถ้าอากาศหนาวกว่านี้สักหน่อย เธอคงไม่มีปัญญาอาบน้ำเย็นเจี๊ยบแบบนี้แน่
ค่ำคืนนั้นผ่านไปพร้อมกับการนอนบนแผ่นไม้แข็งๆ
พอรุ่งเช้ามาเยือน ซือเนี่ยนก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั่วทั้งแผ่นหลังและบั้นเอว
สงสัยช่วงนี้เธอคงจะใช้ชีวิตสุขสบายมากเกินไปหน่อย ร่างกายเลยเริ่มต่อต้านการนอนเตียงแข็งๆ ไปเสียแล้ว
พอตื่นมาเธอก็ไม่เห็นโจวเยว่เซิน เขาคงออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่ อากาศวันนี้แจ่มใสเป็นพิเศษ ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆบดบังแม้เพียงก้อนเดียว
เมื่อคืนเธอมองไม่ชัด แต่ตอนนี้เพิ่งเห็นว่าในลานบ้านมีต้นไห่ถางอยู่สองต้น นอกเหนือจากนั้นก็โล่งเตียน
พื้นลานบ้านปูด้วยแผ่นหิน ซึ่งทำให้เธอไม่สามารถขุดดินลงแปลงดอกไม้ได้เหมือนตอนอยู่ที่บ้าน แต่ข้อดีของมันก็คือการทำความสะอาดคงจะง่ายดายกว่ากันเยอะ
ซือเนี่ยนยืนเท้าสะเอว มองสำรวจพื้นที่ว่างเปล่า ในหัวเริ่มร่างแบบสวนดอกไม้ในฝันของเธอเสร็จสรรพ
ไม่นานนัก เด็กๆ ทั้งสามก็ทยอยเดินออกมาจากห้องด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟูไปคนละทิศคนละทาง ผมเปียเส้นเล็กของโจวซีเหยาถึงกับหลุดลุ่ยเอียงกะเท่เร่ไปข้างหนึ่ง
ซือเนี่ยนมองสภาพงัวเงียเหมือนยังไม่ตื่นดีของลูกๆ ทั้งสามแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“นี่พวกลูกสามคนพี่น้อง กำลังเล่นบทอพยพหนีภัยสงครามกันอยู่หรือไง”
โจวซีเหยาเอียงคอเล็กน้อย ถามด้วยความสงสัย “คุณแม่ขา อพยพหนีภัยคืออะไรเหรอคะ”
“ฮ่าฮ่า แม่แค่ล้อเล่นน่ะค่ะ” ซือเนี่ยนเอื้อมไปหยิกแก้มยุ้ยๆ นั่นเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
ส่วนโจวเจ๋อหานไม่รอช้า รีบเดินสำรวจห้องต่างๆ เพื่อจองห้องนอนของตัวเองทันที ครั้งนี้เขาประกาศกร้าวว่าจะขออยู่ให้ห่างจากห้องพี่ชายสุดที่รักให้มากที่สุด เหตุผลก็คือ เวลาที่เขาแอบขยันอ่านหนังสือตอนดึกๆ พี่ชายจะได้ไม่ทันสังเกตเห็น
“คุณแม่ครับ พวกเราจะอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยใช่ไหมครับ” หลังจากเลือกห้องที่ถูกใจได้แล้ว เขาก็วิ่งกลับมาถาม
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
สิ่งเดียวที่เธอกังวลคือไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้จะอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยของเธอหรือเปล่า แต่ในเมื่อโจวเยว่เซินเป็นคนจัดการเลือกซื้อ เขาก็คงคำนึงถึงเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้จะเพิ่งตื่น แต่ท้องของซือเนี่ยนก็เริ่มส่งเสียงประท้วง เธอมองเข้าไปในครัวที่ว่างเปล่า... ช่างเป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า 'แม่ครัวเทวดาก็ไร้ทางหุงหา หากปราศจากข้าวสาร' โดยแท้
เธอจนปัญญาจริงๆ
โชคดีที่เมื่อเธอลองจูงมือลูกๆ ทั้งสามเดินออกมาสำรวจนอกบ้าน ก็เจอแผงลอยเล็กๆ ที่กำลังขายข้าวโพดต้มร้อนๆ อยู่ไม่ไกล
เมื่อโจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้านพร้อมกับถุงอาหารเช้าในมือ เขาต้องพบกับความว่างเปล่า... ภรรยาและลูกๆ หายไปหมด
เขารีบเดินออกตามหา ทันทีที่เลี้ยวตรงหัวมุมถนน เขาก็เห็นภาพที่ทำให้ต้องหยุดชะงัก
ซือเนี่ยนกำลังยืนเลือกข้าวโพดอยู่หน้าแผงลอย โดยมีเจ้าตัวเล็กสามคนยืนรออยู่ข้างๆ
สภาพของเด็กๆ ยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตา ผมเผ้ายุ่งเหยิง และวินาทีต่อมา เมื่อซือเนี่ยนจ่ายเงินเสร็จ ทั้งสี่คนแม่ลูกก็หันหลังเดินกลับมาพร้อมกัน ในมือของทุกคนต่างกอดข้าวโพดต้มคนละฝัก ก้มหน้าก้มตาแทะกันอย่างเอร็ดอร่อย
โจวเยว่เซินมองภาพนั้นแล้วก็รู้สึกทั้งสงสารระคนเอ็นดู จนต้องเผลอยิ้มออกมา
“คุณพ่อ! คุณแม่ดูสิคะ คุณพ่อกลับมาแล้ว!”
“คุณพ่อ!”
โจวเจ๋อหานเป็นคนแรกที่เห็นเขา เด็กชายรีบวิ่งแจ้นเข้ามาหาทันที พร้อมกับชูข้าวโพดในมือให้ดู “คุณพ่อครับ ดูนี่สิ ข้าวโพดหวานเจี๊ยบแล้วก็นุ่มเหนียวมากๆ เลยครับ”
โจวเยว่เซินยิ้มกว้าง ลูบศีรษะเล็กๆ นั่นเบาๆ ก่อนจะหันไปมองซือเนี่ยน “ผมซื้อของกินมาแล้ว กลับบ้านกันก่อนเถอะ”
“เมื่อเช้าคุณหายไปไหนมาเหรอ” ซือเนี่ยนถามขณะที่ในปากยังเคี้ยวข้าวโพดตุ้ยๆ
“ผมไปจัดการเรื่องเฟอร์นิเจอร์เพิ่มเติมน่ะ”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค ซือเนี่ยนก็สังเกตเห็นกลุ่มคนงานหลายคนกำลังทยอยขนข้าวของชิ้นใหญ่เข้ามาในบ้านของพวกเขา ทั้งโซฟา โต๊ะ โทรทัศน์ และที่สำคัญที่สุดคือเครื่องนอนชุดใหม่ ครบครันทุกสิ่งอย่าง
ซือเนี่ยนอ้าปากค้างไปชั่วครู่ “คุณ... สุดยอดไปเลย”
น้ำเสียงของเธอทำให้โจวเยว่เซินหลุดหัวเราะออกมา
หลังจากจัดการอาหารเช้ามื้อแรกในบ้านหลังใหม่เรียบร้อย ซือเนี่ยนก็สวมวิญญาณแม่บ้านเต็มตัว เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมผ้ากันเปื้อน และประกาศเริ่มภารกิจทำความสะอาดครั้งใหญ่
เด็กๆ ทั้งสามก็ไม่ยอมน้อยหน้า พากันเอาผ้ากอซมาโพกศีรษะและปิดหน้าเลียนแบบเธอ เพราะบ้านหลังนี้ใหญ่โตมโหฬาร หากปล่อยให้เธอทำคนเดียว คงไม่รู้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แต่พอทุกคนมาช่วยกัน งานที่ดูเหมือนจะหนักหนาก็เสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว
โจวเยว่เซินรับหน้าที่ขนย้ายเฟอร์นิเจอร์หนักๆ เข้าที่ ส่วนซือเนี่ยนกับกองทัพลูกเจี๊ยบก็รับผิดชอบการเช็ดโต๊ะ ถูพื้น และขัดล้างทำความสะอาดลานบ้าน โดยมีโจวซีเหยาที่พยายามจะช่วยงานด้วยการถือที่ตักขยะไปเททิ้ง
แต่ดูเหมือนว่าระหว่างทางจากหน้าบ้านไปยังถังขยะ ฝุ่นผงจะร่วงหล่นกลับสู่พื้นไปเกือบหมด พอถึงที่หมาย ในที่ตักขยะก็แทบไม่เหลืออะไรให้เทแล้ว
แต่ถึงจะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกคนในครอบครัว ในที่สุดพวกเขาก็ได้บ้านหลังใหม่ที่สะอาดเอี่ยมอ่องกลับคืนมา
โจวเยว่เซินไม่ลืมที่จะเปลี่ยนลูกบิดประตูอันใหม่เพื่อความปลอดภัย
ทว่า บ้านแบบเรือนสี่ประสานหลังนี้ก็มีจุดอ่อนสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือกำแพงลานบ้านที่เตี้ยจนน่าใจหาย แค่คนตัวสูงๆ หน่อยก็สามารถปีนข้ามเข้ามาได้อย่างง่ายดาย แถมต้นไม้ที่อยู่ตรงมุมกำแพงก็ดันแผ่กิ่งก้านออกมาในองศาที่เหมาะเจาะ เป็นจุดวางเท้าชั้นดีสำหรับผู้ไม่ประสงค์ดี
และเรื่องนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ในบัดดล...
โจวเยว่เซินเพิ่งจะจูงต้าหวงกลับมาจากที่ฝากไว้ เขาพาเจ้าสุนัขตัวยักษ์ไปผูกไว้ใต้ต้นไม้ต้นนั้น เพื่อให้มันได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่
ทันใดนั้นเอง เท้าข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากนอกกำแพง เหยียบลงบนกิ่งไม้ต้นนั้นพอดิบพอดี
ต้าหวงซึ่งกำลังหมอบพักจากอาการเมารถ ลืมตาโพลง มันผุดลุกขึ้นยืนแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน
จังหวะเดียวกับที่หัวขโมยคนนั้นกำลังก้มหน้ามองลงมา
สุนัขตัวยักษ์กับมนุษย์ผู้บุกรุก ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันเขม็งค้าง
“อ๊ากกกกก——!”
เสียงร้องด้วยความตกใจดังลั่น หัวขโมยที่กำลังทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้เหยียบพลาดอย่างแรง ร่างของเขาร่วงหล่นตุ้บลงมาจากต้นไม้ ตกลงมาแหมะอยู่ตรงหน้าต้าหวงพอดิบพอดี
ต้าหวงเองก็ยังไม่หายจากอาการเมารถ มันกำลังอ้าปากหอบหายใจแฮ่ๆ อย่างหนัก เขี้ยวแหลมคมน่ากลัวโผล่ออกมาให้เห็นเด่นชัด พร้อมกับหยดน้ำลายที่ไหลยืดลงมาจากมุมปาก
ชายคนนั้นลืมตาที่ปิดแน่นเพราะความเจ็บขึ้นมา และภาพแรกที่เขาเห็นก็คือปากที่อ้ากว้างของสุนัขพันธุ์ดุร้าย
เสียงกรีดร้องที่ดังยิ่งกว่าครั้งแรกก็แผดแสบแก้วหูขึ้นมาทันที
กว่าโจวเยว่เซิน ซือเนี่ยน และเด็กๆ จะรีบวิ่งออกมาดูต้นเสียง ชายผู้โชคร้ายคนนั้นก็สลบเหมือดไปเพราะความกลัวเรียบร้อยแล้ว
ไม่แน่ใจว่าตอนที่ร่วงลงมาหัวฟาดพื้นไปด้วยหรือเปล่า เพราะบนใบหน้าของเขามีเลือดไหลซิบๆ
ต้าหวงที่ยังงงกับเหตุการณ์ เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะใช้เท้าหน้าตะกุยๆ เขี่ยๆ ร่างที่อ่อนปวกเปียกนั้น แล้วหันกลับมามองซือเนี่ยนด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์
คุณแม่ครับ... คุณแม่ ต้าหวงไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ต้าหวงแค่หายใจเฉยๆ
ซือเนี่ยน: “...”
...
สุดท้าย โจวเยว่เซินก็ต้องจัดการมัดหัวขโมยผู้โชคร้ายส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจเพื่อทำการ "อบรมสั่งสอน" ต่อไป
ซือเนี่ยนยืนลูบหัวต้าหวง สองมือกอดอก ใจยังเต้นไม่หาย “ต้าหวง การที่แม่ตัดสินใจพาเจ้ามาด้วยเนี่ย เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตจริงๆ”
นี่ขนาดกลางวันแสกๆ แดดจ้าขนาดนี้ ยังมีโจรกล้าปีนเข้าบ้าน ถ้าเป็นตอนกลางคืนมืดๆ มันจะขนาดไหนกันเนี่ย ดูท่าแล้วบ้านเรือนสี่ประสานหลังนี้คงไม่ใชที่ที่จะอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจนักหรอก
ต้าหวงหมอบแผ่ลงกับพื้นอย่างหมดแรง การเดินทางนั่งรถติดต่อกันสองวันทำเอามันผอมไปตั้งหนึ่งจิน
มันส่งเสียงครางหงิงๆ เป็นเชิงบอกว่า ภารกิจปกป้องบ้านครั้งนี้ทำให้มันสูญเสียพลังงานไปมาก มันต้องได้กินเนื้อเท่านั้นถึงจะมีแรงกลับมา
ซือเนี่ยนรีบพยักหน้ารับคำทันที เธอรีบคว้าตะกร้าเพื่อออกไปตลาดซื้อกระดูกชิ้นโตๆ มาต้มให้มันเป็นรางวัล
เสียงโวยวายอึกทึกครึกโครมเมื่อครู่ ทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเริ่มได้ยินและเดินออกมาด้อมๆ มองๆ เพื่อสอบถามสถานการณ์
[จบบท]