บทที่ 440: เพื่อนร่วมห้อง
คุณสามีอย่างโจวเยว่เซินไปตามคนงานมาสองสามคน ก๊อกแก๊กกันอยู่ไม่กี่วัน ห้องน้ำใหม่เอี่ยมก็เสร็จสมบูรณ์แบบ ข้างในดูดีไม่ใช่เล่น เพราะมีทั้งอ่างอาบน้ำและอ่างล้างหน้าครบครัน ตอนนี้ก็ได้แต่เปิดประตูเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้กลิ่นจางไปก่อน
คุณพ่อบ้านยังไม่หยุดแค่นั้น เขาถือโอกาสนี้สร้างบ้านไม้หลังเล็กให้เจ้าต้าหวงอีกหนึ่งหลัง ซึ่งแบบแปลนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ซือเนี่ยนภรรยาของเขานั่นเองที่เป็นคนออกแบบให้ คราวนี้ล่ะ ต้าหวงก็มีบ้านเป็นของตัวเองในเมืองปักกิ่งอย่างเป็นทางการ
แถวนี้ผู้คนไม่ได้พลุกพล่านอะไร ซือเนี่ยนเลยสบายใจ ปล่อยให้มันเดินเล่นได้โดยไม่ต้องล่ามโซ่ไว้ตลอดเวลา พอหมาที่ได้อิสระเจอกับลานบ้านกว้างขวาง ต้าหวงก็เลยวิ่งเล่นไปทั่วอย่างสบายใจ
ต้นไม้ใหญ่สองต้นที่เคยยืนคู่กันในลานบ้านถูกโค่นทิ้งไปหนึ่ง เหลือไว้เพียงต้นเดียวที่ดูใหญ่โตแข็งแรง คาดว่าอายุน่าจะหลายสิบปี ใต้ร่มไม้ยังมีชุดโต๊ะหินม้านั่งหินวางไว้อย่างดี ถ้าวันไหนอากาศร้อนๆ ก็นับเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจชั้นยอดเลยทีเดียว
โจวเยว่เซินไม่รู้ไปสรรหาของมาจากไหน จู่ๆ ก็มีกระสอบทรายมาห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ เจ้าตัวเล็กอย่างโจวเจ๋อหานพอว่างเมื่อไหร่ เป็นต้องแวะไปซ้อมชกอยู่เรื่อย โจวเยว่เซินเป็นพวกที่พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ตราบใดที่เขายังตั้งใจจะฝึกปรือลูกชายสุดที่รัก ต่อให้ต้องย้ายบ้านย้ายเมือง หรือถึงเวลาต้องเข้าโรงเรียน การฝึกภาคบังคับยามเช้าก็ไม่มีวันหยุดชะงัก
โจวเจ๋อหานได้แต่คิดในใจเงียบๆ ว่าคุณพ่อของเขานี่ช่างมีสองร่างจริงๆ เวลาอยู่ต่อหน้าคุณแม่ ดูเหมือนคุณแม่พูดอะไรก็ต้องทำตามทุกอย่าง แต่พอหันมาอยู่ต่อหน้าเขา คนที่ต้องคอยฟังคำสั่งกลับกลายเป็นเขาไปเสียได้ เจ้าลูกชายคนรองเลยต้องทั้งไปโรงเรียนทั้งออกกำลังกายทุกวี่ทุกวัน ผลลัพธ์ก็คือ ไม่ใช่แค่กินข้าวจุขึ้น แต่คุณภาพการนอนก็ดีเลิศตามไปด้วย
โดยเฉพาะไอ้นิสัยการนอนกรนนี่นับวันยิ่งจะเกินเยียวยา โจวเจ๋อตงที่เดินผ่านหน้าห้องน้องชายยังได้ยินเสียงคร่อกฟี้ดังลอยออกมา เขากอดหนังสือชีววิทยาที่เพิ่งยืมมาจากห้องสมุดไว้แนบอก แล้วรีบเดินผ่านไป รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ได้นอนห้องเดียวกับน้องชาย
พอโจวเยว่เซินเคลียร์ธุระปะปังในบ้านจนเข้าที่ เขาก็กลับสู่วังวนเดิมคือออกแต่เช้าตรู่แล้วกลับเอาซะค่ำมืด ถึงแม้เขาจะเคยมีประสบการณ์จับธุรกิจมาบ้าง แต่รอบนี้มันเป็นแวดวงใหม่ที่เขาไม่คุ้นเคย การทุ่มเทเรียนรู้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างหนัก ช่วงนี้ซือเนี่ยนถึงกับตาโตเมื่อเห็นว่าสามีของเธอกำลังนั่งเรียนภาษาเยอรมัน
ที่เธอออกจะอึ้งๆ ก็เพราะตัวเธอเองดันมีพรสวรรค์ด้านภาษาอยู่หน่อยๆ พอจะรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ไปทั่ว พอเห็นโจวเยว่เซินเอาจริงเอาจังเรียนภาษาที่ไม่คุ้นหู เธอก็เลยประหลาดใจเป็นพิเศษ
แต่เดิมในเรือนสี่ประสานหลังนี้มีห้องหนังสือขนาดใหญ่ที่ตกแต่งไว้แบบโบราณขนานแท้ โจวเยว่เซินมักจะใช้ที่นี่เป็นที่ทำงาน ส่วนซือเนี่ยนก็มีหน้าที่แวะเวียนเอาผลหมากรากไม้กับน้ำชามาเสิร์ฟเป็นระยะ
พอเห็นเขากำลังขะมักเขม้นกับตำราภาษาเยอรมัน เธอก็เลยอดสงสัยไม่ได้
"นี่คุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ"
ปกติเวลาเขาทำงาน ซือเนี่ยนรู้ดีว่าเขาจะจริงจังมาก เธอเลยไม่ค่อยอยากรบกวน แต่ครั้งนี้มันอดใจไม่ไหวจริงๆ
โจวเยว่เซินเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "เอกสารเรียนภาษาเยอรมันน่ะครับ พอดีชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหล่าเฉินทำมันเป็นของนำเข้า เลยต้องติดต่อสังสรรค์กับคนพวกนี้บ่อยๆ"
ซือเนี่ยนถึงกับอุทาน "คุณอ่านออกด้วยเหรอ"
โจวเยว่เซินเอื้อมมือไปหยิบแก้วที่เธอยื่นให้ จิบเข้าไปอึกเดียว คิ้วเข้มๆ ก็ขมวดเข้าหากันทันที เขาวางแก้วลงอย่างแผ่วเบา "เมื่อก่อนตอนผมยังอยู่กองทัพ ช่วงที่มีการรณรงค์การรู้หนังสือ ผมเคยถูกส่งไปทำภารกิจทางการทูตบ้าง เลยพอได้สัมผัสมานิดหน่อย"
ซือเนี่ยนนี่ยกนิ้วให้ในใจเลย เธอรู้แค่ว่าเขาเป็นคนลายมือสวย คงจะเรียนมาบ้าง แต่ไม่เคยนึกเลยว่าเขาจะมีความสามารถซ่อนไว้เยอะกว่าที่เธอคิดไปไกล เธอนั่งลงข้างๆ หยิบองุ่นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
"แล้วเรื่องของคุณกับเหล่าเฉินคนนั้น ตกลงยังไง ราบรื่นดีไหม"
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ "ทุกอย่างเรียบร้อยดี"
"ก็ดีแล้วค่ะ" ซือเนี่ยนพยักหน้าหงึกหงัก "อ้อ จริงสิ พรุ่งนี้ฉันมีเรียนหลายตัวเลย กว่าจะกลับก็คงบ่ายแก่ๆ ถ้าคุณกลับมาก่อน ฝากไปรับลูกๆ แทนด้วยนะคะ"
โจวเยว่เซินรับคำอย่างว่าง่าย
ซือเนี่ยนลุกขึ้นยืน แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นแก้วกาแฟที่พร่องไปแค่อึกเดียว "กาแฟนี่อร่อยไหมคะ ฉันเพิ่งซื้อมาวันนี้เลย เห็นคุณทำงานดึกๆ ดื่นๆ ของนี่มันช่วยให้ตื่นตัวดีนะคะ"
โจวเยว่เซินชะงักไปนิดหน่อย ความจริงคือเขาไม่ชินกับรสชาติอะไรแบบนี้เลย ให้ตายสิ...เมื่อกี้เขานึกว่าเป็นยาอะไรด้วยซ้ำ ไม่คิดว่ามันคือสิ่งที่เรียกว่ากาแฟ พอเห็นสายตาคาดหวังของภรรยา เขาก็กระแอมในคอ "อืม อร่อย"
"จริงเหรอคะ ดีจังเลย" ซือเนี่ยนยิ้มแก้มปริ "ถ้างั้นต่อไปฉันจะชงให้คุณดื่มทุกวันเลย"
โจวเยว่เซินรีบสวน "ไม่ต้องลำบากคุณขนาดนั้นหรอก"
แต่ซือเนี่ยนกลับบอกว่า "ไม่ลำบากเลยสักนิดค่ะ" พูดจบเธอก็เดินตัวปลิวออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้โจวเยว่เซินหัวเราะเบาๆ กับตัวเองอย่างจนปัญญา ก่อนจะก้มหน้าลงอ่านเอกสารต่อ
…
พอเปิดเทอมมาได้ไม่นาน เหล่านักศึกษาก็ยังอยู่ในช่วงปรับตัว ซือเนี่ยนเรียนอยู่สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ และเพื่อนร่วมหอพักของเธอก็เรียนสาขาเดียวกันทั้งหมด ช่างเป็นความบังเอิญที่จัดสรรมาได้พอดิบพอดี
ทุกวันที่ซือเนี่ยนแวะมาที่หอพัก เธอจะเห็นภาพเดิมๆ คือเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคน ถ้าไม่ก้มหน้าท่องศัพท์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็กำลังนั่งฟังเทปกันอย่างเคร่งเครียด
มีแต่เธอนี่แหละที่ดูเหมือนจะชิลที่สุด ไม่ได้เคร่งครัดอะไรกับเขาเลย สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก แค่ตอนที่เธอไปเป็นครูสอนหนังสือ เธอต้องฟังเทปพวกนี้จนเอียนไปหมดแล้ว ตอนนี้เธอเลยไม่มีอารมณ์จะมานั่งฟัง แค่อยากจะเรียนให้มันจบๆ ไปก็เท่านั้น ซือเนี่ยนค่อยๆ ย่องเบาเข้าไปในห้อง พยายามไม่ส่งเสียงรบกวนสมาธิของเพื่อนๆ
เพื่อนทั้งสามคนของเธอเป็นพวกหนอนหนังสือตัวยง แต่จางเสวี่ยกับหลิวนานาก็ยังพอมีวอกแวกบ้าง จัดอยู่ในประเภทสองจิตสองใจ แต่คนที่จริงจังแบบสุดๆ คือลู่เหยา แว่วๆ มาว่าเธอมุ่งมั่นจะไปเป็นนักการทูตให้ได้ในอนาคต เธอเลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ
พอเห็นซือเนี่ยนเดินเข้ามา จางเสวี่ยกับหลิวนานาก็เหมือนสวิตช์ปิด รีบวางหนังสือลงทันที
"พี่ซือเนี่ยน ได้ยินข่าวหรือยัง เย็นนี้ที่มหาวิทยาลัยเขาจะมีงานเต้นรำกระชับมิตรล่ะ เขาว่าจัดเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้ทำความรู้จักพัฒนาความสัมพันธ์กัน พี่จะไปกับพวกเราไหม"
เอาจริงๆ คือซือเนี่ยนไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด ปกติเธอเลิกเรียนปุ๊บก็ตรงกลับบ้านปั๊บ อีกอย่างวิชาเอกในมหาวิทยาลัยมันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไร เธอก็ไม่ได้คิดจะไปลงเรียนวิชาอื่นเพิ่ม พอเรียนวิชาบังคับครบ เธอก็ไม่เคยคิดจะอยู่ที่มหาวิทยาลัยต่อ
"งานเต้นรำเหรอ"
"ใช่ค่ะ ไปด้วยกันนะ" จางเสวี่ยหันไปชวนเพื่อนอีกคน "ลู่เหยา เธอจะไปด้วยกันไหม"
ลู่เหยาขมวดคิ้วมุ่น "ฉันไม่อยากไปงานอะไรแบบนั้นเลย มันฟังดูไม่ค่อยเหมาะสมยังไงก็ไม่รู้ ฉันขออ่านหนังสือดีกว่า พวกเธอก็เหมือนกันนะ อย่าเห็นว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วจะมาผ่อนคลายเล่นๆ พวกเราลำบากกันแทบตายกว่าจะสอบติด"
พูดจบ เธอก็หันสายตามาทางซือเนี่ยน "ซือเนี่ยน ฉันสังเกตว่าตอนกลางวันเธอไม่เคยแตะหนังสือเรียนเลยนะ แบบนี้มันจะไม่ดีหรือเปล่า"
เรื่องของเรื่องคือ ซือเนี่ยนใช้เวลาตอนกลางวันแวะมาที่หอเพื่อพักงีบ มันเป็นความเคยชินของเธอ แถมยังไม่รบกวนคนอื่นอ่านหนังสือด้วย พอโดนทักแบบนี้เธอก็เลยงงไปนิดหน่อย "ไม่เป็นไรหรอก ฉันมั่นใจ"
ไม่รู้ว่าคำพูดไหนของเธอไปสะกิดต่อมอะไรของลู่เหยาเข้า จู่ๆ เธอก็กระแทกเสียงเล็กน้อย "ตั้งแต่เปิดเทอมมา ฉันยังไม่เคยเห็นเธอจับหนังสือเรียนเลยสักครั้ง ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะยุ่งไม่เข้าเรื่องหรอกนะ แต่ฉันแค่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หอเรามีกันแค่ 4 คน ถ้าเกิดมีแค่เธอที่สอบตก มันจะไม่ดีเอานะ"
ซือเนี่ยนนิ่งไป "ฉันไม่สอบตกหรอก"
ลู่เหยาคงคิดว่าเธอเป็นพวกมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ ยิ่งนึกถึงที่จางเสวี่ยกับหลิวนานาชอบซุบซิบกันว่าบ้านของซือเนี่ยนคงจะรวยมากแน่ๆ ในใจของลู่เหยาก็เลยอดคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกลไม่ได้
เธอเลยสวนกลับมาว่า "ถึงฉันจะรู้ว่าเธอน่ะมีเงิน แต่ของที่ได้มาเพราะใช้เงินซื้อ มันไม่มีวันให้ความรู้สึกภูมิใจได้เท่ากับของที่ได้มาด้วยความสามารถของตัวเองหรอกนะ"
พอได้ยินประโยคนี้ ซือเนี่ยนก็รู้ทันทีว่าเรื่องมันไม่ปกติแล้ว น้ำเสียงของลู่เหยามันชัดเจนว่ากำลังกล่าวหาว่าเธอใช้เงินยัดเข้ามาเรียน
แค่เพราะเธอไม่นั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในหอพักเนี่ยนะ ถึงกับต้องโดนกล่าวหากันขนาดนี้ มันจะเกินไปหน่อยไหม
ปกติสี่คนในหอพักก็ไม่ค่อยได้สุงสิงอะไรกันมาก โดยเฉพาะซือเนี่ยนที่มาแค่ตอนพักผ่อน ที่ผ่านมาเลยอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว
จางเสวี่ยกับหลิวนานาก็ได้แต่นั่งเงียบเป็นเป่าสาก
ซือเนี่ยนจึงถามออกไปตรงๆ "ฉันทำอะไรให้เธอเข้าใจผิดว่าฉันใช้เงินซื้อที่เรียนหรือเปล่า"
พอลู่เหยาโดนถามแบบซึ่งๆ หน้า ก็ออกอาการอึดอัด "ถ้าเธอไม่พอใจก็ลืมๆ มันไปแล้วกัน ถือซะว่าฉันไม่ได้พูด นี่ก็แค่คำเตือนด้วยความหวังดีจากคนที่สอบภาษาต่างประเทศได้ 96 คะแนนก็แล้วกัน ฉันก็แค่หวังดีกับเธอ"
ซือเนี่ยนกลับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ขอโทษทีนะ แต่ฉันลืมๆ ไปเหมือนที่เธอพูดไม่ได้ การที่เธอสงสัยว่าฉันใช้เงินเข้ามาเรียน มันเป็นการดูถูกฉันอย่างมาก แต่เอาเถอะ เธออาจจะไม่รู้ หรือการกระทำของฉันมันอาจจะทำให้เธอเข้าใจผิดไปเอง เรื่องนี้ฉันไม่โทษเธอ แต่ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่า คนที่สอบภาษาต่างประเทศได้คะแนนเต็มอย่างฉัน จะต้องการคำเตือนจากคนที่สอบได้ 96 คะแนน"
[จบบท]