บทที่ 441: เกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองมีสามี
ลู่เหยานี่ถึงกับหายใจติดขัดไปเลย ส่วนจางเสวี่ยกับหลิวนานาที่กำลังคิดหาทางเปลี่ยนเรื่องคุย พอได้ยินแบบนั้นเข้าก็พากันอ้าปากค้างไปตามๆ กัน
“พี่... พี่ซือเนี่ยนคะ พี่สอบอังกฤษได้เต็มเลยเหรอคะ”
“จริงเหรอเนี่ย”
พอหายตกใจ ลู่เหยาก็มองซือเนี่ยนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ในความคิดของเธอ คนที่วันๆ เอาแต่กินๆ นอนๆ เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อยอย่างซือเนี่ยน ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณหนูบ้านรวยที่พ่อแม่ส่งมาเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อหาประสบการณ์ชีวิตเล่นๆ เท่านั้นแหละ แล้วนี่น่ะเหรอจะสอบได้คะแนนเต็ม ใครเขาจะไปเชื่อกัน คนที่ทำคะแนนเต็มได้ทั่วทั้งประเทศนี่นับหัวได้เลยมั้ง
ซือเนี่ยนขี้เกียจจะอธิบายอะไรให้มากความ เลยตอบไปเรียบๆ อย่างใจเย็นว่า “ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามอาจารย์ที่ปรึกษาดูได้นะ”
ความจริงตอนงานรับน้องใหม่ เขาก็เชิญเธอขึ้นไปพูดในฐานะตัวแทนนักศึกษาเหมือนกัน แต่เธอปฏิเสธไปเองเพราะไม่อยากยุ่งยาก ขี้เกียจทำตัวเป็นจุดสนใจ แค่อยากเรียนๆ ให้มันจบแล้วรีบกลับบ้านไปหาลูกหาครอบครัวก็เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าการทำตัวโลว์โปรไฟล์ของเธอจะกลายเป็นทำให้คนอื่นหมั่นไส้ไปซะได้
แม้ว่าลู่เหยาอาจจะเป็นพวกเด็กเรียนตัวแม่ที่แค่เห็นคนอื่นไม่ตั้งใจเรียนแล้วมันขัดหูขัดตาก็ตาม แต่ไอ้ท่าทีที่เหมือนมาอบรมสั่งสอนกันนี่ ซือเนี่ยนก็ไม่ค่อยชอบใจเหมือนกัน
ลู่เหยากำปากกาในมือแน่นขึ้นอีก เธอน่ะไปสืบคะแนนของเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนมาหมดแล้วว่าไม่มีใครสู้เธอได้ ส่วนซือเนี่ยนนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยเห็นจะแตะหนังสือเรียนสักแอะ แถมยังได้ยินมาอีกว่ารวยมาก เธอก็เลยเหมารวมไปแล้วว่าคงเป็นพวกคุณหนูไม่เอาถ่าน แต่ไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
ซือเนี่ยนไม่ใส่ใจท่าทีนั้น เธอล้มตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองเพื่อพักผ่อน
พอเลิกเรียนตอนบ่ายเท่านั้นแหละ สองสาวจางเสวี่ยกับหลิวนานาก็ลากซือเนี่ยนให้ไปงานเลี้ยงสังสรรค์ด้วยกันให้ได้ อ้างเหตุผลว่าเธอเป็นผู้หลักผู้ใหญ่มีประสบการณ์น่าจะช่วยดูคนเป็น พูดง่ายๆ ก็คือ สองคนนั้นน่ะเขิน ไม่กล้าไปกันเอง เลยจะลากเธอไปเป็นหัวหน้าแก๊ง
ซือเนี่ยนก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เธอบอกโจวเยว่เซินไว้แล้วว่าจะกลับดึกหน่อย แถมเธอก็ชักจะอยากรู้อยากเห็นขึ้นมานิดๆ แล้วเหมือนกันว่าไอ้งานเลี้ยงที่ว่านี่มันเป็นยังไง เลยตอบตกลงไป
“ลู่เหยา เธอไม่ไปจริงๆ เหรอ” จางเสวี่ยยังอุตส่าห์หันไปตะโกนถามเพื่อนอีกคนที่ยังไม่ออกจากห้องเรียน
ลู่เหยามองภาพสามสาวควงแขนกันอย่างสนิทสนมก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ไป” พอเจอหน้าเย็นชาแบบนั้น ทั้งสองคนก็เลยไม่กล้าชวนต่อ
ฝ่ายลู่เหยา หลังจากแยกกับเพื่อนๆ เธอก็ตรงไปที่ห้องพักอาจารย์เพื่อพบอาจารย์ที่ปรึกษาทันที
พออาจารย์ได้ยินว่าเธอมาถามเรื่องซือเนี่ยนก็ทำหน้าแปลกใจนิดหน่อย “อ้าว ฉันจำได้ว่าจัดให้พวกเธออยู่หอเดียวกันนี่นา มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า”
การจัดหอพักน่ะเขามีหลักอยู่ คือจะจับเอาเด็กเรียนดีมาอยู่กับเด็กเรียนปานกลาง จะได้ช่วยๆ กันติว ซึ่งในห้องนี้ ลู่เหยาก็คือคนที่เป็นฝ่ายเรียนดีนั่นเอง อาจารย์เลยกังวลว่าเด็กๆ จะทะเลาะกัน
“อาจารย์คะ หนูแค่อยากรู้คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของซือเนี่ยนน่ะค่ะ”
ลู่เหยายังรู้สึกคาใจไม่หาย การที่ต้องยอมรับว่าคนที่เธอคิดมาตลอดว่าไม่เอาไหน กลับกลายเป็นว่าเก่งกว่าตัวเอง มันทำใจยากจริงๆ เธอมันเป็นพวกบ้าความสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่เด็กแล้ว อะไรๆ ก็ต้องดีที่สุด ไม่ใช่ว่าอิจฉาที่ซือเนี่ยนเก่งกว่า แต่เธอแค่ไม่เข้าใจว่าคนที่ไม่เคยแตะหนังสือเรียนเลยสักนิด ทำไมถึงทำคะแนนได้ดีกว่าเธอกัน
อาจารย์ที่ปรึกษายิ่งประหลาดใจเข้าไปอีก “อ้าว นี่เธอไม่รู้เหรอ ฉันก็นึกว่าพวกเธอคุยกันแล้วซะอีก นักศึกษาซือเนี่ยนคนนั้นน่ะ เขาเป็นถึงผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดของมณฑลเลยนะ ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเราต้องลงทุนนั่งเครื่องบินไปเชิญตัวมาด้วยตัวเอง เรื่องใหญ่โตอยู่พักหนึ่งเลยล่ะ เธอสอบได้คะแนนเต็มตั้งหลายวิชาแน่ะ”
อาจารย์ยังเล่าต่ออีกว่า “แถมเธอยังเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศชื่อดังมาก่อนด้วยนะ ได้ยินว่าเด็กในชั้นที่เธอสอนน่ะ กลายเป็นอัจฉริยะตัวน้อยๆ ที่โรงเรียนอื่นจ้องจะแย่งตัวกันให้วุ่นเลย คาดว่าโตขึ้นก็คงเก่งน่าดู เธอได้อยู่ห้องเดียวกับเขาก็ดีแล้ว จะได้ช่วยกันเรียน ช่วยกันติว”
สีหน้าของลู่เหยามืดครึ้มลงทันที “ผู้สอบได้คะแนนสูงสุดของมณฑล...”
“ใช่แล้ว” อาจารย์พยักหน้า “ฉันก็ได้ยินมาว่าเธอก็เป็นที่หนึ่งของโรงเรียนเก่าเหมือนกันนี่นา พวกเธอทั้งคู่เก่งกันทั้งนั้น ต้องรักกันไว้นะ ห้ามทะเลาะกันล่ะรู้ไหม”
อาจารย์ยังแอบกระซิบอีกว่า ตอนแรกมหาวิทยาลัยเสนอจะจัดหอพักเดี่ยวให้ซือเนี่ยนเป็นกรณีพิเศษด้วยซ้ำ แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธเอง บอกว่าไม่อยากสิ้นเปลืองทรัพยากรของส่วนรวม แถมไม่อยากเป็นที่จับตามอง ขออยู่แบบเงียบๆ ดีกว่า มหาวิทยาลัยก็เลยไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องนี้มากนัก
พอเห็นสีหน้าย่ำแย่ของลู่เหยา อาจารย์ที่ปรึกษาก็ถอนหายใจเบาๆ พอจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเด็กเก่งๆ ที่มารวมกันในมหาวิทยาลัยระดับนี้ก็แบบนี้แหละ ตอนอยู่ที่โรงเรียนเก่าก็เป็นดาวเด่น มั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว พอมาเจอคนที่เก่งกว่าก็เลยเสียหลักกันบ้างเป็นธรรมดา
***
พอกลับมาถึงหอพัก ซือเนี่ยนก็เห็นเพื่อนสาวทั้งสองกำลังวุ่นวายกับการแต่งหน้าแต่งตัวกันยกใหญ่ จางเสวี่ยลองชุดนั้นทีชุดนี้ที แต่ก็ยังไม่ถูกใจสักชุด หันไปเห็นซือเนี่ยนที่แค่ใส่ชุดธรรมดาๆ ก็ยังดูสวยโดดเด่น ก็เลยตัดสินใจเอ่ยปากขอยืม “พี่ซือเนี่ยนคะ ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องหน่อยสิ”
“ว่ามาสิ”
“คือว่า... พี่พอจะให้ฉันยืมชุดเดรสตัวที่พี่ใส่มาวันรายงานตัวได้ไหมคะ พี่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันซักคืนให้สะอาดเอี่ยมเลย” จางเสวี่ยทำตาแป๋วออดอ้อน
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วนิดหน่อย เธอรู้ว่าผู้หญิงเขาแลกเสื้อผ้ากันใส่เป็นเรื่องปกติ แต่เธอเป็นพวกรักความสะอาดขั้นสุด โดยเฉพาะเสื้อผ้าส่วนตัวแบบนี้ไม่มีทางให้ใครยืมเด็ดขาด ยิ่งชุดพวกนี้สามีสุดที่รักเป็นคนซื้อให้ด้วยแล้ว ยิ่งหวงเข้าไปใหญ่
“ขอโทษจริงๆ นะจางเสวี่ย พอดีว่าเสื้อผ้าส่วนตัวของฉัน ฉันไม่ให้คนอื่นยืมใช้ต่อน่ะจ้ะ”
“โธ่พี่ ก็แค่ยืมใส่แป๊บเดียวเอง ไม่เห็นเป็นไรเลย เดี๋ยวฉันซักให้สะอาดๆ เลยจริงๆ นะคะ นะคะ ขอร้องล่ะ” จางเสวี่ยยังไม่ยอมแพ้ เธอเพิ่งมาอยู่มหาวิทยาลัย เจอสาวสวยคนอื่นแต่งตัวเก่งๆ ก็พาลรู้สึกว่าตัวเองดูเชย วันนี้อุตส่าห์มีงานเต้นรำทั้งที ก็อยากจะสวยเด้งกับเขาบ้าง แต่แต่งยังไงก็ยังดูไม่ปังอยู่ดี
ซือเนี่ยนยังคงยืนกรานคำเดิม “ไม่ได้จ้ะ ถ้าเธออยากได้แบบนั้นจริงๆ เดี๋ยวฉันแนะนำร้านให้ไปซื้อได้นะ แต่ชุดของฉันให้ยืมไม่ได้จริงๆ”
พอเห็นว่าซือเนี่ยนปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย จางเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะน้อยใจ แววตาเต็มไปด้วยความตัดพ้อ นึกว่าอุตส่าห์นับถือเป็นพี่เป็นน้องกันแล้วแท้ๆ แต่ซือเนี่ยนกลับใจแคบไม่ยอมให้ยืมชุดแค่นี้เอง
เธอผิดหวังจนไม่อยากพูดอะไรต่อ หันหน้าไปแต่งตัวของตัวเองเงียบๆ หลิวนานาที่เห็นเหตุการณ์ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ยังไม่ทันจะแต่งองค์ทรงเครื่องกันเสร็จ เฉินฮ่าวหรานก็ส่งคนมาตามยิกๆ แล้ว จางเสวี่ยหน้าแดงก่ำ รีบคว้าลิปกลอสมาทาปากฉ่ำวาว แล้ววิ่งปรู๊ดลงไปข้างล่างทันที
แต่ใครจะไปนึกว่า เฉินฮ่าวหรานจะไม่ชายตาแลเธอที่อุตส่าห์แต่งตัวมาเต็มยศเลยสักนิด กลับวิ่งตรงไปหาซือเนี่ยน แถมยังตะโกนเรียกเสียงดังฟังชัด “พี่สาว! พี่ก็จะไปงานเต้นรำด้วยเหรอครับ”
พูดจบ เขาก็ก้มลงมากระซิบกระซาบด้วยเสียงที่รู้กันแค่สองคน “แล้ว... คุณอาโจวรู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ”
คือเรื่องมันมีอยู่ว่า พ่อเขาสั่งมาว่าให้เรียกซือเนี่ยนว่า ‘คุณอาสะใภ้’ แต่เฉินฮ่าวหรานคิดว่าซือเนี่ยนทั้งสวยทั้งยังดูเด็กขนาดนี้ ให้เรียกแบบนั้นมันเหมือนดูถูกความสวยระดับนางฟ้าของเธอชัดๆ เขาเลยขอเรียกในแบบของตัวเองว่าพี่สาวแทน ฟังดูดีแถมยังสุภาพด้วย
พอได้ยินคำถามนั้น ซือเนี่ยนก็ชะงักกึก ก่อนจะยกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ
“เอ้อจริงสิ ฉันลืมไปได้ยังไงเนี่ย” เธออุทานออกมา “ไอ้งานเลี้ยงสังสรรค์แบบนี้ มันคืองานหาคู่ไม่ใช่เหรอ คนมีสามีแล้วอย่างฉันมันไม่ควรไปนี่นา”
เฮ้อ เกือบจะลืมตัวไปซะแล้วว่ามีสามีเป็นตัวเป็นตน นึกว่าตัวเองยังเป็นสาวน้อยนักศึกษาใสๆ อยู่ซะอีก
“ถ้างั้นไม่ไปดีกว่า พวกเธอไปกันเถอะ ฉันไม่ไปแล้ว” เธอโบกมือหยอยๆ
ท่าทางสนิทสนมเกินเบอร์ของทั้งคู่ ทำให้จางเสวี่ยที่ยืนมองอยู่รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแรง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าซือเนี่ยนน่ะแต่งงานมีลูกมีสามีไปแล้วก็เถอะ
[จบบท]