บทที่ 444: การเดินทางไปทำงานต่างถิ่น
พอได้ยินซือเนี่ยนพูดแบบนั้น เหล่าเพื่อนบ้านที่กำลังยืนอึ้งก็เหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ ต่างพากันฉีกยิ้มกว้าง
“ใช่ๆๆ นั่นสิ พวกเราเพิ่งเคยเจอสหายซือครั้งแรกนะเนี่ย โอ๊ย เด็กคนนี้หน้าตาสวยจริงๆ!”
พวกเขาเพิ่งจะคิดได้ว่าที่ซือเนี่ยนเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องเก่าๆ ก็เพราะกลัวไปสะกิดแผลใจของซ่งเจาตี้เข้า ช่างเป็นเด็กที่รอบคอบเสียจริง ถ้าเธอไม่ทักขึ้นมา พวกเขาคงเผลอไผลพูดเรื่องนั้นออกไปแล้ว เรื่องมันก็นานมาแล้ว ไปขุดเรื่องเศร้าของคนอื่นมาพูดมันก็ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ
ซ่งเจาตี้เดินเข้ามายืนสมทบข้างๆ “ฉันยังนึกกังวลอยู่เลยว่าน้องสาวอายุน้อยขนาดนี้ จะคุยกับพวกเราไม่รู้เรื่อง ดูเหมือนฉันจะคิดมากไปเองซะแล้ว”
…
ซือเนี่ยนเดินกลับเข้าบ้านพลางขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่าเพราะเธออินกับการ์ตูนโคนันมากไปหรือเปล่า เลยทำให้ตัวเองกลายเป็นคนช่างสังเกตช่างสงสัย เธอดันมีความรู้สึกแปลกๆ ว่าคนที่ดูใสซื่อไม่มีพิษมีภัยที่สุดนี่แหละ ที่มักจะเป็นคนร้ายตัวจริง
แต่เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนั้นซ่งเจาตี้น่าจะเพิ่งแต่งงานย้ายเข้ามาได้แค่ 2 ปีเห็นจะได้ การที่ผู้หญิงแต่งงานแล้ว 2 ปี แต่ยังไม่มีลูก ถือเป็นเรื่องต้องห้ามร้ายแรงสำหรับคนยุคนี้เลย
มิน่าล่ะ สามีถึงได้อยากหย่ากับเธอ ไหนจะชื่อของเธออีก แค่ฟังก็พอจะเดาได้ว่าฐานะทางบ้านเดิมคงลำบากน่าดู
เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ซือเนี่ยนคงไปซักไซ้ถามมากไม่ได้ ถ้าเกิดคนร้ายอยู่ใกล้ตัวอย่างที่คิดจริงๆ การแสดงความสงสัยออกไปย่อมเป็นอันตราย เธอตัดสินใจว่าเรื่องนี้ต้องใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป รอโจวเยว่เซินกลับมาก่อน แล้วค่อยให้เขาหาคนไปสืบดูเงียบๆ จะดีกว่า
หลังจากนั้นเธอก็ทำตัวตามปกติ ไม่ได้ถามไถ่เรื่องนั้นอีก แต่ดูเหมือนซ่งเจาตี้จะยังคงร้อนรน เธอมักจะหาเรื่องแวะเวียนมาชวนซือเนี่ยนไปตลาดซื้อกับข้าวด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง
…
ทางด้านเซียวป๋อเหวิน หลังจากไปตื๊อถามความจริงจากโจวเจ๋อตงแล้วไม่ได้ความ ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายไปหาโจวเจ๋อหานแทน ก็โจวเจ๋อตงเล่นทำหน้าตายไม่สนใจใยดี แถมยังเป็นพวกไม่ชอบพูดจา ถามอะไรไปก็ได้แต่ความเงียบกลับมา แต่โจวเจ๋อหานไม่เหมือนกัน รายนั้นน่ะปากเปราะจะตาย ช่างจ้อขนาดนั้น ถามอะไรไปเดี๋ยวก็คงหลุดออกมาหมดเปลือก
พอเซียวป๋อเหวินไปถึงห้องเรียนของโจวเจ๋อหาน เขาก็ถึงกับตาค้าง นี่มันอะไรกัน แค่ไม่เจอกันแค่ 2 เดือน ทำไมโจวเจ๋อหานถึงได้สูงกว่าเขาไปแล้ว เขามองเด็กหนุ่มที่สูงกว่าตัวเองเกือบครึ่งช่วงไหล่ด้วยความตกตะลึงปนไม่อยากเชื่อ มันจะมีใครที่ตัวยืดได้เร็วขนาดนี้ด้วยเหรอ
“อ๊ะ! ฟางป๋อเหวิน นายมาหาฉันเหรอ” เจ้ารองเห็นเพื่อนเก่าก็ดีใจจนออกนอกหน้า
“ตอนนี้ฉันชื่อเซียวป๋อเหวินแล้ว ไม่ใช่ฟางป๋อเหวิน!” เซียวป๋อเหวินรีบแก้เสียงแข็ง
“อ้าว นายนามสกุลเดียวกับพ่อแล้วเหรอ”
เซียวป๋อเหวินพยักหน้าหงึกหงัก “ฉันถามอะไรหน่อย นายน่ะ เคยเห็นพ่อนายไหม”
“เคยสิ ต้องเคยอยู่แล้ว! เมื่อเช้าฉันเพิ่งไปวิ่ง 8 กิโลเมตรกับพ่อมาหมาดๆ เลย” เจ้าตัวเล็กพูดจบก็สะบัดขาไปมา ทำท่าว่ายังเมื่อยไม่หาย
เซียวป๋อเหวินชักสีหน้า “...ฉันหมายถึงพ่อนายจริงๆ น่ะ พ่อแท้ๆ ของนาย”
“พ่อแท้ๆ?” เจ้ารองทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก “ฉันมีพ่อแท้ๆ ด้วยเหรอ? ไหนคุณแม่บอกว่าฉันโผล่ออกมาจากก้อนหินไง”
“...เออ ช่างมันเหอะ ถือว่าฉันไม่ได้ถามแล้วกัน!” เซียวป๋อเหวินพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ตอนนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมโจวเจ๋อหานถึงได้สูงเอาๆ ก็เพราะสมองที่ควรจะมี มันคงไหลไปอยู่ที่ความสูงหมดแล้วน่ะสิ ปล่อยให้เจ้ารองยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่ตรงนั้น
…
ตกบ่ายพอกลับถึงบ้าน โจวเจ๋อหานก็ยังเก็บเรื่องนี้มาคิดไม่ตก เขารีบปรี่ไปหาพี่ชายทันที “พี่ใหญ่ นี่ผมโผล่ออกมาจากก้อนหินจริงๆ เหรอครับ”
โจวเจ๋อตงที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่ถึงกับชะงักมือ “หมายความว่ายังไง”
“ก็ผมแค่สงสัยน่ะครับ ผมไปถามเพื่อนที่ห้อง พวกเขาบอกว่าเกิดมาจากพ่อกับแม่ แต่ผมไม่ได้เกิดมาจากคุณพ่อคุณแม่คนปัจจุบัน แล้ว...พ่อแม่คนเก่าของผมไปไหนแล้วล่ะครับ”
โจวเจ๋อตงละสายตาจากหนังสือ หันมามองหน้าน้องชาย แล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ “นายไม่มีพ่อแม่หรอก นายมันโผล่ออกมาจากก้อนหินนั่นแหละ พี่เห็นกับตา”
โจวเจ๋อหาน: “...”
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาจึงเดินคอตกไปหาซือเนี่ยน พูดด้วยน้ำเสียงสลดๆ “คุณแม่ครับ ผมขอโทษ ผมไม่น่าสงสัยคุณแม่เลย พี่ใหญ่บอกว่าผมโผล่ออกมาจากก้อนหินจริงๆ ด้วย”
ซือเนี่ยนได้ยินแบบนั้นก็หลุดขำออกมา “พี่ชายลูกเขาพูดแบบนั้นเลยเหรอ”
เจ้ารองพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่ครับ เขาบอกว่าเขาเห็นกับตาตัวเองเลย” ก่อนจะเอียงคอถามต่อ “คุณแม่ครับ พ่อแม่ของผมเป็นก้อนหินจริงๆ เหรอครับ แบบนี้ผมก็ไม่เหมือนเพื่อนๆ น่ะสิ”
เขาเริ่มนึกไปถึงเรื่องไซอิ๋วที่คุณแม่เพิ่งเล่าให้ฟัง ซุนหงอคงในเรื่องก็เกิดมาจากก้อนหินเหมือนกัน... เอ๊ะ แต่ซุนหงอคงเป็นลิงนี่นา หรือว่าตัวเองก็เป็นลิงด้วย?
ซือเนี่ยนนิ่งไปนิดหน่อย อยู่ๆ เจ้าลูกชายคนนี้ก็เกิดสงสัยเรื่องพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดขึ้นมาซะอย่างนั้น ตัวเธอเองก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย รู้แค่ว่าแม่ของเด็กๆ เสียไปนานแล้ว และในนิยายก็ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดไว้ การรื้อฟื้นเรื่องของคนที่จากไปแล้ว มีแต่จะทำให้เด็กๆ เสียใจเปล่าๆ
“อืม... จะอธิบายยังไงดีล่ะ... เอาเป็นว่า ไว้ลูกโตกว่านี้อีกหน่อย ลูกก็จะเข้าใจเองนั่นแหละ”
เจ้ารองพยักหน้าเข้าใจ “มิน่าล่ะครับ ผมถึงไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ผมวิ่งเร็วกว่าพวกเขาตั้งเยอะ แล้วผมก็ยังรู้วิธีทำให้คุณแม่มีความสุขด้วย แต่พวกเขาน่ะ มีแต่จะทำให้แม่ตัวเองร้องไห้” พอพูดถึงตรงนี้ เจ้าตัวก็เริ่มยืดอก ทำท่าภูมิอกภูมิใจขึ้นมาซะงั้น
ซือเนี่ยนได้แต่ยิ้มแล้วลูบหัวเขาเบาๆ นิสัยมองโลกในแง่ดีแบบนี้มันก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าในหนังสือ เด็กแบบนี้กลายเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลไปได้ยังไงกัน
พอโจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้านตอนค่ำ ซือเนี่ยนก็เล่าเรื่องที่เธอสงสัยเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในละแวกบ้านให้เขาฟังทันที เมื่อเขาได้ยินว่าเธอคิดว่าหวังเอ้อร์โก่วอาจจะไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง สีหน้าของโจวเยว่เซินก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขากำลังจะเดินทางไปทำงานต่างถิ่นกับเฉินหนานหลายวันพอดี ไม่คิดว่าจะมาได้ยินเรื่องน่ากังวลแบบนี้เสียก่อน
“ถึงเรื่องมันจะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่ถ้าคุณเริ่มสงสัย มันก็หมายความว่ายังมีอันตรายซ่อนอยู่ใกล้ตัวเรา” เขาหยุดคิดนิดหนึ่ง “ไม่อย่างนั้นเราย้ายบ้านกันดีไหม บ้านที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ก็ยังว่างอยู่ ไปอยู่ที่อื่นกันเถอะ”
ซือเนี่ยนส่ายหน้า “ทำแบบนั้นจะไม่ยิ่งดูแปลกๆ เหรอคะ เราเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่แท้ๆ ข้าวของก็เพิ่งจัดเข้าที่ จะให้ย้ายออกกะทันหัน มันยุ่งยากเกินไปค่ะ”
อันที่จริงทำเลตรงนี้ดีมาก อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย แถมโรงเรียนในละแวกนี้ก็มีแต่ดีๆ ทั้งนั้น พูดง่ายๆ ว่าในอนาคตที่นี่คือบ้านในเขตโรงเรียนชั้นดีเลย ที่ตอนนี้มันเงียบเหงาก็เพราะบ้านมันเก่า แล้วดันมีข่าวลือแย่ๆ นั่นอีก คนเลยพากันย้ายออก บ้านก็ขายไม่ออก เรื่องมันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่
โจวเยว่เซินเข้าใจเหตุผลของเธอดี แต่การต้องทิ้งครอบครัวไว้โดยที่เขาไม่อยู่บ้าน มันทำให้เขาไม่วางใจเลย การไปทำงานต่างถิ่นครั้งนี้เป็นการเจรจาธุรกิจครั้งสำคัญ ต้องไปหลายวัน ที่เขารีบกลับมาคืนนี้ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้กับเธอ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเป็นห่วงจนไปไม่ลง
“ที่คุณพูดก็มีเหตุผล” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม “ผมต้องออกเดินทางตอนกลางดึกคืนนี้ ก่อนไปผมจะโทรหาคนให้มาคอยดูความเรียบร้อยแถวนี้ให้ ช่วงที่ผมไม่อยู่ คุณพยายามอย่าไปสุงสิงกับพวกเขามากนักล่ะ”
“คุณจะไปกี่วันคะ”
“การร่วมมือครั้งนี้มันค่อนข้างใหญ่ เหล่าเฉินเลยโยนงานนี้มาให้ผม คาดว่าน่าจะประมาณ 3-4 วัน”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับรู้ แค่ตอนเขาทำฟาร์มปศุสัตว์ก็ยุ่งจนหัวหมุนแล้ว พอมาลุยธุรกิจที่ปักกิ่ง มันไม่มีทางที่จะสบายไปกว่าเดิมแน่นอน เธอจึงบอกให้เขาวางใจได้ เธอรู้ว่าควรรับมือยังไง พร้อมกับกำชับว่าตอนที่เขาจะไป ให้ปลุกเธอด้วย
เวลาตี 4 โจวเยว่เซินแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เขาเดินมายืนข้างเตียง มองใบหน้ายามหลับของซือเนี่ยนแล้วก็ไม่กล้าปลุกเธอขึ้นมา แม้ว่าเธอจะย้ำนักย้ำหนาว่าให้ปลุก แต่ตอนนี้มันยังเช้ามืดอยู่เลย แถมเธอยังต้องตื่นไปสอนหนังสือแต่เช้าอีก
ชายหนุ่มค่อยๆ เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากเนียนของเธอออกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะก้มลงจูบที่หน้าผากนั้นเบาๆ
จากนั้นเขาจึงเดินไปดูลูกสาวที่ห้องข้างๆ ไม่คิดว่าเหยาเหยาจะตื่นขึ้นมาพอดี หนูน้อยกำลังขยี้ตางัวเงีย “ปะป๊า... ฉี่ฉี่...” พูดไปก็หาวไปหวอดใหญ่
โจวเยว่เซินยิ้มพลางลูบหัวลูกสาวเบาๆ เขาอุ้มเธอไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็พาตัวเล็กกลับมาที่ห้องของซือเนี่ยน วางเธอลงบนเตียงข้างๆ แม่ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้จนถึงอก แล้วกระซิบเสียงเบา “เป็นเด็กดีนะลูก อย่าเสียงดังปลุกคุณแม่ล่ะ”
เหยาเหยาพยักหน้ารับคำอย่างว่านอนสอนง่าย ขดตัวซุกผ้าห่มแล้วหลับตาลงแทบจะทันที
โจวเยว่เซินปิดประตูห้องอย่างเบามือ แล้วเดินไปยังห้องของลูกชายทั้งสอง ปกติแล้วสองพี่น้องนี่นอนแยกห้องกัน แต่เจ้ารองดันกลัวผี ไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำคนเดียวตอนดึกๆ สุดท้ายเลยมาขอนอนเบียดกับพี่ชายเหมือนเดิม
พอเข้าไปก็เห็นเจ้ารองนอนหงายแผ่หลา ขาข้างหนึ่งก่ายอยู่บนตัวพี่ชาย ส่วนผ้าห่มก็ถูกถีบไปกองอยู่ปลายเตียงนานแล้ว เขาจัดการดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้เด็กทั้งสองจนเรียบร้อย เดินออกมาลูบหัวเจ้าต้าหวงที่นอนเฝ้าอยู่หน้าประตู แล้วจึงเดินจากไปเงียบๆ
...
เมื่อมาถึงโรงงาน เขาเห็นเฉินหนานกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ จึงเอ่ยปากเรียก “เหล่าเฉิน คุณออกมานี่หน่อยสิ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
เฉินหนานที่กำลังยกหูโทรศัพท์อยู่ถึงกับใจหายวาบ เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ
[จบบท]