บทที่ 448: โอกาสงานแปล
ซือเนี่ยนเองก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว หญิงสาวเลยเลือกที่นั่งว่างๆ ตรงไหนก็ได้ตามชอบ ลู่เหยาเหลือบมองซือเนี่ยนเล็กน้อย พลางเม้มปากเบาๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
รอไม่นาน อาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามาในห้องเรียน ทันทีที่อาจารย์ปรากฏตัว เสียงพูดคุยจอแจเมื่อครู่ก็เงียบกริบลง ท่านวางเครื่องเล่นเทปลงบนโต๊ะหน้าชั้น แล้วเริ่มการบรรยายเนื้อหาของวันนี้
ดูเหมือนจางเสวี่ยจะโชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะอาจารย์ดันมายืนอยู่ข้างๆ ตัวเธอพอดี เผลอแป๊บเดียวน้ำลายก็กระเซ็นมาโดนหน้าไปเต็มๆ
พออาจารย์เดินห่างออกไปแล้ว หญิงสาวถึงได้หยิบกระดาษขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา พลางบ่นอุบอิบด้วยความโมโห
“โกรธจริงๆ เลย! ลู่เหยานี่เห็นแก่ตัวชะมัด ทีหลังฉันไม่ช่วยจองที่ให้อีกแล้ว คอยดูสิ”
หลิวนานาที่นั่งข้างๆ ทำหน้ากระอักกระอ่วน ไม่รู้จะพูดปลอบเพื่อนยังไงดี พอเห็นเพื่อนเงียบ จางเสวี่ยก็ยิ่งหัวเสียหนักกว่าเดิม
เธอเพิ่งไปทำผมมาใหม่เมื่อวานนี้เอง ช่างทำผมอุตส่าห์กำชับนักหนาว่า 2-3 วันนี้อย่าเพิ่งให้โดนน้ำ แต่นี่อะไร โดนน้ำลายอาจารย์สาดใส่เต็มหัวขนาดนี้ ถ้าไม่กลับไปสระผมจะทนเหม็นได้ยังไง ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจจนจางเสวี่ยแทบจะเบะปากร้องไห้
หลิวนานาเลยต้องรีบปลอบใจเพื่อนเป็นการใหญ่ บอกให้เธอทนๆ ไปก่อน เสียงของทั้งคู่ไม่ได้ดังอะไรมากมาย แต่ก็ดังพอที่จะทำให้อาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องได้ยิน
อาจารย์ก็หันกลับมาดุเสียงเข้ม “คุยอะไรกันเสียงดัง ฟังที่สอนรู้เรื่องหมดแล้วหรือไง”
“จางเสวี่ย เธอลุกขึ้นมาตอบซิว่าส่วนการฟังเมื่อกี้เขาพูดว่าอะไร”
จางเสวี่ยหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เมื่อกี้มัวแต่หัวเสียเรื่องน้ำลาย เลยไม่ได้ตั้งใจฟังที่อาจารย์เปิดเลยสักนิด ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก
อาจารย์หัวเราะหึในลำคอ “หลิวนานา งั้นเธอลุกขึ้นมาแปล”
หลิวนานาหน้าแดงก่ำ ลุกขึ้นแปลแบบตะกุกตะกักได้แค่ 2-3 ประโยค ก็นึกคำต่อไปไม่ออกเสียแล้ว
“ซือเนี่ยน เธอ!”
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วแปลเนื้อหาในเทปออกมาอย่างคล่องแคล่ว
อาจารย์มองซือเนี่ยนอย่างไม่ค่อยพอใจนัก “อย่าคิดว่าตัวเองเก่งภาษาอังกฤษแล้วจะมาเล่นอะไรในห้องเรียนฉันได้นะ นั่งลงไปได้ ส่วนสองคนนั้นก็ยืนเรียนไปจนหมดคาบ”
ทั้งจางเสวี่ยและหลิวนานาได้แต่ยืนหน้าแดงก่ำ รู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
ในที่สุดก็ทนยืนจนหมดคาบเรียน พออาจารย์เก็บหนังสือเรียนเสร็จ กำลังจะเดินออกจากห้อง จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ ฉันมีงานแปลอยู่สัก 2-3 งานน่ะ เป็นงานที่ข้อกำหนดค่อนข้างสูง แต่ทำที่บ้านได้ แถมยังมีค่าตอบแทนให้ด้วย ถึงจะไม่ง่าย แต่ก็น่าจะช่วยเพิ่มพูนทักษะของพวกเธอได้ดี ซือเนี่ยน เธอสนใจไหมล่ะ”
แค่ได้ยินประโยคนั้น ลู่เหยาก็หันไปมองอาจารย์ตาเขม็ง
เธออุตส่าห์เป็นถึงหัวหน้าห้อง ปกติถ้ามีโอกาสดีๆ แบบนี้ อาจารย์ต้องนึกถึงเธอก่อนใครเพื่อน เธอยังเคยเปรยๆ กับอาจารย์ไว้ด้วยซ้ำว่าอยากเป็นนักการทูต แต่ทำไมอาจารย์ถึงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเธอเลย นี่มันหมายความว่ายังไงกัน อาจารย์คิดจะเลือกซือเนี่ยนโดยไม่ถามเธอก่อนงั้นหรือ ลู่เหยารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
แล้วเธอก็ได้ยินอาจารย์พูดกับซือเนี่ยนต่อ “เมื่อกี้ฉันฟังทักษะการพูดของเธอแล้ว ถือว่าดีมากเลยทีเดียว งานนี้น่าจะไม่ยากเกินความสามารถของเธอหรอก”
อาจารย์รู้ดีว่าซือเนี่ยนเรียนเก่งแค่ไหน ขนาดท่านผู้อำนวยการยังเคยเอ่ยปากชมเป็นพิเศษ เด็กที่มีแววขนาดนี้ถ้าได้รับการส่งเสริมดีๆ อนาคตอาจจะได้เป็นนักการทูตเลยก็ได้
เมื่อครู่ตอนที่ซือเนี่ยนลุกขึ้นตอบคำถาม ทักษะการพูดของเธอมันยอดเยี่ยมในระดับที่คนอื่นอาจจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่สำหรับอาจารย์ผู้สอนแล้ว ท่านรู้ดีว่ามันสุดยอดแค่ไหน เอาจริงๆ ด้วยระดับความสามารถขนาดนี้ ซือเนี่ยนไม่จำเป็นต้องมานั่งเรียนในชั้นนี้แล้วด้วยซ้ำ
ซือเนี่ยนสัมผัสได้ถึงสายตาอิจฉาริษยาของคนรอบข้าง โดยเฉพาะสายตาที่จ้องมาจากด้านหลังนั่น ชัดเจนเสียยิ่งกว่าใคร
เป็นสายตาของลู่เหยา
เอาตามจริง สำหรับซือเนี่ยนแล้ว งานนี้จะได้รับหรือไม่ได้รับก็ไม่ได้สำคัญอะไร งานแปลน่ะทั้งเหนื่อยทั้งจุกจิก แถมข้อกำหนดก็สูงลิ่ว
โดยเฉพาะในยุคนี้ คนที่ทำได้จริงๆ มีน้อยมาก โอกาสแบบนี้จึงไม่ใช่ว่าใครก็จะได้มาง่ายๆ ถ้าทำได้ดีตอนนี้ อนาคตก็อาจจะได้งานระยะยาวไปเลยก็ได้ การที่อาจารย์เลือกนักศึกษาคนไหน นั่นก็หมายถึงการหยิบยื่นโอกาสและสนับสนุนอย่างเต็มที่
สำหรับคนที่มีโปรไฟล์ดีอย่างซือเนี่ยน ทั้งเคยเป็นครูมาก่อน ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สูงลิ่ว แถมภาษาอังกฤษก็ยังเก่งกาจขนาดนี้ ไม่ว่าเธออยากจะทำอะไรในยุคนี้ก็มีแต่คนอ้าแขนรับ
แต่ปัญหาคือ ครูสอนภาษาอังกฤษคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความใจแคบ ถ้าหากเธอปฏิเสธไปซึ่งๆ หน้า มีหวังโดนอาจารย์หมายหัว กลั่นแกล้งไปตลอดสี่ปีแน่ๆ ใครๆ ก็รู้ว่าเรียนมหาวิทยาลัยน่ะ จะไปมีเรื่องกับใครก็ได้ แต่ห้ามมีเรื่องกับอาจารย์ประจำวิชาเอกเด็ดขาด
ซือเนี่ยนเป็นพวกไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก แต่ก็รู้ดีว่าถ้าปฏิเสธไปอาจารย์ต้องเขม่นเธอไปตลอดแน่ เพื่อตัดปัญหาในอนาคต ตอนนี้ก็คงต้องรับปากไปก่อน
“อาจารย์คะ ฉันขอลองดูค่ะ”
ครูสอนภาษาอังกฤษลอบสังเกตสีหน้าของซือเนี่ยนอยู่ พอเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้มีท่าทีฝืนใจ หรือทำหน้าภูมิอกภูมิใจจนเกินงาม ท่านก็ยิ้มออกมาได้ในที่สุด
“ดีมาก พรุ่งนี้เธอมาหาฉันที่ห้องพักครูแล้วกัน ฉันจะอธิบายงานให้ฟัง”
“แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเธอทำได้ไม่ดี หรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เธอต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด ถึงเป็นนักศึกษาฉัน ฉันก็ไม่ช่วยนะจะบอกให้”
โรงเรียนเพิ่งเปิดเทอมมาได้ไม่กี่วัน อาจารย์เองก็ยังจำชื่อนักศึกษาในภาควิชาได้ไม่หมดด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกที่ท่านจะไม่รู้ว่าซือเนี่ยนเป็นคนนิสัยยังไง ท่านเลยตั้งใจใช้เรื่องนี้เพื่อทดสอบเธอไปในตัว ถ้าเด็กคนนี้มีดีแค่เรียนเก่ง แต่ไม่มีไหวพริบหรือทักษะการเข้าสังคม ก็คงไม่เหมาะที่จะไปเป็นนักการทูตหรอก
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากนะคะที่ให้โอกาสฉัน”
“ไม่เป็นไร” อาจารย์พูดจบก็ตั้งท่าจะเดินออกจากห้อง
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นมา “อาจารย์คะ โอกาสสำคัญแบบนี้ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาคนอื่นอย่างเท่าเทียมกันด้วยล่ะคะ การที่อาจารย์ยกให้ซือเนี่ยนไปเลยแบบนี้ เพื่อนคนอื่นอาจจะกำลังคิดมากก็ได้นะคะ”
ครูสอนภาษาอังกฤษหันมามองเจ้าของเสียงนั่นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ยุติธรรมเหรอ เธอลองออกไปใช้ชีวิตข้างนอกสิ สังคมมันเคยมอบความยุติธรรมให้เธอเลือกไหม ในสายตาฉัน คนที่เก่งที่สุดเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้โอกาส โลกข้างนอกเขาก็เป็นแบบนี้ พวกเธอไม่ใช่เด็ก 3 ขวบแล้วนะ เรื่องแค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ”
ลู่เหยากัดริมฝีปากตัวเองแน่น ก็เห็นๆ อยู่ว่าอาจารย์ลำเอียง นี่มันยังอยู่ในโรงเรียนแท้ๆ จะเอาไปเปรียบกับสังคมภายนอกได้ยังไง ถ้าได้แข่งขันกันอย่างยุติธรรมจริงๆ เธอไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะสู้ซือเนี่ยนไม่ได้
ซือเนี่ยนก็แค่สอบเข้าได้คะแนนดีกว่าเท่านั้นแหละ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยเธอจะเก่งสู้ซือเนี่ยนไม่ได้นี่ ถ้าเธอไม่ลุกขึ้นมาเรียกร้องอะไรบ้าง โอกาสดีๆ แบบนี้ก็คงลอยผ่านหน้าไปตลอดชาติ
“อาจารย์คะ หนูแค่คิดว่า เก่งก็เรื่องหนึ่ง แต่ความเหมาะสมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนี่คะ ไม่แน่ว่านักศึกษาคนอื่นอาจจะทำได้ดีกว่าก็ได้”
ครูสอนภาษาอังกฤษเงียบไปอึดใจหนึ่ง “นักศึกษาคนอื่นที่เธอว่าน่ะ หมายถึงตัวเธอเองสินะ ถ้างั้นเธอก็สบายใจได้เลย เพราะความสามารถของเธอยังสู้ซือเนี่ยนไม่ได้ อันนี้ฉันมองออก ที่จริงฉันไม่อยากพูดอะไรแบบนี้หรอกนะ อุตส่าห์อยากจะรักษาหน้าพวกเธอไว้บ้าง แต่เธอกลับไม่เจียมตัว ดึงดันจะหาเรื่องไม่สบายใจเอง ถ้าเธออยากได้เหตุผล นี่แหละคือเหตุผล”
ก่อนหน้านี้อาจารย์ก็เคยสุ่มเรียกนักศึกษาที่ดูมีแววในห้องให้ลุกขึ้นตอบคำถามอยู่บ่อยๆ ใครเก่งจริงไม่จริง ท่านมองปราดเดียวก็รู้แล้ว
ลู่เหยายืนหน้าแดงก่ำ การที่โดนอาจารย์พูดใส่หน้าต่อหน้าเพื่อนทั้งห้องว่าสู้คนอื่นไม่ได้ ถือเป็นการหยามหน้ากันอย่างรุนแรง
แต่ดูเหมือนคนรอบข้างจะไม่ได้รู้สึกสงสารเธอเลยสักนิด ใครๆ ก็รู้ว่าครูสอนภาษาอังกฤษคนนี้ปากจัดแค่ไหน นักศึกษาที่โดนท่านด่าจนน้ำตาแตกคาห้องเรียนนับรวมๆ กันแล้วก็น่าจะเกือบร้อยคนได้
ลู่เหยาอุตส่าห์เป็นหัวหน้าห้องแท้ๆ ยังกล้าไปตั้งคำถามกับทางเลือกของอาจารย์ ไม่โดนด่ากลับมาสิแปลก อาจารย์จะเลือกใคร ก็ต้องมีเหตุผลของท่านอยู่แล้ว
“แต่เอาเถอะ ถ้าเธอยังดึงดันคิดว่าตัวเองทำได้ ฉันก็จะให้โอกาส”
“พรุ่งนี้ตอนบ่าย เธอมาหาฉันที่ห้องพักครูแล้วกัน ฉันจะแบ่งงานให้เธอไปทำด้วยอีกคน”
พูดจบ อาจารย์ก็เดินสะบัดหน้าออกจากห้องไป
ลู่เหยากำหมัดแน่น ความอับอายเมื่อครู่สลายไปหมดสิ้น ตอนนี้เธอกลับรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำที่อย่างน้อยการลุกขึ้นสู้ของเธอก็ทำให้ได้โอกาสนี้มา
หญิงสาวหันไปมองซือเนี่ยนด้วยสายตาท้าทาย
[จบบท]