บทที่ 451: เรื่องน่าตกใจ
จะว่าไป พ่อหนุ่มหวังเอ้อร์โก่วคนนี้ก็ช่างใจกล้าเสียนี่กระไร รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง แต่ก็ยังอุตส่าห์มาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้ได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่รู้ว่ามาหาอะไร คนอย่างเขาเนี่ย ต่อให้เคราะห์หามยามร้ายเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ ชาวบ้านชาวช่องก็คงไม่คิดสงสัยอะไร เผลอๆ อาจจะมีคนสมน้ำหน้าว่าสมควรตายด้วยซ้ำ ซือเนี่ยนเองก็อดเป็นห่วงเจ้าหนุ่มดวงตกคนนี้ขึ้นมาจริงๆ
“ถ้างั้น... ถ้างั้นผมจะทำยังไงดีล่ะครับพี่สาว” หวังเอ้อร์โก่วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้
ซือเนี่ยนที่จู่ๆ ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นพี่สาว: “...”
“ทำยังไงได้ ก็ทำใจสิ” เฉินฮ่าวหรานสวนขึ้นทันควัน เหลือบมองไอ้หนุ่มตรงหน้าด้วยสายตารังเกียจเต็มทน แต่ในใจเขาก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าหวังเอ้อร์โก่วไม่ใช่คนร้าย เรื่องที่พ่อเขากำชับนักหนาก็คงไม่เกิดขึ้น
“ฉันมีวิธีอยู่นะ แต่มันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าที่ฉันเดาไว้มันถูกหรือเปล่า นายแค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอแล้ว” ซือเนี่ยนว่าพลางขยับเข้าไปกระซิบกระซาบกับหวังเอ้อร์โก่วอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกำชับปิดท้าย “จำไว้นะ ต่อไปนี้นายห้ามเข้าใกล้ฉันเด็ดขาด ถ้าบังเอิญเจอหน้ากันก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉันเลย เข้าใจที่พูดไหม”
หวังเอ้อร์โก่วรีบพยักหน้าหงึกๆ รับคำอย่างว่าง่าย
พอหวังเอ้อร์โก่ววิ่งลับตาไป เฉินฮ่าวหรานที่อัดอั้นความสงสัยไว้เต็มอกก็รีบโพล่งถามทันที “พี่สาว พี่ไปกระซิบอะไรกับเขาน่ะ บอกผมมั่งสิ”
“ความลับจ้ะ” ซือเนี่ยนยิ้ม แต่ไม่ได้อธิบายอะไร เธอก็แค่คาดเดา ยังไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยต้องอาศัยหวังเอ้อร์โก่วไปช่วยพิสูจน์หน่อย
เฉินฮ่าวหรานเห็นเธอไม่ยอมบอก ก็ยิ่งอยากรู้จนใจจะขาด เขารู้สึกยังไงก็ไม่รู้ เหมือนกับว่าซือเนี่ยนกำลังกุมแผนการทุกอย่างไว้ในมือ ราวกับเธอรู้ตัวฆาตกรแล้วด้วยซ้ำ แต่เธอกลับไม่ยอมปริปากบอกเขาเลยสักคำ คิดแล้วก็น่ากลุ้มใจชะมัด
“เอาล่ะ ฉันถึงบ้านแล้ว เธอรีบกลับไปได้แล้ว ถึงตามศักดิ์เธอจะเป็นรุ่นน้องฉัน แต่ถ้านับอายุจริง เธอก็ยังแก่กว่าฉันตั้งหลายปี ตอนนี้อาของเธอก็ไม่อยู่บ้านด้วย ขืนฉันให้เธอเข้ามาในบ้านตอนนี้ แล้วเกิดมีใครมาเห็นเข้าล่ะก็ ฉันโดนนินทาเสียหายกันพอดี” ซือเนี่ยนหยุดอยู่ที่หน้าประตู ไม่ได้มีทีท่าว่าจะชวนเขาเข้าบ้านแม้แต่น้อย
เฉินฮ่าวหรานที่อุตส่าห์มาส่งแต่กลับไม่ได้คำตอบที่อยากรู้ แถมยังโดนไล่กลับบ้านแบบซึ่งๆ หน้าอีกต่างหาก ชายหนุ่มได้แต่ยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองแก้เก้อ แม้จะฟังดูเหมือนโดนตัดรอนแบบไร้เยื่อใย แต่เขาก็เข้าใจดีว่าสิ่งที่ซือเนี่ยนพูดมันคือเรื่องจริง เขาจึงได้แต่เดินคอตกกลับไปอย่างห่อเหี่ยว
…
อากาศที่เมืองปักกิ่งนี่มันร้อนขึ้นทุกวันจริงๆ เด็กๆ เพิ่งเลิกเรียนวิชาพละ วิ่งกลับมาถึงบ้านก็หอบกันแฮ่กๆ แผงขายไอศกรีมแท่งโบราณเจ้าประจำนี่คนรุมซื้อกันแน่นขนัดยังกับแจกฟรี เจ้ารองอาศัยความคล่องแคล่วเบียดตัวเองแทรกเข้าไป ซื้อไอศกรีมมาได้ 2-3 แท่ง ก่อนจะมุดตัวออกมาอย่างทุลักทุเล เขาจัดการแบ่งให้พี่ชายกับน้องสาวคนละแท่ง
“พี่รอง หวานจังเลยค่ะ” โจวซีเหยาเลียไอศกรีมคำเล็กๆ แล้วก็ยิ้มตาหยี
“เย็นชื่นใจจริงๆ” เจ้ารองก็ไม่ต่างกัน เขากัดน้ำแข็งหวานเย็นจนหน้าเหยเก
โจวเจ๋อตงมองแท่งน้ำแข็งสีขุ่นๆ ที่เสียบไม้ในมือ สลับกับมองแผงลอยเล็กๆ ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เขาลองชิมไปหนึ่งคำ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น นี่มันก็น้ำหวานผสมน้ำตาลเอาไปแช่แข็งธรรมดาๆ ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงขายดีขนาดนี้นะ ของง่ายๆ แค่นี้เอง ถ้าพี่เฉินกับพวกพ้องอยู่ที่นี่ด้วยล่ะก็ เขาจะต้องทำขายแข่งให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
พอกลับถึงบ้าน โจวเจ๋อตงก็มุ่งหน้าเข้าครัวไปทันที ทำตัวยุ่งๆ ขลุกอยู่กับอะไรก็ไม่รู้
ซือเนี่ยนที่เพิ่งตื่นนอนเดินหาวออกมาพอดี เห็นเด็กๆ กลับมากันแล้วก็เลยบอก “ในตู้เย็นมีกับข้าวอยู่นะลูก เอาออกมาอุ่นก็กินได้เลย”
“คุณแม่ขา อร่อยค่ะ” โจวซีเหยาชูแท่งไอศกรีมที่ตอนนี้ละลายจนเหลือแค่ก้อนจิ๋วๆ ยื่นส่งไปให้คุณแม่
ซือเนี่ยนชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยน “คุณแม่ไม่กินหรอกจ้ะ หนูคนเก่งกินเถอะ”
ในห้องนอนของเธอมีพัดลม เปิดพัดลมแล้วนอนห่มผ้า มันเย็นสบายกว่ากันเยอะ แต่ข้างนอกนี่สิ ร้อนตับแลบ อุณหภูมิน่าจะปาเข้าไป 30 องศาได้แล้วมั้ง ดูสิ ผมของลูกสาวเปียกชุ่มไปหมด เสื้อกล้ามก็ชื้นเหงื่อ ซือเนี่ยนต้องหยิบผ้ามาซับเหงื่อให้ สงสัยคืนนี้ต้องจับอาบน้ำสระผมเสียหน่อยแล้ว
พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เห็นเจ้ารองกำลังปฏิบัติการขั้นสูงสุด มือซ้ายถือแท่งหนึ่ง มือขวาถือแท่งหนึ่ง ผลัดกันยัดเข้าปากแทบไม่ทัน เธอเลยต้องปราม “เสี่ยวหาน กินเยอะไปไม่ดีนะลูก เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก กินของเย็นมากเกินไปน่ะ”
เจ้าตัวเล็กกำลังอร่อยเพลินๆ ได้ยินเสียงแม่ดุเข้า ก็รีบแก้ตัวทันควัน “อันนี้ของพี่ชายครับ เขาไม่ยอมกิน ผมก็เลยเสียดาย กลัวมันละลายหมด”
ซือเนี่ยนฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า “เฮ้อ ก็ได้ งั้นกินหมดสองแท่งนี่ก็พอแล้วนะ ห้ามกินอีก ต่อไปถ้ายังกินเยอะแบบนี้อีก แม่จะยึดเงินค่าขนมให้หมดเลย”
โจวเจ๋อหานรีบพยักหน้ารับคำเป็นพัลวัน
“แล้วพี่ชายล่ะลูก ไปไหน” ซือเนี่ยนมองหาโจวเจ๋อตงแต่ไม่เห็นตัว
“พี่ชายอยู่ในครัวครับ ก็ไม่รู้ว่ามุดเข้าไปทำอะไรตั้งนาน” เจ้ารองตอบแบบงงๆ
ซือเนี่ยนได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร เธอจูงมือโจวซีเหยาเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสบายๆ ดีกว่า
โจวเจ๋อหานมองตามหลังคุณแม่ไปจนลับตา เขาก้มลงมองไอศกรีมในมือที่ตอนนี้ละลายจนแทบไม่เหลือสภาพความเป็นแท่งแล้วก็นึกเสียดาย แต่พอนึกถึงคำขู่ว่าถ้ากินแล้วจะปวดท้อง เขาก็ชักลังเล
สุดท้ายความกลัวก็ชนะความเสียดาย เขาตัดสินใจรีบวิ่งตื๋อไปที่ประตูหน้าบ้าน ยื่นไอศกรีมแท่งที่เหลือไปตรงหน้าเจ้าต้าหวงที่นอนหลับอยู่ “ต้าหวง ต้าหวง ช่วยกินหน่อยเร็ว เดี๋ยวคุณแม่มาเห็นเข้า ฉันโดนดุแน่ๆ”
ต้าหวงกำลังนอนรับลมเย็นสบายอยู่ใต้ต้นไม้แท้ๆ โดนก่อกวนเวลานอน มันก็แค่ปรือตาขึ้นมามองนิดหนึ่ง ไม่ได้สนใจเลยสักนิด หันหน้าหนีแล้วก็ฟุบหลับต่อไปทันที ของกินที่ไม่มีกลิ่นเนื้อติดมาด้วยนี่ อย่าหวังว่ามันจะชายตามอง
โจวเจ๋อหานเห็นแล้วก็อดบ่นไม่ได้ ต้าหวงนี่ช่างเลือกกินอะไรอย่างนี้ ของอร่อยๆ แท้ๆ กลับเมินเฉย สุดท้าย น้ำแข็งหวานเย็นที่เหลือทั้งหมดก็เลยต้องย้ายไปอยู่ในท้องของเขาจนหมด
พอกินเสร็จ เขาก็รู้สึกว่าในปากมันหวานเจี๊ยบไปหน่อย เลยเปิดกระเป๋านักเรียน ค้นหาของกินเล่นที่เจี่ยงจิวแบ่งให้เมื่อตอนกลางวัน มันคือเนื้อแห้งแผ่นเล็กๆ เขาก็เลยหยิบมากินแก้เลี่ยน แต่ปรากฏว่าเนื้อแห้งมันดันเผ็ดจี๊ดขึ้นจมูก กินไปได้แป๊บเดียว หน้าเล็กๆ ก็แดงก่ำไปหมดเพราะความเผ็ด
เขารีบวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำกิน ก็เหลือบไปเห็นแก้วน้ำใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ในแก้วมีน้ำสีประหลาดๆ ออกจะคล้ำๆ หน่อย แถมยังมีฟองฟู่ๆ ผุดขึ้นมาด้วย เขาไม่ได้คิดอะไรมาก นึกว่าเป็นน้ำผลไม้หรือน้ำหวานอะไรสักอย่าง เลยคว้าแก้วมายกซดรวดเดียวจนเกือบหมด
พอน้ำประหลาดนั่นไหลผ่านลำคอลงไป ดวงตาของโจวเจ๋อหานก็เบิกกว้างทันที นี่มันน้ำอะไรกันน่ะ ดื่มแล้วมันซ่าๆ ที่ลิ้น แต่ก็หวาน อร่อยเป็นบ้าเลย
“นายกำลังทำอะไรน่ะ”
เสียงเข้มๆ ของโจวเจ๋อตงดังขึ้น เขาเดินเข้ามาในครัว ในมือถือสมุดจดกับปากกามาด้วย พลันสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นแก้วน้ำในมือน้องชาย ซึ่งน้ำในนั้นพร่องไปเกินครึ่งแล้ว
แค่นั้นแหละ หน้าของโจวเจ๋อตงก็ซีดเป็นไก่ต้ม
“พี่ครับ นี่มันน้ำอะไรเหรอ อร่อยมากๆ เลย คุณแม่ซื้อมาให้เหรอครับ” โจวเจ๋อหานถามอย่างตื่นเต้น พูดจบก็ทำท่ายกแก้วขึ้นดื่มต่อ
“ห้ามดื่มนะ” โจวเจ๋อตงตะโกนเสียงหลง เขาพุ่งเข้าไปปัดแก้วในมือน้องชายจนหลุดมือร่วงแตกกระจายลงบนพื้น
โจวเจ๋อหานตกใจจนตัวแข็งทื่อ
เสียงแก้วแตกดังลั่นจนซือเนี่ยนที่อยู่ในห้องได้ยิน เธอรีบวิ่งออกมาดูทันที พอมาถึงครัวก็เห็นภาพโจวเจ๋อตงกำลังพยายามง้างปากน้องชายอย่างตื่นกลัว บนพื้นก็มีเศษแก้วแตกกระจายเกลื่อน
เธอยืนงงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบถาม “เสี่ยวตง พวกแกทำอะไรกัน เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
โจวเจ๋อตงขอบตาแดงก่ำ หันมาตอบเสียงสั่น “คุณแม่ครับ น้อง... น้องดื่มของที่ผมทดลองเข้าไป”
“ทดลอง” ซือเนี่ยนอุทานเสียงสูง “ทดลองอะไรเหรอ”
เธอเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าบนเขียงทำกับข้าว มีผักชีสับๆ กองอยู่ มีถุงเบกกิ้งโซดา น้ำตาลทรายแดง และอะไรอีกหลายอย่างวางปนกันมั่วไปหมด ข้างๆ กันยังมีน้ำสีเขียวๆ ที่น่าจะเป็นน้ำผักชีคั้นสดวางอยู่อีกถ้วย
ซือเนี่ยนถึงกับมึนตึ้บ “เสี่ยวตง นี่ลูกเล่นอะไรของลูกน่ะ” ตอนแรกเธอนึกว่าลูกชายคนโตเข้าครัวเพราะหิวข้าว จะมาหาอะไรกินง่ายๆ แต่สภาพที่เห็นนี่มันไม่ใช่แล้ว
“คุณแม่ครับ ผม... ผมก็แค่เห็นในหนังสือเขามีทดลอง ผมก็เลยอยากลองเอาของพวกนี้มาผสมๆ กันดู ว่ามันจะออกมาเป็นอะไร ผมไม่คิดเลยว่าน้องจะนึกว่าเป็นน้ำแล้วดื่มเข้าไป” โจวเจ๋อตงหน้าเสีย พูดจาตะกุกตะกักด้วยความกังวล
เขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาผสมมั่วๆ ออกมามันคืออะไร เขาแค่เห็นการทดลองในหนังสือ แล้วก็เลยลองปรับสูตรมั่วๆ ดูบ้าง ยังไม่ทันได้ชิมหรือทดสอบอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่นึกว่าน้องชายตัวดีจะมาเห็นเข้าแล้วซดเข้าไปหน้าตาเฉย
ซือเนี่ยนสูดจมูกฟุดฟิด กลิ่นมันแปลกๆ เธอมองไปที่ของเหลวสีน้ำตาลเข้มที่หกเจิ่งนองอยู่บนพื้น ตอนเดินเข้ามาทีแรกเธอก็ได้กลิ่นนี้แล้ว กลิ่นมันคุ้นๆ จมูกยังไงพิกล คล้ายๆ กลิ่นน้ำอัดลม หรือพวกโคล่าอะไรทำนองนั้น พอกวาดตามองวัตถุดิบบนโต๊ะอีกครั้ง ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว “เสี่ยวตง ลูก... ลูกคงไม่ได้บังเอิญทำน้ำอัดลมออกมาหรอกนะ”
โจวเจ๋อตงทำหน้างงหนักกว่าเดิม เขาไม่เคยดื่มน้ำอัดลม เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ซือเนี่ยนนึกขึ้นได้ เพราะเธอเคยสนใจเรื่องทำอาหารอย่างจริงจัง ก็เลยอ่านสูตรอาหารมาเยอะแยะไปหมด รวมถึงเคยผ่านตาส่วนผสมของโคล่ามาบ้างเหมือนกัน แต่เธอก็แค่รู้ส่วนผสม ในยุคที่เธอจากมา ใครๆ ก็ซื้อโคล่ากินได้ เลยไม่มีใครบ้าจี้มานั่งทำเอง แต่ก็รู้ว่ามันมีการทดลองที่ทำเลียนแบบได้ แน่นอนว่าเธอไม่เคยลองทำหรอก และไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าโจวเจ๋อตงจะมาทำมันได้
ในยุคนี้ คนที่เคยดื่มโคล่ายังมีไม่มากนักด้วยซ้ำ พอดูจากสีหน้าเหรอหราของโจวเจ๋อตง ซือเนี่ยนก็เดาได้ทันทีว่าลูกชายเธอคงจะฟลุกทำมันออกมาได้โดยบังเอิญแท้ๆ
โจวเจ๋อหานพอได้ยินพี่ชายยอมรับว่าตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำอะไรออกมาเท่านั้นแหละ เด็กน้อยก็เริ่มหน้าซีดเผือด “คุณแม่... ผม... ผมจะไม่ตายใช่ไหมครับ”
[จบบท]