บทที่ 456: งานเลี้ยง
โจวเยว่เซินถึงกับขบกรามแน่นขึ้นมาหน่อย “ผมไม่ชอบมุกตลกแบบนี้นะครับ อย่าเอาเธอไปเปรียบเทียบกับคนอื่น”
เฉินหนานเพิ่งจะรู้ตัวว่าพูดจาไม่เข้าหู ก็แหงล่ะ ผู้ชายที่ไหนมันจะไม่มีคนรู้ใจเก็บไว้บ้างสักคนสองคน ยิ่งในยุคนี้ พวกที่ทำมาค้าขึ้นหาเงินได้แล้ว จะให้มาจริงจังจงรักภักดีกับเมียคนเดียวมันจะมีสักกี่น้ำกันเชียว คนอย่างโจวเยว่เซินน่ะเนื้อหอมมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ในกองทัพแล้ว พอออกมาทำธุรกิจก็ยังอุตส่าห์ไปหาภรรยาสาวสวยขนาดนี้มาครองได้อีก
บางทีเฉินหนานก็นึกอิจฉาเพื่อนคนนี้อยู่เหมือนกัน จากคนไม่มีอะไรเลยกลับถีบตัวเองขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ ต้องยอมรับเลยว่าวินัยในตัวเองของเขามันสุดยอดจริงๆ
เขาทำหน้าเจื่อนๆ เหมือนจะบอกว่า ‘รู้แล้วว่าผิดไปแล้ว’ ก่อนจะหันไปหาผู้ช่วยหญิงในชุดราตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ โจวเยว่เซิน
“ผู้ช่วยเฉิน ฝากดูแลประธานโจวด้วยนะ” ว่าแล้วก็ลุกจูงคู่ควงของตัวเองไปวาดลวดลายที่ฟลอร์เต้นรำ
ผู้ช่วยเฉินรินไวน์เติมให้โจวเยว่เซิน ชุดราตรีสีแดงเข้มที่เธอสวมใส่มันขับเน้นเรือนร่างอรชรให้โดดเด่นสะดุดตา ใบหน้าก็แต่งแต้มมาอย่างเฉี่ยวคมดูเป็นสาวมั่น แค่ขยับเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นน้ำหอมฟุ้งกระจายชวนให้เคลิ้ม มีผู้ชายมากหน้าหลายตาเดินแวะเวียนเข้ามาขอเธอเต้นรำไม่ขาดสาย แต่เธอก็ปฏิเสธเรียบไปทุกคน
ผู้ช่วยเฉินชำเลืองมองโจวเยว่เซินที่นั่งพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนกำยำเป็นมัดกล้าม ผิวสีทองแดงสุขภาพดีที่บอกชัดว่าผ่านการออกกำลังกายมาอย่างสม่ำเสมอ ผู้ชายวัยสามสิบที่ยังรักษาวินัยดูแลรูปร่างตัวเองได้ดีขนาดนี้หาได้ไม่ง่ายนักหรอก ดูอย่างเฉินหนานเป็นตัวอย่างก็ได้ รายนั้นเคยหล่อเฟี้ยวมีชื่อในวงสังคมแท้ๆ ตอนนี้กลับปล่อยตัวจนมีพุงอิ่มเบียร์ยื่นออกมา แถมหน้าตาก็เริ่มหย่อนคล้อยไปตามวัย
“ประธานโจว ไม่ไปเต้นรำหน่อยหรือคะ”
โจวเยว่เซินยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉย “ไม่ครับ”
นึกถึงเรื่องนี้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเป็นซือเนี่ยน เธอจะชอบบรรยากาศอึกทึกครึกโครมแบบนี้ไหม สมัยก่อนครอบครัวเธอก็มีฐานะดี ก็น่าจะเคยชินกับงานสังคมหรืองานเต้นรำแบบนี้อยู่บ้าง แต่โจวเยว่เซินเองก็ไม่เคยเห็นเธอเต้นรำสักครั้ง เขาจึงก้มหน้าลงจิบไวน์อีกอึก ดื่มติดต่อกันมาหลายวันจนรู้สึกปวดหนึบที่ขมับ โจวเยว่เซินต้องยกมือขึ้นมานวดคลึงเบาๆ
พลันเสียงของผู้หญิงข้างๆ ก็ดังขึ้นอีก “ประธานโจวคะ ต่อไปถ้าได้ร่วมงานกับประธานเฉิน ก็คงต้องออกงานสังคมแบบนี้อีกบ่อยๆ การเต้นรำถือเป็นทักษะพื้นฐานเลยนะคะ ถ้าคุณเต้นไม่เป็น ให้ฉันช่วยสอนก็ได้นะคะ”
โจวเยว่เซินพูดตัดบทขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ “ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องการ คุณไม่เข้าใจหรือครับ”
สีหน้าของผู้ช่วยเฉินซีดเผือดไปถนัดตา ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีก โจวเยว่เซินเหลือบมองนาฬิกา เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว จึงหยิบเสื้อสูทที่พาดไว้ข้างตัวลุกขึ้นเตรียมกลับ ไม่ได้เป็นงานเลี้ยงเจรจาธุรกิจสำคัญอะไร เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องอยู่นานกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินหนานคะยั้นคะยอให้เขามา โดยอ้างว่าจะแนะนำคนสำคัญให้รู้จัก ป่านนี้โจวเยว่เซินคงกลับถึงบ้านไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการร่วมหุ้นอยู่เบื้องหลัง หรือจะลงมาทำธุรกิจด้วยกันเต็มตัว เขาก็ไม่อยากค้างอ้างแรมที่อื่นอีกต่อไปแล้ว เขาไม่อยากทุ่มเทเวลาให้งานจนละเลยคนในครอบครัวเหมือนที่ผ่านมา
โจวเยว่เซินเรียกแท็กซี่กลับบ้าน กลิ่นเหล้าหึ่งติดตัวมาเลยทีเดียว เขายืนสงบสติอารมณ์อยู่หน้าบ้านสักพัก ให้ลมเย็นๆ ช่วยพัดพากลิ่นแอลกอฮอล์ให้จางลงบ้าง แล้วจึงค่อยๆ ไขกุญแจเดินเข้าบ้านไป
ซือเนี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการตุ๋นซุปไก่ในครัว เธอนึกครึ้มอกครึ้มใจออกไปซื้อไก่มา 1 ตัวตั้งแต่ช่วงบ่าย กะว่าจะตุ๋นซุปหอมๆ ไว้ดื่มบำรุงร่างกาย แถมยังซื้อสมุนไพรจีนมาใส่เพิ่มอีกตั้งหลายอย่าง กะว่างานนี้ต้องบำรุงกันให้เต็มที่
แน่นอนว่าที่ทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อเจ้าตัวเล็กทั้ง 3 คนนั่นแหละ เด็กๆ วัยกำลังโตต้องหมั่นบำรุงกันหน่อย จะได้โตไวๆ
กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรจีนที่ผสมผสานเข้ากับกลิ่นเนื้อไก่ต้มเปื่อย ลอยฟุ้งไปทั่วบ้านจนโจวเยว่เซินชักเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาตะหงิดๆ ฝีมือทำอาหารของซือเนี่ยนยังคงยอดเยี่ยมชวนให้น้ำลายสอไม่เคยเปลี่ยน
เขาเดินตรงเข้าไปในครัว ก็เห็นซือเนี่ยนกำลังสาละวนอยู่หน้าเตา โดยมีโจวเจ๋อตงยืนล้างผักอยู่ข้างๆ อย่างขยันขันแข็ง พอเจ้าหนูเห็นเขาก็ร้องทักขึ้นมาก่อน “คุณพ่อ”
ซือเนี่ยนหันขวับกลับมามองเขาแวบหนึ่ง “กลับมาแล้วเหรอคะ”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ รินน้ำเปล่าใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ซือเนี่ยนเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย สูดจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นบนตัวเขา 2-3 ที ก่อนจะทำจมูกย่นแล้วใช้มือโบกไปมา “หูย กลิ่นเหล้าแรงจัง คุณไปดื่มมาอีกแล้วเหรอคะเนี่ย”
“วันนี้ที่บริษัทมีงานเลี้ยงฉลองน่ะครับ เลยดื่มไปนิดหน่อย”
ซือเนี่ยนฟังแล้วก็พอเข้าใจได้ว่างานสังคมแบบนี้มันก็คงจะหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ที่น่าแปลกใจคือ นี่มันยังหัวค่ำอยู่เลย เขากลับมาถึงบ้านแล้ว ปกติงานเลี้ยงฉลองแบบนี้น่าจะเพิ่งเริ่มไม่ใช่หรือ
หรือว่า... เขาจะกลัวที่เธอเคยพูดไว้คราวก่อน จนไม่กล้าเถลไถลอยู่นอกบ้านนานๆ กันนะ
พอคิดถึงตรงนี้ ซือเนี่ยนก็อดรู้สึกหวานฉ่ำในใจไม่ได้ คนที่รับฟังคำพูดของเธอแล้วเก็บไปใส่ใจ แถมยังทำตามจริงๆ ก็มีแค่ผู้ชายคนนี้คนเดียวเท่านั้นแหละ
เธอใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่ชิ้นพอดีคำที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มหอมฉุยขึ้นมาจากหม้อ เป่าลมเบาๆ ให้คลายร้อน แล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของโจวเยว่เซิน “คุณลองชิมดูสิคะ หอมไหม”
โจวเยว่เซินอ้าปากรับชิ้นไก่เข้าไปเคี้ยว เนื้อไก่นุ่มละมุนลิ้น รสชาติกลมกล่อมแทรกซึมเข้าทุกอณู กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนที่คลอเคล้ากับกลิ่นเนื้อหอมเข้มข้นฟุ้งกระจายไปทั่วโพรงปาก มันอร่อยล้ำเลิศกว่าอาหารเย็นชืดตามโรงแรมหรูเป็นร้อยเท่า
“อืม” เขาครางรับในลำคอ “หอมมากครับ”
“ดีเลยค่ะ งั้นก็ใกล้จะได้ที่แล้วล่ะ มากินข้าวกันเถอะ” ซือเนี่ยนส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา ก่อนจะหันไปตะโกนเรียกโจวเจ๋อหานให้เข้ามาช่วยยกถ้วยชาม โจวเยว่เซินมองภาพภรรยากับลูกๆ สลับกันไปมา ดวงตาของเขาฉายประกายความอ่อนโยนออกมาอย่างไม่รู้ตัว
พอกินข้าวเย็นกันเสร็จเรียบร้อย ซือเนี่ยนก็เริ่มเปิดประเด็นเล่าเรื่องที่เธอไปเจอมาเมื่อตอนกลางวันให้เขาฟัง
“ที่จริงฉันก็แค่เดาๆ ไปอย่างนั้นแหละค่ะ ไม่นึกเลยว่ามันจะมีมูลจริงๆ ถ้าเจ้าหวังเอ้อร์โก่วนั่นมันไม่ได้ไปเจออะไรดีๆ เข้าจริงๆ ล่ะก็ มันคงไม่ถ่อไปถึงโรงพักเพื่อแจ้งความหรอก” เธอบ่นอุบอิบ “แต่ก็นั่นแหละ ฆาตกรคนนี้มันก็ช่างรอบคอบแล้วก็ฉลาดเป็นกรดจริงๆ ทำกันขนาดนี้แล้วยังอุตส่าห์มีคนไปเจอเบาะแสจนได้”
ซือเนี่ยนถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้ข่าวลือผีสิงบ้าบอนี่ล่ะก็ คนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่คงไม่โหรงเหรงน้อยขนาดนี้หรอกค่ะ”
เธอพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยขณะที่เห็นโจวเยว่เซินยกอ่างน้ำอุ่นสำหรับล้างเท้ามาวางตรงหน้า เธอค่อยๆ หย่อนเท้าลงไปแช่ แต่ก็ต้องชักเท้ากลับแทบไม่ทัน “อุ๊ย ร้อนจัง”
โจวเยว่เซินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอื้อมมือไปแตะน้ำดู ก็ไม่เห็นว่ามันจะร้อนตรงไหน เขาถอดรองเท้าของตัวเองออกแล้วหย่อนเท้าแช่ลงไปบ้าง เท้าของเขาทั้งใหญ่ทั้งยาว แค่ข้างเดียวก็แทบจะเต็มอ่างอยู่แล้ว
ซือเนี่ยนเห็นดังนั้นก็รีบวางเท้าของเธอทับลงไปบนเท้าของเขาทันที ยังไม่วายบ่นต่อ “ถ้ายังจับตัวฆาตกรไม่ได้ ข่าวลือนี้มันก็ไม่มีวันจางหายไปหรอกนะคะ แล้วเดี๋ยวมันจะมีผลกระทบกับราคาบ้านในอนาคตด้วยนะ”
โจวเยว่เซินก้มลงมองเท้าเล็กๆ ขาวผ่องของเธอที่วางแปะอยู่บนเท้าของเขา มันช่างดูนุ่มนิ่มน่าสัมผัสจริงๆ เขาปล่อยให้เธอเหยียบอยู่แบบนั้น ไม่ได้ขยับหนีไปไหน จนกระทั่งซือเนี่ยนชักจะสงสัยในความเงียบของเขา
“นี่คุณเหม่ออะไรอยู่คะ ฉันกำลังคุยกับคุณอยู่นะ ไม่ได้ยินหรือไง” เธอพึมพำด้วยความไม่พอใจ
โจวเยว่เซินหัวเราะในลำคอ “เรื่องนี้คุณไม่ต้องไปยุ่งหรอกน่า”
“อ้าว แล้วคุณจะปล่อยไว้แบบนี้เหรอคะ”
“เดี๋ยวผมให้เฉินหนานไปจัดการเอง เขาน่าจะมีเส้นสายอยู่บ้าง ถ้าเรื่องมันเป็นอย่างที่คุณว่าจริงๆ ผมว่าเขาก็คงเต็มใจที่จะช่วยสืบหาความจริงนั่นแหละ”
ซือเนี่ยนครุ่นคิดตาม ก็จริงของเขา ในเมื่อเฉินหนานเป็นคนขายบ้านให้พวกเขาโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวเรื่องสำคัญแบบนี้แต่แรก เขาก็คงรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าตอนนี้มีโอกาสให้แก้ตัว เขาก็คงไม่ปฏิเสธหรอก เมื่อคิดได้แบบนี้ ซือเนี่ยนก็เลยเลิกฟุ้งซ่านเรื่องนี้ไป
เธอเช็ดเท้าของตัวเองจนแห้งแล้วสวมรองเท้าแตะ “ฉันเช็ดเสร็จก่อนนะ คุณเป็นคนเทน้ำทิ้งนะคะ” พูดจบเธอก็วิ่งดุ๊กๆ เข้าห้องนอนไป ทำตัวเหมือนเด็กๆไม่มีผิด
โจวเยว่เซินนึกขำ สงสัยนิสัยซนๆ ของโจวเจ๋อหานคงจะได้เชื้อมาจากแม่นี่เอง เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นจัดการยกอ่างน้ำไปเททิ้ง
พอกลับเข้ามาในห้อง ซือเนี่ยนก็ล้มตัวลงนอนแผ่อยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้งานแปลจะไม่ใช่งานหนัก แต่ก็ต้องใช้สมาธิและความคิดอยู่ตลอด พอทำอาหารเย็นเสร็จเธอก็เริ่มรู้สึกง่วงเพลียเต็มที พอเห็นโจวเยว่เซินล้มตัวลงนอนข้างๆ เธอก็ขยับตัวเข้าไปซุกในอ้อมแขนของเขาตามความเคยชิน ผิวเนื้ออุ่นๆ ของทั้งสองแนบชิดกันจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายชัดเจน
“เนี่ยนเนี่ยน... คืนนี้ไม่ต้องตรวจสอบแล้วเหรอครับ” เสียงทุ้มต่ำของโจวเยว่เซินดังลอดออกมาจากแผงอก ทำเอาหูของซือเนี่ยนที่แนบซบอยู่รู้สึกสั่นสะท้านไปหมด
ซือเนี่ยนทำหน้างง “?!”
“ตรวจสอบอะไรเหรอคะ”
“ก็วันนี้... ผมก็ดื่มเหล้ามาเหมือนกันนี่ครับ” ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงช้าๆ เวลาที่คนเราดื่มเหล้าเข้าไปแบบกึ่งเมากึ่งตื่น มันมักจะเป็นช่วงที่อารมณ์พลุ่งพล่านได้ง่ายที่สุด
ซือเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ “อ้อ... ก็ได้ค่ะ” ว่าแล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นไปหอมแก้มเขาดัง “จุ๊บ” ทีหนึ่ง
โจวเยว่เซินมองท่าทีแบบขอไปทีของเธอแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “แค่นี้เองเหรอครับ”
“อ้าว แล้วจะเอาแบบไหนอีกล่ะคะ” ซือเนี่ยนย้อนถามหน้าตาเฉย
แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้โจวเยว่เซินจะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ ซะแล้ว ซือเนี่ยนเริ่มสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายบางอย่าง เธอรีบพลิกตัวหันหลังให้เขาทันที กะจะแกล้งทำเป็นหลับไปซะดื้อๆ ทว่าวินาทีต่อมา มือของเธอก็ถูกรวบไว้ด้วยท่อนแขนแข็งแรงที่ไม่อาจขัดขืนได้ ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารินรดอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
“คุณ... อื้อ...” มือของซือเนี่ยนถูกเขากดไว้กับผ้าปูที่นอนจนขยับไปไหนไม่ได้ ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว ร่างกายสูงใหญ่กำยำราวกับภูผาก็กดทับลงมาจนเธอจมหายไปกับที่นอน ค่ำคืนนี้คงอีกยาวไกล ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือเปล่า ที่ทำให้ทุกอย่างมันดูเร่าร้อนรุนแรงไปหมด
[จบบท]