บทที่ 465: เรื่องของงานเลี้ยง
เจ้าต้าหวงที่กำลังนอนแผ่รับแดดอุ่นๆ อย่างมีความสุข พอโดนเสียงแหลมๆ นั่นตะโกนใส่เข้าหน่อย ก็ถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางหงอยๆ แล้วเดินคอตกเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็กของตัวเอง
บ้านหมาหลังนี้เป็นฝีมือของโจวเยว่เซินที่เพิ่งต่อให้มันเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
เหตุผลน่ะเหรอ ก็เพราะช่วงนี้มีคนอุ้มหมาจูงหมาแวะเวียนมาที่บ้านบ่อยเหลือเกิน เขากลัวว่าพวกมันจะเปิดศึกกันเข้าสักวัน
เลยต้องสร้างที่หลบภัยให้มันแบบนี้
ส่วนผู้หญิงคนนั้น พอได้เห็นขนาดตัวของต้าหวงที่ดูจะใหญ่กว่าเธอซะอีก ก็ถึงกับช็อกตาตั้งไปเลย
เธอไม่เคยพบเคยเห็นหมาตัวยักษ์ขนาดนี้มาก่อน
ที่เห็นในข่าวหนังสือพิมพ์น่ะ มันมีแต่ภาพความกล้าหาญและความหล่อเท่ของมัน
เพิ่งจะมาสำเหนียกได้ก็ตอนนี้นี่เอง ว่าไอ้เจ้าปอมเมอเรเนียนในอ้อมแขนเธอกับต้าหวงน่ะ มันคนละรุ่นกันเลย
ถ้าเป็นคนก็คงเรียกว่าส่วนสูงต่างกัน แต่นี่มันคือความต่างชั้นระหว่างผู้ใหญ่ตัวโตกับเด็กทารกชัดๆ
พอนึกถึงว่าซือเนี่ยนเอาแต่ปฏิเสธเธอมาตลอด เธอก็รู้สึกอับอายจนแก้มร้อนผ่าว รีบแจ้นอุ้มหมาของตัวเองเผ่นแน่บไปทันที
เหมียวชุนฮวาที่เดินสวนเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดีก็เอ่ยถาม “อะไรกันน่ะ”
“ต้าหวงมันกำลังฮอตน่ะค่ะ มีคนแวะมาเสนอตัวอยากให้ผสมพันธุ์ด้วยไม่เว้นแต่ละวันเลย”
“แหม ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ต้าหวงเข้าสู่ฤดูติดสัดแล้วงั้นสิ” เหมียวชุนฮวาเคยมาที่นี่แล้วรอบหนึ่ง เลยไม่ได้รู้สึกกลัวเจ้าหมาตัวนี้
แถมเธอยังติดหนี้บุญคุณมันอยู่ด้วย ถ้าไม่ได้ต้าหวงวันนั้น กระเป๋าใบโปรดรุ่นลิมิเต็ดกับเอกสารสำคัญของเธอคงปลิวหายไปกับสายลมแล้ว
ตอนนั้นเธอก็มองว่ามันเท่มากๆ
พอมาเห็นว่าต้าหวงเป็นที่หมายปองขนาดนี้ เธอก็พลอยรู้สึกภูมิใจไปด้วย
ซือเนี่ยนได้แต่ยิ้มแห้งๆ “พี่เหมียว มาได้ยังไงคะเนี่ย”
เหมียวชุนฮวารีบหุบยิ้มล้อเลียนทันควัน “ฉันเพิ่งเคลียร์งานเสร็จ ก็ได้ยินข่าวเรื่องที่นี่เลย ไม่คิดเลยว่าเรื่องมันจะพลิกผันขนาดนี้ ตกใจแย่เลยใช่ไหมล่ะ”
เธอรู้เรื่องหมดแล้ว ว่าฆาตกรที่เขาลือกัน ดันมาอยู่ข้างบ้านซือเนี่ยนพอดิบพอดี
เดิมทีเหล่าเฉินสามีเธอคิดแค่ว่าบ้านหลังนี้ทำเลมันดี แม้ว่าในตรอกหูท่งนี้จะเคยมีคดีฆาตกรรม แต่จุดเกิดเหตุมันก็อยู่ห่างออกไป ไม่ได้ใกล้กันสักหน่อย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เขาถึงได้ตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ให้ครอบครัวโจว
แต่ใครมันจะไปคิด ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกขนาดนี้ ดันย้ายมาอยู่ติดกับฆาตกรตัวจริงเสียงจริงซะได้
เจอแบบนี้เข้าไป เป็นใครก็คงขวัญหนีดีฝ่อกันทั้งนั้น
การที่ซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินไม่ไปเอาเรื่องเหล่าเฉิน ก็นับว่าพวกเขาใจดีมากแล้ว
เธอเลยตั้งใจว่ายังไงก็ต้องแวะมาเยี่ยมให้ได้
พูดพลางเธอก็ยื่นถุงที่หอบหิ้วมาให้ซือเนี่ยน “นี่ฉันเพิ่งกลับจากฮ่องกง เลยซื้อของมาฝาก เป็นกระเป๋าใบหนึ่ง ลองดูสิว่าชอบไหม ถือซะว่าเป็นคำขอโทษจากเหล่าเฉินที่เขาไม่รอบคอบเรื่องบ้านก็แล้วกันนะ”
ซือเนี่ยนเหลือบมองถุงในมืออีกฝ่ายก็จำได้ทันทีว่ามันคือแบรนด์แอร์เมส
เธอรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ได้หรอกค่ะพี่เหมียว พวกเราเป็นคนเลือกทำเลนี้เอง เพราะมันสะดวกทั้งเรื่องเรียนของฉันแล้วก็เรื่องงานของพี่โจว พวกเราไม่เคยรู้สึกว่ามันไม่ดีตรงไหนเลยนะคะ อีกอย่าง คุณเฉินเขาก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ จะไปโทษเขาได้ยังไงกัน”
อย่าลืมสิว่าตอนที่พวกเขาตกลงซื้อเรือนสี่ประสานสิบกว่าหลังนั่น คุณเฉินก็อุตส่าห์ลดราคาให้โจวเยว่เซินแบบขาดทุนย่อยยับเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนแล้ว
ตัวเขาเองก็เข้าเนื้อไปไม่น้อย
ที่สำคัญคือซือเนี่ยนรู้อนาคตดีว่าทำเลนี้มันทองคำฝังเพชรขนาดไหน เรื่องดีๆ แบบนี้ เธอแอบยิ้มคนเดียวก็พอแล้ว ขืนรับของปลอบขวัญนี่มาอีกคงรู้สึกผิดแย่
เหมียวชุนฮวากอดอก “เธอนี่ยังจะมาเกรงใจอะไรกับฉันอีก เรามันพวกเดียวกันนะจะบอกให้ อีกอย่าง เรื่องคราวก่อนที่ต้าหวงช่วยฉันจับขโมยได้น่ะ ฉันยังไม่ได้ตอบแทนอะไรพวกเธอเลยนะ ถ้าเธอไม่รับวันนี้ ต่อไปฉันก็ไม่กล้าเหยียบมาบ้านเธออีกแล้วจริงๆ”
พูดจบเธอก็รื้อค้นของในถุงต่อ “อ้อ แล้วฉันก็ซื้อเสื้อให้ต้าหวงมาด้วยตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามันจะยัดตัวลงไปได้หรือเปล่านะ”
เธอคลี่เสื้อในมือออกแล้วยื่นให้ซือเนี่ยนดู ซือเนี่ยนมองปราดเดียวก็เห็น... แบรนด์หลุยส์ วิคตอง
ซือเนี่ยน: “…”
ให้ตายเถอะ พูดกันตามตรงเลยนะว่าขนาดในอนาคตชาติหน้า เธอยังไม่แน่ใจเลยว่าจะได้ใส่แบรนด์นี้หรือเปล่า
แน่นอนว่าชาตินี้เธอก็ไม่คิดจะควักเงินซื้อมาใส่เหมือนกัน
แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะ ว่าหมาของเธอจะได้ใส่แบรนด์ที่เจ้านายยังไม่มีปัญญาซื้อ!
...
เหมียวชุนฮวารู้ดีว่าบ้านนี้ไม่ได้มีแค่หมา แต่ยังมีเด็กๆ อีกสามคน เธอเลยไม่ลืมที่จะซื้อของเล่นติดไม้ติดมือมาฝากพวกเขาด้วย เพียงแต่เธอไม่ค่อยสนิทกับเด็กๆ เท่าไหร่ เลยเลือกซื้อของเล่นมาให้แทน
ทั้งสองสาวพากันเข้าไปนั่งคุยต่อในบ้าน
เหมียวชุนฮวายกชาดอกไม้หอมกรุ่นที่ซือเนี่ยนชงมาต้อนรับขึ้นจิบ พลางเล่าด้วยท่าทีสบายๆ “เหล่าเฉินน่ะเหรอ เขากำลังแฮปปี้สุดๆ เลยล่ะ บอกว่าในที่สุดบ้านหลังนั้นก็พ้นมลทิน ไม่ใช่บ้านผีสิงอีกต่อไป คราวนี้คงขายออกได้สักที ฉันก็เพิ่งรู้จากเขานี่แหละว่าในมือเขายังมีบ้านแบบนี้เหลืออยู่อีกหลัง โชคดีนะที่เขายังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง ไม่ได้ย้อมแมวขายบ้านหลังนั้นให้พวกเธอไปด้วย เขาเลยเก็บมันไว้กับตัว”
“เขาบอกว่า เผื่อๆ อนาคตมันอาจจะโดนเวนคืนหรืออะไรก็ว่าไป อย่างน้อยก็ได้ทุนคืนมาบ้าง”
“แต่ฉันก็มาคิดดูนะ ว่าในเมื่อคดีมันจบแล้ว บ้านหลังนั้นก็น่าจะเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างสิ จริงไหม ถึงจะให้คนเข้าไปอยู่คงไม่มีใครกล้า แต่มันก็น่าจะเอาไปทำอย่างอื่นได้นี่ ฉันเลยอยากมาถามไอเดียเธอดู ว่าเธอคิดว่ามันน่าจะเอาไปทำอะไรดี”
ซือเนี่ยนนั่งคิดอยู่แป๊บหนึ่ง จริงอย่างที่เหมียวชุนฮวาว่า แม้ข่าวลือจะซาไปแล้ว แต่บ้านที่เคยมีคนตายโหงแบบนั้น คงไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่จริงๆ นั่นแหละ ปล่อยทิ้งไว้ก็รกร้างเสียเปล่า เธอเลยเสนอ
“ฉันว่า... น่าจะสร้างเป็นวัดไปเลยนะคะ ฉันสังเกตว่าแถวนี้คนค่อนข้างเชื่อเรื่องพวกนี้กันอยู่ สร้างวัดไว้ข่มอาถรรพ์ มีคนมาจุดธูปไหว้พระสม่ำเสมอ ก็น่าจะทำให้คนแถวนี้สบายใจขึ้น ไม่กลัวกันแล้วล่ะค่ะ”
เหมียวชุนฮวาเป็นสายมูเตลูตัวแม่ พอได้ยินข้อเสนอของซือเนี่ยน ดวงตาเธอก็ลุกวาวขึ้นมาทันที “ต๊าย! ใช่เลย ทำไมฉันคิดไม่ถึงนะ ไอเดียนี้เริ่ดมาก ต่อไปฉันจะได้ไม่ต้องถ่อไปไหว้พระไกลๆ ถึงวัดอื่นแล้ว”
พอได้ไอเดียปุ๊บ เหมียวชุนฮวาก็กระสับกระส่ายนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป เธอยกชาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย แล้วรีบขอตัวลากลับทันที บอกว่าจะไปศึกษาเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างวัดต่อ
ตอนแรกซือเนี่ยนก็คิดว่าเสื้อหลุยส์ตัวจิ๋วที่เหมียวชุนฮวาซื้อมาฝากน่ะ ต้าหวงคงไม่มีวันได้ใส่หรอก
แต่ใครจะไปรู้ ว่าหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าต้าหวงก็ดันมาเป็นโรคผิวหนังเพราะอากาศร้อนจัด
ซือเนี่ยนพามันไปหาหมอ แต่ด้วยความที่ขนมันหนาฟูเป็นสิงโต การพ่นยาเลยเป็นไปด้วยความทุลักทุเล คุณหมอเลยจัดการไถขนมันทิ้งซะเกลี้ยงเตียน
สภาพของมันตอนนี้เลยเหลือแค่ขนที่หัวกับพวงขนที่ปลายหาง ดูไปดูมาก็เหมือนสิงโตไม่มีผิด
แต่เป็นสิงโตในเวอร์ชันที่ดูตลกพิกล
ซือเนี่ยนมองหมาตัวเองแล้วก็สงสารจับใจ เลยจำใจต้องเอาเสื้อหลุยส์ตัวนั้นมาสวมให้มันเพื่อกันอุจาดตา
และแล้ว ต้าหวงก็ได้อัปเกรดเป็นหมาเซเลบ ใส่แบรนด์เนมเรียบร้อย
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียว ขนของต้าหวงก็เริ่มขึ้นปกคลุมร่างแล้ว แถมยังใช้เวลาไปตั้งเดือนกว่า ๆ
อากาศในปักกิ่งเริ่มเย็นสบายขึ้นมาก
ฤดูใบไม้ร่วงที่นี่สวยงามจับตา ลมเย็น ๆ พัดโชยมาเป็นระยะ ใบเมเปิลสีเหลืองอ๋อยที่ขนาดใหญ่เกือบเท่าอ่างล้างหน้า พากันร่วงหล่นลงมาปูพรมเต็มพื้น ตัดกับบรรยากาศเก่าแก่ของตรอกหูท่ง ช่างเป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาด
บ้านของหญิงม่ายหลังนั้นถูกรื้อถอนไปจนไม่เหลือซากแล้ว ตอนนี้พื้นที่ตรงนั้นกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างวัด
เหมียวชุนฮวาเป็นคนประเภทที่ว่า ถ้าคิดจะทำอะไรแล้ว ก็ต้องทำให้สำเร็จ
หากเป็นยุคก่อนหน้านี้ ยุคที่ทางการจีนกวาดล้างเรื่องไสยศาสตร์และความเชื่องมงาย การจะมาสร้างวัดกันโจ่งแจ้งแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
แต่ในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่อนคลายลงไปมาก ผู้คนไม่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว แม้แต่การจุดธูปไหว้พระก็สามารถทำได้อย่างเปิดเผย
แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นพลังแห่งเงินตราและอำนาจ
ตราบใดที่คุณมีสองสิ่งนี้ครบ ก็แทบไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
ช่วงนี้โจวเยว่เซินยุ่งมาก งานของเขาส่วนใหญ่คือการออกไปเจรจาสัญญา ประชุมไม่เว้นแต่ละวัน แถมยังมีงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจที่ต้องไปปรากฏตัวอีกเพียบ
เรื่องนี้ทำให้ซือเนี่ยนนึกถึงปัญหาสำคัญข้อหนึ่งขึ้นมาได้... ปกติแล้ว เวลาผู้ชายต้องไปออกงานสังคมหรืองานเลี้ยงหรูๆ แบบนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องควงสาวไปด้วยหรอกเหรอ
อย่างน้อยในยุคที่เธอจากมา เพื่อนร่วมงานผู้ชายหลายคน ต่อให้ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน ก็ยังต้องดิ้นรนไปเช่าสาวสวยมาควงเพื่อประดับบารมี
แต่โจวเยว่เซินกลับไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงเรื่องนี้กับเธอเลยสักคำ
ซือเนี่ยนกำลังยืนงงในดงความคิด ว่าตาแก่สามีเธอนี่เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
ตกเย็น โจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้าน จู่ ๆ เขาก็โพล่งถามเธอขึ้นมาดื้อๆ ว่าอยากเต้นรำไหม
เอาจริงๆ ซือเนี่ยนก็ไม่ได้พิศวาสการเต้นรำอะไรขนาดนั้น แต่คำถามนี้มันดันไปสะกิดต่อมความจำของเธอ เมื่อเดือนก่อน ตอนที่พวกเขากำลังจู๋จี๋กันดูดดื่ม ชายคนนี้ก็เคยถามเธอเป๊ะๆ ว่าเธอเต้นรำเป็นหรือเปล่า
ความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกสนใจขึ้นมาตะหงิดๆ “ทำไมอยู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะคะ”
โจวเยว่เซินเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบ “มีงานเลี้ยง ถ้าคุณอยากไปเต้นรำ ผมจะได้พาไปด้วย”
อันที่จริง ตลอดเดือนที่ผ่านมา เขาต้องไปร่วมงานเลี้ยงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7-8 งาน
และทุกครั้ง ก็จะมีคนคอยมาสะกิดถามเขาเสมอว่าทำไมไม่ควงผู้หญิงมาด้วย
แรกๆ ที่เขาเพิ่งเริ่มเข้าสังคมพวกนี้ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับคำถามพวกนั้น
แต่พอเขารู้ว่าซือเนี่ยนเต้นรำเป็น เขาก็เคยคิดที่จะชวนเธออยู่เหมือนกัน แต่พอนึกอีกทีว่าเธอต้องตื่นไปเรียนแต่เช้า ถ้าต้องมาตระเวนออกงานเลี้ยงกับเขาทั้งคืนอีก คงจะเหนื่อยเกินไป
เขาเลยตัดสินใจไม่พูดถึงมัน
แต่วันนี้ เหล่าเฉินกับภรรยาของเขา ดันเจาะจงมาว่าอยากให้เขาพาซือเนี่ยนไปร่วมงานด้วย
เขาถึงได้ลองกลับมาหยั่งเชิงถามเธอดู ว่าเธออยากไปเต้นรำแก้เซ็งบ้างหรือเปล่า
“เหรอคะ เพิ่งจะมาชวนเนี่ยนะ แล้วที่ผ่านมาตั้งหลายงานน่ะ คุณไปเต้นรำกับใครไม่ทราบ”
ซือเนี่ยนหรี่ตามองเขาอย่างจับผิด
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าตอบเสียงเบา “ไม่มี”
ซือเนี่ยนยังไม่เลิกคาดคั้น “ไม่มีอะไรคะ”
โจวเยว่เซินถอนหายใจ “ไม่เคยเต้นกับคนอื่น”
ซือเนี่ยนยักคิ้วอย่างมีชัย “แน่ใจนะคะ แล้วไอ้งานเลี้ยงก่อนๆ ที่คุณไปน่ะ ไม่มีสาวๆ ที่ไหนมาชวนคุณเลยเหรอ”
[จบบท]