บทที่ 54: ยังจะด่าว่าไร้การศึกษาอีก!
ชายคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคู่กรณีที่สร้างเรื่องอื้อฉาวกับเจ้าของร่างเดิมในเนื้อเรื่องที่เธอเคยอ่าน เป็นต้นเหตุที่ทำให้โจวเยว่เซินต้องกล้ำกลืนความอัปยศอดสูจากการถูกสวมหมวกเขียว
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเจ้าของร่างเดิมมีใจปฏิพัทธ์ชายคนนี้ แต่เป็นเพราะเขาต่างหากที่ตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกพบ พอได้สบตากันครั้งแรกก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน หลงใหลในความงามของเธอจนโงหัวไม่ขึ้น จากนั้นจึงเริ่มต้นภารกิจพิชิตใจหญิงสาวอย่างบ้าคลั่ง
แน่นอนว่าคนอย่างเจ้าของร่างเดิมไม่มีวันชายตาแล เพราะเธอเติบโตมาในเมือง มีชีวิตที่สะดวกสบายมาตั้งแต่เด็ก ไหนจะคู่หมั้นที่มียศถึงนายพันตรี ย่อมมองคนท่าทางมันเยิ้มอย่างหลี่หมิงจวินเป็นเพียงฝุ่นผงใต้เท้า
ยิ่งไปกว่านั้น การถูกบังคับให้แต่งงานกับโจวเยว่เซิน ก็ยิ่งทำให้เธอเกลียดชังผู้ชายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วเข้ากระดูกดำ
ทว่าหลี่หมิงจวินกลับเป็นประเภทหลงตัวเองจนกู่ไม่กลับ และไม่รู้จักคำว่าขอบเขต เดิมทีเมื่อเห็นเจ้าของร่างเดิมแต่งงานกับโจวเยว่เซินก็ยังพอมีความยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง
แต่พอได้ข่าวว่าชีวิตสมรสของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เห็น ความกล้าบ้าบิ่นก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ
เขาอาศัยความสัมพันธ์ที่เป็นน้องเขยของพี่สาวโจวเยว่เซินเป็นใบเบิกทาง แวะเวียนไปหาเธอที่บ้านโจวอยู่บ่อยครั้ง
การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่รอดพ้นสายตาของชาวบ้าน นำไปสู่การซุบซิบนินทาปากต่อปาก และทำให้ชื่อเสียงของเธอต้องมัวหมอง
เจ้าของร่างเดิมรังเกียจการกระทำของเขาจนแทบคลั่ง จึงเอ่ยปากด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง
การกระทำนั้นจุดไฟแค้นให้หลี่หมิงจวิน เขาจึงแอบไปปล่อยข่าวลือเสียหายเพื่อทำลายเธอให้จมดิน กล่าวหาว่าเธอเป็นหญิงที่ไม่พอใจในชีวิตคู่ พอเห็นเขาขับรถบรรทุกคันใหญ่มาจากในเมืองก็คิดจะทอดสะพานเพื่อหวังเกาะไปสุขสบายในเมืองใหญ่ เรื่องราวที่ถูกแต่งเติมสีสันจนเกินจริงนี้เองที่ทำลายชื่อเสียงของเจ้าของร่างเดิมจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
ในยุคสมัยที่เรื่องศักดิ์ศรีของผู้หญิงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย การที่หญิงมีสามีแล้วไปพัวพันกับชายอื่นถือเป็นตราบาปร้ายแรงที่จะถูกผู้คนตราหน้าและสาปแช่งไปชั่วชีวิต
ในสายตาของชาวบ้าน หลี่หมิงจวินถือเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตไกล เขาทั้งแต่งตัวภูมิฐานกว่าใครเพื่อน หน้าตาก็จัดว่าหล่อเหลา แถมยังมีความสามารถในการขับรถบรรทุกอีกต่างหาก
มีหญิงสาวในหมู่บ้านไม่รู้กี่คนที่แอบหมายปองเขาอยู่เงียบๆ
ดังนั้นการที่ซือเนี่ยนซึ่งมีสามีที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านอย่างโจวเยว่เซินอยู่แล้ว ยังไม่รู้จักพอใจ ไปพัวพันกับเขาอีก จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ข่าวลือถูกสุมไฟให้โหมกระพือรุนแรงขึ้นทุกวัน
ทว่าด้วยนิสัยหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของเจ้าของร่างเดิม เธอจึงเลือกที่จะนิ่งเฉย ปล่อยให้ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดแท้แต่ ไม่คิดจะเสียเวลาอธิบายความจริงให้ใครฟัง
หากเรื่องนี้จะทำให้เธอได้หย่าขาดกับโจวเยว่เซิน ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
เมื่อตระหนักว่าเส้นทางนี้อาจเป็นหนทางสู่อิสรภาพที่เธอปรารถนา บางครั้งเธอก็ถึงกับจงใจเชิญหลี่หมิงจวินเข้ามาในบ้านต่อหน้าต่อตาเด็กๆ
ภาพเหล่านั้นบาดลึกในใจของเด็กๆ จนเกิดเป็นความเกลียดชัง แต่พวกเขาก็ไร้ซึ่งหนทางที่จะต่อกร
จุดแตกหักที่นำไปสู่การหย่าร้างของซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินจึงไม่ได้มาจากเรื่องลูกๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องอื้อฉาวนี้เป็นฟางเส้นสุดท้าย
ในยุคที่การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่โต หากชีวิตคู่ไม่ถึงทางตันจริงๆ ก็คงไม่มีใครเลือกเดินเส้นทางนี้
เพราะสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง การหย่าร้างเปรียบเสมือนการทำลายชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองให้พังพินาศ
แต่ในมุมมองของเจ้าของร่างเดิม ชีวิตของเธอได้พังทลายลงนับตั้งแต่วินาทีที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับพ่อม่ายเรือพ่วงแล้ว
ดังนั้นการมีชื่อเสียงที่ด่างพร้อยมากขึ้นอีกสักหน่อยจะเป็นอะไรไป
คนในยุคนี้มีอยู่สองประเภท คือพวกที่ขี้ขลาดตาขาว ยอมทนทุกข์ให้ครอบครัวข่มเหงรังแกไม่กล้าลุกขึ้นสู้ กับพวกที่ไม่ยอมรับความจริงอย่างเจ้าของร่างเดิม
และเห็นได้ชัดว่าเธอคืออย่างหลัง
สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเดินบนเส้นทางแห่งการทำลายตัวเองให้ไกลออกไปเรื่อยๆ
เมื่อภาพเรื่องราวสุดน้ำเน่าในนิยายผุดขึ้นมาในหัว สีหน้าของซือเนี่ยนก็บิดเบี้ยวราวกับเพิ่งกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งตัว
แม้จะเข้าใจดีว่าชีวิตคนเราย่อมต้องเคยเจอะเจอความสัมพันธ์ที่เลวร้าย แต่ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่มันน่าขยะแขยงเกินทนจริงๆ
ตัวเองเป็นฝ่ายตามตอแยไม่สำเร็จ แต่กลับโยนความผิดทั้งหมดให้ผู้หญิง ชายประเภทนี้มันไม่ต่างอะไรกับพวกเดนสังคม
เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนเขียนนิยายเรื่องนี้ไปมีความแค้นส่วนตัวอะไรกับตัวประกอบหญิงคนนี้นักหนา
"เอ... แล้วนี่ใครกันเหรอจ๊ะ?" หลังจากทักทายกับกลุ่มหญิงสาวจนครบทุกคนแล้ว หลี่หมิงจวินก็แสร้งทำเป็นเพิ่งสังเกตเห็นซือเนี่ยน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
ทุกคนไม่ได้เอะใจอะไร จึงแนะนำอย่างเป็นกันเอง "อ๋อ นี่ซือเนี่ยนน่ะ เพิ่งย้ายจากในเมืองมาอยู่หมู่บ้านเราได้ไม่นาน เป็นภรรยาของพี่ใหญ่โจว เธอยังไม่เคยเจอสินะ"
พอได้ยินคำว่าเป็นภรรยาของพี่ใหญ่โจว หลี่หมิงจวินก็มีสีหน้าแข็งทื่อไปชั่วครู่ แต่แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า พร้อมกับแววตาที่ฉายความเคลิบเคลิ้ม "ซือเนี่ยน... ซือเนี่ยน... เป็นชื่อที่ไพเราะจับใจจริงๆ"
ซือเนี่ยนเบ้ปากด้วยความรังเกียจ ก่อนจะสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ดูจากน้ำมันเยิ้มๆ ที่เคลือบอยู่บนตัวคุณแล้วเนี่ย ฉันว่าที่ฟาร์มของสามีคงมีช่องโหว่ให้คุณสูบเงินไปไม่น้อยเลยสินะ"
หลี่หมิงจวินถึงกับสะอึก ตามความคิดของเธอไม่ทัน พอได้ยินถ้อยคำเสียดแทงนั้นก็เกิดอาการร้อนตัวขึ้นมาทันควัน รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน "พะ...พูดอะไรของคุณ ผมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย"
ซือเนี่ยนแค่นหัวเราะในลำคอ "ถ้าอย่างนั้นทำไมคำพูดคำจาของคุณมันถึงได้เลี่ยนจนน่าขนลุกขนาดนี้ล่ะ ถ้าไม่รู้จักสรรหาคำพูดดีๆ ก็ควรจะไปหาความรู้ใส่หัวบ้างนะ ไม่อย่างนั้นคนอื่นเขาจะมองว่าคุณมันไร้การศึกษา"
หลี่หมิงจวินถึงกับหน้าชา พูดอะไรไม่ออก
ชายคนนี้มีความทะเยอทะยานสูงส่งและหลงตัวเองว่าเก่งกาจเหนือใคร ที่ยอมมาทำงานที่นี่ก็เพราะเห็นว่าโจวเยว่เซินเป็นพี่ชายแท้ๆ ของพี่สะใภ้ตัวเอง หวังจะเกาะอีกฝ่ายเพื่อหาเงินก้อนโต
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นดังหวัง มาทำงานตั้งนานก็ยังเป็นได้แค่คนขับรถต๊อกต๋อย
ด้วยอีโก้ที่สูงเสียดฟ้า มีหรือที่เขาจะพอใจกับสถานะที่เป็นอยู่
เขาจึงเริ่มหาช่องทางทุจริต ยักยอกเงินส่วนต่าง ไม่เพียงแต่คิดจะเคลมภรรยาของเจ้านาย แต่ยังจงใจทำลายชื่อเสียงของฟาร์ม เพื่อที่ตัวเองจะได้หอบเงินก้อนโตหนีไปตั้งตัว
แต่โจวเยว่เซินไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครมาลูบคมได้ง่ายๆ จุดจบของเขาจึงน่าอนาถ ถูกโจวเยว่เซินลากตัวส่งตำรวจ หากไม่เป็นเพราะน้องสาวของเขาคุกเข่าอ้อนวอนจนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ป่านนี้เขาคงได้เข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุกแล้ว
ทว่าแทนที่จะสำนึกบุญคุณที่อีกฝ่ายไว้ชีวิต เขากลับผูกใจเจ็บและจงเกลียดจงชังโจวเยว่เซินยิ่งกว่าเดิม พอเห็นว่าธุรกิจของโจวเยว่เซินทำกำไรมหาศาล ก็ทุ่มเงินเรียนรู้เพื่อหวังจะทำตามบ้าง
แต่โลกของความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ประกอบกับนิสัยที่รักสบายทนความลำบากไม่ได้ สุดท้ายธุรกิจของเขาก็เจ๊งไม่เป็นท่า ขาดทุนย่อยยับจนสิ้นเนื้อประดาตัว
บรรดาพี่สะใภ้เองก็รู้สึกได้ว่าคำพูดของหลี่หมิงจวินที่มีต่อซือเนี่ยนนั้นไม่เหมาะสม พอได้ยินซือเนี่ยนตอกกลับอย่างเจ็บแสบ ก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ
ใบหน้าของหลี่หมิงจวินตอนนี้มีทั้งสีเขียวสีขาวสลับกันไปมาจนดูบิดเบี้ยว
นี่เขาไม่หล่อตรงไหนกัน? กล้าดียังไงมาบอกว่าเขาเลี่ยนน่าขยะแขยง แถมยังด่าว่าเขาไร้การศึกษาอีก!
หลี่หมิงจวินโกรธจนตัวสั่น ปกติมีแต่ผู้หญิงคอยเอาอกเอาใจ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับกล้าด่าเขาสาดเสียเทเสีย เธอก็ดีแต่มีหน้าตาสวยเท่านั้นแหละ คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหนกัน!
เขาอุตส่าห์เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามชื่อ ถือว่าให้เกียรติเธอมากแล้วนะ!
แต่เธอกลับไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่ไว้หน้าเขาเลยสักนิด
แล้วการเป็นภรรยาของโจวเยว่เซินมันยิ่งใหญ่คับฟ้ามาจากไหน?
สุดท้ายโจวเยว่เซินก็ต้องมาค้อมหัวขอร้องให้เขาช่วยขับรถอยู่ดี!
ถ้าไม่มีเขาคอยส่งของให้ จะมีปัญญาไปหาคนอื่นที่ไหนมาช่วยได้อีก!
ยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล ความมั่นใจในตัวเองก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น
เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "คุณคงคิดมากไปแล้ว ผมก็แค่ล้อเล่นสนุกๆ เท่านั้นแหละ เหอะๆ ไม่ใช่ว่าผมจะเอ่ยปากชมใครง่ายๆ นะ"
น้ำเสียงของเขาราวกับกำลังโปรดสัตว์
"ล้อเล่น? ฉันกับคุณเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไง? ในเมื่อเราเป็นแค่คนแปลกหน้าต่อกัน คุณเอาสิทธิ์อะไรมาล้อเล่นกับฉันไม่ทราบ?" ซือเนี่ยนย้อนถามกลับทันควัน
หลี่หมิงจวินถึงกับจุก พูดไม่ออก
บรรยากาศเริ่มมาคุ ทุกคนต่างอึดอัดใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมซือเนี่ยนที่ปกติดูเป็นมิตรถึงได้มีวาจาเชือดเฉือนเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียด พวกเธอจึงรีบหาทางปลีกตัว "เอ่อ... งั้นพวกเราไปส่งข้าวก่อนดีกว่านะจ๊ะ ป่านนี้พวกผู้ชายที่บ้านคงหิวแย่แล้ว ไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ"
หลี่หมิงจวินยืนหน้าบึ้งตึง มองตามร่างของกลุ่มหญิงสาวที่เดินหายเข้าไปในฟาร์ม
ใบหน้าของเขาดำคล้ำราวกับก้นหม้อที่ถูกไหม้เกรียม
เดิมทีเขาคิดว่าเธอเป็นเพียงดอกโบตั๋นแสนบอบบางที่รอคอยการเด็ดดม แต่ใครจะไปคาดคิดว่าแท้จริงแล้วเธอคือกุหลาบงามที่ซ่อนหนามแหลมคมเอาไว้
แม้จะรู้สึกเสียหน้าที่ถูกหักหน้าต่อหน้าคนจำนวนมาก แต่ในใจเขากลับรู้สึกว่าผู้หญิงแบบนี้น่าสนใจไม่น้อย เมื่อเทียบกับพวกผู้หญิงที่แค่กระดิกนิ้วเรียกก็พร้อมจะวิ่งเข้ามาหา ผู้หญิงตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกท้าทายและตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่า!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความขุ่นมัวในใจของหลี่หมิงจวินก็ค่อยๆ จางหายไป
เขาเดาว่าเธอคงไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของเขา ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนเมือง ถึงได้แสดงท่าทีดูแคลนกันถึงเพียงนี้
ผู้หญิงในยุคนี้ล้วนแต่เป็นพวกมองแต่เปลือกนอก ใครๆ ก็อยากจะแต่งงานกับคนในเมืองเพื่อยกระดับชีวิตตัวเองทั้งนั้น
ต่อให้โจวเยว่เซินจะหาเงินได้มากกว่า แต่ก็ต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง ไหนจะมีลูกติดอีกตั้งสามคน เทียบกับเขาแล้วยังห่างไกลกันคนละชั้นเลย!
[จบบท]