บทที่ 57: ป้าหลิวได้รับการประกันตัว
ระยะทางที่ห่างกันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อจินตนาการของหลี่หมิงจวินเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกราวกับว่ากลิ่นกายหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิงคนนั้นลอยมาเตะจมูก ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบภายในตัวให้ลุกโชน
จากประสบการณ์ที่เคยคลุกคลีกับผู้หญิงมานับไม่ถ้วน เขาสามารถฟันธงได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้คือของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
ชายหนุ่มรู้สึกอิจฉาโจวเยว่เซินขึ้นมาในใจ ผู้ชายคนนั้นเป็นเพียงชายวัยกลางคนที่ดูดิบเถื่อน ไม่รู้จักการแต่งตัว แถมยังอายุมากกว่าเขา แต่กลับมีภรรยาที่งดงามราวกับเทพธิดาอยู่เคียงข้าง เมื่อเทียบกับตัวเองแล้ว หลี่หมิงจวินก็อดที่จะเชิดหน้าขึ้นอย่างทะนงตนไม่ได้
เดิมทีเขาก็กำลังกลุ้มใจว่าจะหาข้ออ้างอะไรมาที่บ้านโจวดี โชคดีที่จังหวะมันเป็นใจ เมื่อเห็นโจวเยว่เซินกำลังแบ่งเนื้อหมูให้เพื่อนบ้าน เขาจึงรีบเสนอตัวว่าจะนำส่วนของซือเนี่ยนมาให้เอง
เขาใช้วิธีแวะส่งเพื่อนบ้านคนหนึ่งระหว่างทาง แล้วอาศัยจังหวะนั้นอ้างว่าตนมีธุระแถวนี้พอดี ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขาเป็นญาติฝั่งน้องสาวของโจวเยว่เซิน จึงไม่มีใครติดใจสงสัยและยอมให้เขาเป็นคนนำเนื้อหมูมาส่งแต่โดยดี
“พี่สะใภ้ครับ ผมเอาเนื้อหมูมาส่งให้” เขาตะโกนเรียกเสียงดังฟังชัด
ซือเนี่ยนที่กำลังเล่นอยู่กับลูกสาว พอเห็นว่าเป็นใครก็อดที่จะเบ้ปากไม่ได้ เธอคิดว่าคำพูดแดกดันเมื่อตอนกลางวันจะทำให้เขาสำนึกและไม่กล้ามายุ่งกับเธออีก แต่ดูเหมือนเธอจะประเมินความหน้าด้านของคนคนนี้ต่ำเกินไป ยังมีหน้ามาเหยียบที่นี่อีกครั้ง แถมยังเลือกเวลาที่โจวเยว่เซินไม่อยู่บ้านเสียด้วย ช่างเป็นคนที่มีความกล้าผิดที่ผิดทางจริงๆ
ซือเนี่ยนวางเหยาเหยาลงกับพื้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
หลี่หมิงจวินเห็นดังนั้น ดวงตาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที สายตาของเขาไล่มองเรือนร่างอรชรของหญิงสาวอย่างไม่ปิดบังความหิวกระหาย
ทว่าวินาทีต่อมา สีหน้าย่ามใจของเขาก็พลันแข็งทื่อ เมื่อหญิงสาวเดินไปปลดโซ่เหล็กที่ล่ามสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวใหญ่อยู่ แล้วจูงมันเดินตรงมาทางเขา
หลี่หมิงจวินถึงกับหน้าซีดเผือด เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่และถอยหลังกรูดไปหลายก้าว สีหน้าของเขาเจื่อนสนิทราวกับเพิ่งกลืนของบูดเข้าไป “พี่สะใภ้... คุณ... คุณจะทำอะไรน่ะครับ”
“ผม... ผมแค่มาส่งเนื้อให้คุณนะ จริงๆ นะ พี่ใหญ่โจวให้มาส่ง ผมไม่มีเจตนาอื่นเลย”
ซือเนี่ยนหยุดฝีเท้าลง นิ้วเรียวขาวของเธอลูบหัวของต้าหวงเบาๆ สุนัขยักษ์รับรู้ได้ถึงเจตนาของผู้เป็นนาย มันจ้องเขม็งไปยังชายแปลกหน้าที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู ดวงตาที่ดุร้ายวาวโรจน์พร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่ทุกเมื่อ
“ฉันพูดเหรอว่าคุณมีเจตนาอื่น” เธอย้อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
คำถามนั้นทำให้หลี่หมิงจวินถึงกับพูดไม่ออก การที่เขารีบร้อนปฏิเสธเช่นนั้น มีแต่จะยิ่งทำให้ตัวเองดูมีพิรุธเข้าไปใหญ่
ภาพของสุนัขทิเบตันมาสทิฟฟ์ที่แยกเขี้ยวขู่เป็นระยะๆ ทำให้ขาทั้งสองข้างของเขาอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่ไหว “มะ... ไม่ครับ เนื้อผมวางไว้ตรงนี้นะครับ พอดีมีธุระด่วน ผมขอตัวก่อน”
พูดจบ เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองหญิงสาวอีกต่อไป รีบหันหลังวิ่งขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
ซือเนี่ยนมองตามไปอย่างสมเพช ก่อนจะหิ้วเนื้อหมูเข้าบ้าน เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางครุ่นคิดว่าจะหาทางบอกโจวเยว่เซินเรื่องหลี่หมิงจวินได้อย่างไรดี เธอเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก จะให้ไปพูดว่าร้ายคนที่เขารู้จักมานานก็ใช่ที่ เขาอาจจะไม่เชื่อเธอทั้งหมดก็ได้ แต่จะปล่อยคนพรรค์นี้ไว้ก็ไม่ได้เช่นกัน
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังกลัดกลุ้มใจอยู่นั้น วันต่อมาก็มีข่าวจากสถานีตำรวจแจ้งมาว่าให้พวกเขาไปพบ
เธอคิดว่าคงถึงเวลาต้องไปจัดการเรื่องของป้าหลิวให้สิ้นสุดเสียที แต่เมื่อไปถึงกลับต้องประหลาดใจ เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่าป้าหลิวได้รับการประกันตัวออกไปแล้วโดยน้องสาวแท้ๆ ของโจวเยว่เซินที่ชื่อโจวถิงถิง
ดูเหมือนว่าโจวถิงถิงจะอ้างชื่อของโจวเยว่เซินในการประกันตัว และทางตำรวจเมื่อเห็นว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันก็เข้าใจว่าทั้งสองฝ่ายคงตกลงยอมความกันได้แล้ว จึงปล่อยตัวไปโดยไม่ได้แจ้งให้พวกเขาทราบล่วงหน้า กว่าสหายของโจวเยว่เซินจะรู้เรื่องและรีบโทรมาแจ้งที่บ้าน ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว
ซือเนี่ยนกำลังวางแผนว่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้โจวเยว่เซินฟังเมื่อเขากลับมา แต่ยังไม่ทันจะได้ทำตามที่คิด คนที่เป็นต้นเหตุก็โผล่มาสร้างความวุ่นวายถึงหน้าประตูบ้านเสียก่อน
“ถิงถิง ก็ยายนี่แหละ! ยัยจิ้งจอกนี่แหละที่ใส่ร้ายป้าว่าขโมยของ แล้วยังยุยงให้พี่ชายเธอกับป้าต้องผิดใจกัน เธอต้องจัดการมันนะ ไม่อย่างนั้นสมบัติของตระกูลโจวได้ถูกมันฮุบไปหมดแน่!”
เสียงแหลมๆ ของป้าหลิวดังขึ้น ซือเนี่ยนมองออกไปก็เห็นหญิงชราในสภาพทุลักทุเล เดินขากะเผลกโดยมีไม้เท้าช่วยพยุง ข้างๆ กันนั้นคือหญิงสาวท่าทางทันสมัยที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้หญิงคนนั้นอายุราวๆ 27-28 ปี แต่งหน้าจัดจ้าน สวมกระโปรงรัดรูปกับรองเท้าส้นสูง และสะพายกระเป๋าหนัง ดูเป็นคนเมืองเต็มตัว ดวงตาของเธอฉายแววฉลาดแกมโกงและระแวดระวัง บ่งบอกว่าเป็นคนที่เจ้าเล่ห์และไม่น่าไว้ใจ
“แกก็คือลูกสาวบ้านสกุลหลินที่หลอกลวงพี่ชายฉันแต่งงานสินะ” โจวถิงถิงเปิดฉากขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ “ฉันจะบอกอะไรให้นะ อย่าฝันกลางวันไปหน่อยเลย ตราบใดที่ฉันยังอยู่ แกไม่มีวันได้ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านของฉัน!”
“บ้านของคุณ?” ซือเนี่ยนหลุดหัวเราะออกมาอย่างสุดจะทน โจวเยว่เซินก็เป็นคนดีคนหนึ่ง แต่ทำไมคนรอบตัวเขาถึงได้มีแต่พวกน่ารำคาญแบบนี้นะ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าของร่างเดิมจะทนไม่ไหวจนสติแตก เป็นใครเจอแบบนี้ก็คงมีอาการเดียวกัน
“ก็ใช่น่ะสิ! รีบเก็บข้าวของของแกแล้วไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ บ้านของฉันไม่ต้อนรับคนอย่างแก!” โจวถิงถิงตวาดลั่น เธอรู้มาจากป้าหลิวแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับพี่ชายของเธอด้วยซ้ำ แต่กลับหน้าด้านมาอาศัยอยู่ที่บ้านของเขา คงคิดจะใช้มารยาหญิงจับพี่ชายเธอให้อยู่หมัดสินะ
“เรื่องของบ้านโจวก็ส่วนเรื่องของบ้านโจวสิคะ แต่คนที่ฉันจะแต่งงานด้วยคือโจวเยว่เซิน ไม่ใช่บ้านโจวทั้งหมด คุณเอาสิทธิ์อะไรมาไล่ฉันเหรอ” ซือเนี่ยนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
คำตอบของเธอทำให้โจวถิงถิงโกรธจนตัวสั่น “ป้าหลิวพูดไม่ผิดเลยจริงๆ แกมันเป็นผู้หญิงแพศยา!”
“แล้วคนที่มาถึงก็เอาแต่ตะโกนไล่คนอื่นปาวๆ อย่างคุณเรียกว่าเป็นคนดีได้หรือเปล่าล่ะ” ซือเนี่ยนย้อนถามอย่างไม่เกรงกลัว
“แก!” โจวถิงถิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ “เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!” เธอระบายอารมณ์ด้วยการเตะประตูเหล็กอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่น
ซือเนี่ยนยักไหล่อย่างกวนประสาท “อ้าว ไหนคุณบอกให้ฉันไสหัวไปไงคะ แล้วนี่ไม่ใช่บ้านของคุณเหรอ ทำไมต้องให้คนนอกอย่างฉันมาเปิดประตูให้ด้วยล่ะ”
คำพูดของเธอเสียดแทงใจดำของโจวถิงถิงอย่างจัง ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ตั้งแต่เข้าเมืองไปก็ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเธอแบบนี้มาก่อน “แกอย่ามาอวดดีหน่อยเลย! ที่พี่ชายฉันยังไม่แต่งงานก็เพราะเขายังลืมหยางอวี้เจี๋ยไม่ได้ แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร มาอยู่ได้ไม่กี่วันก็ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบ้านแล้วเหรอ”
“โจวถิงถิง!” เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้โจวถิงถิงสะดุ้งสุดตัว
“เธอกำลังทำอะไร!”
เมื่อหันไปเห็นร่างสูงสง่าของโจวเยว่เซินกำลังเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม โจวถิงถิงก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นน้อยเนื้อต่ำใจในทันที “พี่คะ ยัยนี่มันรังแกฉันค่ะ มันไม่ให้ฉันเข้าบ้าน พี่รีบไล่มันออกไปเลยนะคะ!”
ป้าหลิวยืนลอบยิ้มอย่างสมใจ นึกในใจว่าจุดจบของซือเนี่ยนคงมาถึงแล้ว
“นั่นคือเหตุผลที่เธอต้องเตะประตูบ้านฉันงั้นเหรอ” โจวเยว่เซินถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
“ก็... ก็มันยั่วโมโหฉันก่อนนี่คะ!” โจวถิงถิงรีบโยนความผิดทั้งหมดไปให้ซือเนี่ยน “พี่ดูสิคะ มันร้ายกาจมากเลยนะ ใส่ร้ายป้าหลิวว่าขโมยของไม่พอ ยังจะมาทำลายความสัมพันธ์ของครอบครัวเราอีก ตอนนี้ยังจะมาขังฉันไว้หน้าบ้านอีก!”
“ใครบอกเธอว่าเขาไม่ได้ขโมย” โจวเยว่เซินสวนกลับเสียงเข้ม
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ!” โจวถิงถิงเถียงคอเป็นเอ็น “ป้าหลิวไม่ใช่คนแบบนั้น ตอนเด็กๆ ป้ายังเคยเลี้ยงฉันมากับมือเลยนะคะ!” เธอไม่มีวันเชื่อคำพูดของคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักได้ไม่กี่วัน มากกว่าคนที่เธอรู้จักมาทั้งชีวิตหรอก
“เธอถึงได้ไปประกันตัวป้าออกมาจากสถานีตำรวจสินะ” น้ำเสียงของโจวเยว่เซินเรียบนิ่งจนน่ากลัว
“ก็ใช่สิคะ! ในเมื่อป้าหลิวไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องถูกขังด้วย ป้าอุตส่าห์ดูแลหลานๆ มาตั้งนาน ถึงจะไม่มีบุญคุณก็ต้องมีน้ำใจกันบ้าง พี่จะใจร้ายกับคนแก่แบบนี้ได้ยังไง!” โจวถิงถิงยังคงปกป้องป้าหลิวอย่างสุดความสามารถ
“ดี” โจวเยว่เซินพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหันไปทางเพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่ “ป้าหวัง รบกวนคุณช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับว่าป้าหลิวไปซื้อผักที่ร้านคุณเป็นเงินเท่าไหร่”
หญิงร่างท้วมที่ถูกเรียกว่าป้าหวังเดินออกมาข้างหน้าพร้อมกับหัวเราะเยาะ “ซื้อทีละหยวนสองหยวนตลอด แถมยังเลือกเอาแต่ผักเน่าๆ ที่เราจะทิ้งแล้วด้วยนะ ฉันจำได้แม่นเลย”
คำพูดนั้นทำให้ป้าหลิวหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะเย้ยแข็งค้างอยู่บนใบหน้า “แก... แกพูดจาเหลวไหล!”
“ใครกันแน่ที่เหลวไหล เวลาฉันพูดเตือน เธอก็บอกว่าอย่ามายุ่งไม่ใช่เรื่องของตัวเองไม่ใช่เหรอ!” ป้าหวังตอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้
โจวเยว่เซินหันกลับมาเผชิญหน้ากับป้าหลิว แววตาของเขาเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ผมให้เงินเดือนป้าเดือนละ 30 หยวน กับค่ากับข้าวอีก 20 หยวน แต่ป้ากลับดูแลลูกๆ ของผมแบบนี้สินะ” หลังจากที่ซือเนี่ยนย้ายเข้ามา เขาก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง จึงได้แอบให้คนไปสืบดูเงียบๆ และก็พบว่าความจริงมันเลวร้ายยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
“ป้าจาง รบกวนด้วยครับ” เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอีกคน
“วันนั้นฉันออกมาตักน้ำพอดี เห็นป้าหลิวแกสะดุดล้ม ตะกร้าของแกเลยคว่ำ ของข้างในหล่นออกมาหมดเลย มีทั้งเนื้อชิ้นเบ้อเริ่มแล้วก็ข้าวสารอีกตั้งเยอะแยะ” ป้าจางเล่าอย่างฉะฉาน
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที แม้แต่โจวถิงถิงเองก็ยังอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อว่าป้าหลิวที่เธอเคารพรักจะทำเรื่องแบบนี้ได้จริงๆ
“ไม่จริง! พวกแกใส่ร้ายฉัน!” ป้าหลิวโวยวายเสียงหลง
“ผมเคยคิดว่าจะไม่เอาเรื่องให้มันใหญ่โต แต่ในเมื่อป้าไม่สำนึกผิด แถมยังกำเริบเสิบสานไม่เลิก ก็คงเป็นเพราะผมใจดีกับป้ามากเกินไป” โจวเยว่เซินพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
สิ้นเสียงของเขาไม่นาน รถตำรวจก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ป้าหลิวยังไม่ทันจะได้อ้อนวอนขอความเมตตา ก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวกลับไปอีกครั้ง
“โจวถิงถิง นี่เป็นเรื่องในบ้านของฉัน ไม่ต้องการให้เธอเข้ามายุ่ง ฉันยังไม่โง่พอที่จะถูกคนอื่นหลอกใช้ กลับไปซะ!”
คำพูดของพี่ชายทำให้โจวถิงถิงหนาวไปถึงขั้วหัวใจ เธอรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นคนเดียว!
ซือเนี่ยนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ได้แต่ส่ายหัวอย่างระอา คนที่ไล่เธอคือโจวเยว่เซินแท้ๆ แต่ทำไมต้องมาจ้องเขม็งใส่เธอด้วยนะ
***
โจวถิงถิงกลับมาถึงบ้านด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น เธออยากจะพังข้าวของทุกอย่างให้แหลกคามือ!
แต่แล้วสายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นกล่องเครื่องประดับที่ปิดไม่สนิท ด้วยความเอะใจ เธอจึงลองเปิดมันออกดู และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีในทันที
หญิงสาวเดินหน้าตาบึ้งตึงออกจากห้อง ตรงไปยังห้องครัวแล้วตวาดถามแม่สามีด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“แม่คะ! แม่เอาจี้หยกของฉันไปใช่ไหมคะ!”
[จบบท]