บทที่ 59: ซือเนี่ยน กอดฉันให้แน่น
จี้หยกที่วางอยู่เบื้องหน้าแม้จะไม่ได้สลักเสลาจากหยกเนื้อดีที่สุด แต่ก็ยังคงความล้ำค่าในตัวมันเองและมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งมันช่างดูไม่เข้ากับหญิงชาวนาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเลื่อนไปจับจ้องที่ซือเนี่ยนอย่างช่วยไม่ได้ เพราะหากจะให้มองตามความเป็นจริงแล้ว ในที่แห่งนี้คงมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่มีภาพลักษณ์คู่ควรกับการครอบครองวัตถุมีค่าชิ้นนี้ อีกทั้งยังเป็นคนรู้จักของป้าหลิวอีกด้วย
“คุณซือ ลองดูหน่อยสิครับ นี่ใช่จี้หยกของคุณหรือเปล่า”
ซือเนี่ยนทอดสายตามองวัตถุชิ้นนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ไม่ใช่ของฉันหรอกค่ะ ฉันไม่เคยมีจี้หยกหน้าตาแบบนี้”
อันที่จริงเธอก็แอบประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะป้าหลิวเพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกจากสถานีตำรวจไปได้ไม่นาน แต่ทำไมตอนนี้กลับมีจี้หยกราคาแพงมาอยู่กับตัวได้ แล้วดูท่าทางแล้วก็น่าจะเพิ่งได้มาหลังจากเป็นอิสระเสียด้วย ไม่อย่างนั้นคงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจริบเป็นของกลางไปตั้งแต่แรกแล้ว
“ไม่ใช่ของคุณเหรอครับ” คำตอบนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคิดว่าตนอาจจะเข้าใจสถานการณ์ผิดไป
ทว่าวินาทีถัดมา น้ำเสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบสงัดภายในห้อง
“จี้นั่นเป็นของโจวถิงถิง คุณแม่ของผมท่านมอบให้เธอก่อนที่ท่านจะจากไป”
เสียงนั้นเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากโจวเยว่เซิน
ซือเนี่ยนเบิกตากว้างหันไปมองเขาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
โจวเยว่เซินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย สุ้มเสียงของเขาก็ราบเรียบไม่ต่างกัน ราวกับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
“เอ่อ...” เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับไปไม่เป็น
เมื่อไม่กี่วันก่อนโจวถิงถิงเพิ่งจะเดินทางมาที่นี่เพื่อจัดการเรื่องประกันตัวให้ป้าหลิวคนนี้ออกไปแท้ๆ แต่นี่มันผ่านไปได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น เธอกลับตอบแทนน้ำใจด้วยการไปขโมยของของเขามาหน้าตาเฉยอย่างนั้นหรือ
นี่มันคนประเภทไหนกันแน่
ทั้งที่เมื่อครู่ยังยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ลักเล็กขโมยน้อยอีกแล้ว แต่ดูจากพฤติกรรมแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นพวกที่ทำเรื่องแบบนี้จนติดเป็นนิสัย สันดานโจรที่ฝังรากลึกคงยากที่จะขุดถอนได้
หากปล่อยตัวกลับไปอีกครั้งแล้วเกิดมีชาวบ้านคนไหนต้องเดือดร้อนเพราะเธออีก พวกเขาก็คงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบเป็นแน่
สถานการณ์ในตอนนี้ต่อให้ป้าหลิวมีสิบปากก็คงแก้ต่างให้ตัวเองพ้นผิดไปไม่ได้แล้ว
“สหายโจว ต้องการให้ผมส่งมอบให้คุณเลยไหมครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ยถามความเห็นจากโจวเยว่เซิน
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเฉียบขาด “ให้โจวถิงถิงเดินทางมาจัดการด้วยตัวเอง”
เจ้าหน้าที่ตำรวจชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับคำแล้วแยกตัวออกไปเพื่อติดต่อแจ้งเรื่องให้โจวถิงถิงได้รับทราบ
***
เวลานี้โจวถิงถิงยังคงสาละวนอยู่กับการรื้อค้นข้าวของภายในบ้านอย่างบ้าคลั่ง สายตาที่เย็นชาและแฝงไปด้วยความสมเพชของแม่สามีที่จับจ้องมา ทำให้ในใจของเธอยิ่งร้อนรนเป็นทวีคูณ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังต้องฝืนแสร้งทำทีเป็นว่ากำลังมองหาของสำคัญต่อไป
แต่แล้วเสียงกริ๊งของโทรศัพท์บ้านที่ดังขึ้นมาก็ได้ทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดลง เธอจึงรีบผละออกมาเพื่อรับสายในทันที
“สวัสดีค่ะ ใครคะ”
“ที่นั่นใช่บ้านของคุณโจวถิงถิงหรือเปล่าครับ เราติดต่อมาจากสถานีตำรวจ”
โจวถิงถิงเหลือบสายตาไปมองแม่สามีเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปด้วยความฉงนใจ “ใช่ค่ะ ดิฉันโจวถิงถิง”
“เราตรวจพบสร้อยคอจี้หยกเส้นหนึ่งในสัมภาระของนางหลิวตงเหมย ซึ่งพี่ชายของคุณยืนยันว่าเป็นของคุณ รบกวนให้คุณเดินทางมารับคืนที่สถานีด้วยครับ”
“ว่าอะไรนะคะ!”
ราวกับมีเสียงระเบิดดังขึ้นในหัวของโจวถิงถิง ทุกอย่างรอบตัวพลันขาวโพลนไปหมด
***
กว่าซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินจะเสร็จสิ้นธุระและเดินออกมาจากสถานีตำรวจ ท้องฟ้าก็ล่วงเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ๆ แล้ว
ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนสีไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มเมฆสีเทาเข้มจับตัวกันเป็นก้อนทะมึน บ่งบอกว่าอีกไม่นานพายุฝนคงจะกระหน่ำลงมา
ซือเนี่ยนเดินตามแผ่นหลังกว้างของโจวเยว่เซินไปติดๆ ไม่ต่างอะไรจากลูกเป็ดที่เดินตามแม่เป็ด เธอเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“ไม่รู้ว่าป้าหลิวจะเป็นยังไงต่อไปนะคะ”
โจวเยว่เซินคาดว่าเธอคงกำลังกังวลว่าป้าหลิวอาจจะกลับมาสร้างความวุ่นวายให้ในอนาคต เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่ายเพื่อปลอบประโลม
“คงยังออกมาสร้างเรื่องในเร็วๆ นี้ไม่ได้หรอก ไม่ต้องกังวลไป”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับรู้ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังทิศทางของสถานีรถโดยสาร เธอจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเดินตามเขาให้ทัน
“เราจะไปที่ไหนกันต่อเหรอคะ”
“ไปเอามอเตอร์ไซค์” โจวเยว่เซินตอบกลับมาสั้นๆ แต่กลับทำให้คนฟังประหลาดใจ แผ่นหลังสูงใหญ่ของเขายังคงก้าวเดินนำไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและรวดเร็ว
ซือเนี่ยนถึงกับหอบหายใจออกมาเบาๆ
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวตามไปนั้นเอง โจวเยว่เซินกลับชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
บรรยากาศระหว่างทางจึงมีเพียงความเงียบงันที่โรยตัวอยู่รอบกายของคนทั้งสอง
จนกระทั่งร่างสูงหยุดฝีเท้าลงที่หน้าอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง
รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้าน ตัวรถถูกขัดถูจนขึ้นเงาวับราวกับกระจก มันคือรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้ารุ่นที่สอง ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์สองสูบขนาด 125 ซีซี เรียกได้ว่าเป็นของดีมีคุณภาพที่หาได้ยากในยุคนี้ การได้ครอบครองรถคันนี้ก็เปรียบเสมือนการได้ขับรถเก๋งหรูๆ ในยุคอนาคตเลยทีเดียว
ช่างซ่อมร่างท้วมที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการเช็ดทำความสะอาดรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นอยู่ เมื่อเห็นการมาเยือนของโจวเยว่เซินก็รีบละมือจากงานแล้วเดินตรงเข้ามาหาในทันที “พี่ใหญ่ มาแล้วเหรอ!”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับเล็กน้อย “จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ฝีมือของผม พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง!”
ช่างซ่อมคนนั้นเปลือยท่อนบนสวมเพียงผ้ากันเปื้อนเก่าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเครื่อง ถึงแม้จะมีรูปร่างอ้วนท้วนแต่ก็ดูเป็นมิตรและน่าคบหาไม่น้อย
ซือเนี่ยนลอบมองการสนทนาของทั้งสองด้วยความสนใจ
“เอ๊ะ แล้วนี่ใครกัน...”
เมื่อช่างซ่อมร่างท้วมสังเกตเห็นซือเนี่ยนที่แอบอยู่ด้านหลังของโจวเยว่เซิน เขาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นี่เขาพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมแค่ไม่เจอกันเพียงเดือนเดียว พี่ใหญ่ของเขาถึงได้มีสาวสวยมาอยู่ข้างกายแล้วล่ะ
ไหนก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งปฏิเสธการแต่งงานกับเขาไม่ใช่เหรอ แล้วผู้หญิงคนนี้โผล่มาจากไหนกัน
โจวเยว่เซินหันไปมองซือเนี่ยนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนจะแนะนำด้วยถ้อยคำที่สั้นกระชับ “พี่สะใภ้ของนาย”
ช่างซ่อมอ้วนอ้าปากค้าง “หา? พี่แต่งงานแล้วเหรอ”
โจวเยว่เซินตอบกลับ “อืม แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน งานแต่งจะจัดขึ้นวันที่ 1 ตุลาคมนี้”
“อะไรนะครับ” ช่างซ่อมอ้วนยังคงมีสีหน้างุนงง “นี่เรื่องจริงเหรอ” เขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้เนี่ยนะ จะยอมตกลงปลงใจกับพี่ใหญ่ของเขา!
แน่นอนว่าเขาไม่ได้กำลังจะบอกว่าพี่ใหญ่ของตนไม่ดี แต่ด้วยสถานการณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนของเขา ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปคงยากที่จะยอมรับได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงที่งดงามราวกับนางฟ้าเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ไว้วางใจและอดคิดไม่ได้ว่าเธออาจจะมีเจตนาอื่นแอบแฝง
ช่างซ่อมร่างอ้วนลอบสังเกตซือเนี่ยนอย่างพิจารณา ในแววตาของเขาฉายแววของความกังวลออกมาอย่างชัดเจน
เขากลัวเหลือเกินว่าเธอจะเป็นเหมือนผู้หญิงคนก่อน ที่สร้างเรื่องเลวร้ายเอาไว้จนยากจะให้อภัย
ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง พี่ใหญ่ของเขาคงจะน่าสงสารมากเกินไปแล้ว!
โจวเยว่เซินเหลือบไปมองท่าทีของเขาด้วยหางตาที่เย็นชา เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะไม่พูดอะไรต่อ แต่เมื่อหันไปเห็นซือเนี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาจึงตอบกลับไปอย่างอดทน
“จริง”
หลังจากทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้ช่างซ่อมอ้วนได้ตกตะลึงต่อไป โจวเยว่เซินก็รับกุญแจรถมาไว้ในมือ ก่อนจะหยิบหมวกกันน็อกสีเขียวใบหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นส่งไปให้ซือเนี่ยน
ซือเนี่ยนรับหมวกกันน็อกใบนั้นมากอดไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
“นี่คุณจะให้ฉันสวมหมวกเขียวเหรอ”
โจวเยว่เซินถึงกับพูดไม่ออก “.....”
“ใส่ไว้เพื่อความปลอดภัย” ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงหาเหตุผลมาอธิบายได้
ถึงแม้ว่าซือเนี่ยนจะไม่ค่อยถูกใจสีของหมวกกันน็อกใบนี้เท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายเธอก็ยอมสวมมันแต่โดยดี
เธอไม่ค่อยคุ้นเคยกับสายรัดคางของหมวกกันน็อกรุ่นเก่าแบบนี้สักเท่าไหร่ หลังจากที่พยายามอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่สามารถใส่มันได้สำเร็จ
ในขณะที่เธอกำลังลังเลว่าจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขาดีหรือไม่ ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มก็โน้มตัวลงมาบดบังแสงสว่างเหนือศีรษะ มือใหญ่คู่หนึ่งยื่นเข้ามาจัดการกับสายรัดคางที่น่ารำคาญให้อย่างคล่องแคล่วในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาสัมผัสเข้ากับปลายคางเนียนนุ่มของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่เขาจะรีบชักมือกลับราวกับถูกของร้อน
ซือเนี่ยนยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำขอบคุณ ชายหนุ่มก็ก้าวขาที่ยาวเหยียดของเขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ไปเรียบร้อยแล้ว มือหนาจับแฮนด์รถอย่างมั่นคง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ “ขึ้นมาสิ”
หมวกกันน็อกใบนี้ดูไม่ทันสมัยเหมือนกับในยุคอนาคต มันมีลักษณะคล้ายกับหมวกนิรภัยที่ใช้ในงานก่อสร้างมากกว่า ซือเนี่ยนจ้องมองแผ่นหลังที่สูงใหญ่และแข็งแกร่งของเขา เธอไม่รู้ว่าหากได้สัมผัสแล้วจะรู้สึกอย่างไร แต่เธอมั่นใจว่ามันจะต้องให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและปลอดภัยมากอย่างแน่นอน
เธอค่อยๆ ก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของรถมอเตอร์ไซค์อย่างระมัดระวัง เบาะหลังของมันไม่เหมือนกับรถจักรยานไฟฟ้าทั่วไป มันค่อนข้างสูง ซึ่งนั่นทำให้ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดน้อยลงจนแทบจะแนบชิดกัน ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย
ซือเนี่ยนรู้สึกประหม่าจนไม่กล้าที่จะโอบรอบเอวของเขา เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปเกาะที่ชายเสื้อของเขาเอาไว้ แล้วเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“โจวเยว่เซิน... คุณขับช้าๆ นะคะ ระวังด้วย”
โจวเยว่เซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขารับรู้ได้ถึงความกังวลใจของเธอ
หลังจากที่เขาสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว จึงได้ตอบกลับไป “อืม”
ช่างซ่อมอ้วนที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังไม่ทันจะได้สติกลับคืนมาดี รถมอเตอร์ไซค์คันงามก็เคลื่อนตัวออกไปจากอู่แล้ว
มันไม่ได้เร็วมาก แต่กลับดูมั่นคงอย่างน่าประหลาด
อืม... ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นพี่ใหญ่ของตนขับรถได้อ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนเลย
สภาพถนนหนทางในยุคนี้ยังไม่ค่อยดีนัก พื้นผิวจึงขรุขระและเต็มไปด้วยหลุมบ่อ
แรงสั่นสะเทือนทำให้ร่างของซือเนี่ยนเอนไปข้างหลังโดยไม่รู้ตัว
ปลายนิ้วที่กำชายเสื้อของโจวเยว่เซินอยู่เกร็งแน่นขึ้นจนเห็นเป็นสีแดง
เสียงทุ้มของชายหนุ่มลอยฝ่ากระแสลมมาปะทะเข้าที่ใบหูของเธออย่างแผ่วเบา
“ซือเนี่ยน กอดให้แน่น”
[จบบท]