บทที่ 67: ไม่เชื่อ
คิ้วเรียวสวยของซือเนี่ยนขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ดวงตาคู่สวยไล่สำรวจร่างกายสูงใหญ่ของเขาอย่างร้อนรน เธอย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วใช้ฝ่ามือบางไล่สัมผัสแผงอกกว้างของเขาอย่างละเอียด แววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด
ระยะห่างของคนทั้งสองใกล้ชิดกันมากจนผิวของโจวเยว่เซินสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของเธอ มือข้างที่เปื้อนเลือดของเขายังคงถูกเธอกุมเอาไว้แน่น บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งไปทั่วพลันจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่มาจากตัวซือเนี่ยน
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าท่าทีของพวกเขาทั้งสองในเวลานี้มันล่อแหลมและชวนให้คนเข้าใจผิดได้มากเพียงใด
หัวใจที่เคยสงบนิ่งของโจวเยว่เซินพลันเต้นรัวขึ้นมาอย่างรุนแรง ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายแววครุ่นคิดล้ำลึก และในจังหวะที่ฝ่ามือบางของเธอกำลังจะเคลื่อนต่ำลงไปกว่านั้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจขยับตัว
“ว้าย!” ซือเนี่ยนอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อถูกมือใหญ่คว้าเข้าที่ข้อมือบางแล้วกระตุกร่างเธอไปข้างหน้าอย่างแรงจนเสียหลัก
ร่างของเธอโผเข้าหาเขาอย่างไม่อาจควบคุม
แขนข้างหนึ่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขารวบรอบเอวบางของเธอไว้แน่น ก่อนจะออกแรงดึงให้ร่างทั้งร่างแนบชิดกับแผงอกกว้าง ลมหายใจของเธอติดขัด ทุกครั้งที่สูดหายใจเข้าไปก็มีแต่กลิ่นกายเฉพาะตัวของเขาปะปนอยู่ด้วยจนแทบสำลัก
พอได้สติกลับมา ใบหน้าเล็กๆ ของซือเนี่ยนก็ร้อนผ่าวขึ้นมาในบัดดล ความแดงระเรื่อลามไปทั่วทั้งใบหน้าอย่างที่ไม่อาจปิดบังได้
“พอแล้ว ผมไม่เป็นอะไร”
แต่ถ้าเธอยังคงสัมผัสเขาต่อไป เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะยังควบคุมตัวเองให้ ‘ไม่เป็นอะไร’ ได้อยู่หรือไม่
ใบหน้าของซือเนี่ยนแดงก่ำ ดวงตากลมโตที่เคยสดใสตอนนี้กลับฉ่ำวาวราวกับมีน้ำคลอหน่วย ดูอ่อนโยนทว่าแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ชวนให้ใจสั่น
แต่ในขณะที่โจวเยว่เซินกำลังจ้องมองเธออย่างลืมตัว เธอกลับเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาว่า “ไม่เชื่อหรอกค่ะ ขอดูให้แน่ใจก่อน”
โจวเยว่เซินถึงกับไปไม่เป็น
บรรยากาศที่กรุ่นไปด้วยเสน่หาเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา
เขาคลายวงแขนที่โอบรัดร่างบางออก เปิดโอกาสให้ซือเนี่ยนได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดเสียที หลังจากที่ต้องทนอึดอัดอยู่กับกลิ่นกายของเขามาพักใหญ่
เสื้อยืดสีขาวของเธอมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนเป็นดวงๆ
แต่ใครจะคิดว่าหญิงสาวที่ดูภายนอกงดงามสดใสและบริสุทธิ์ผุดผ่องคนนี้ จะสามารถเอ่ยคำพูดที่ทำให้ชายวัยสามสิบอย่างเขานิ่งไปครู่หนึ่งเพราะหาคำตอบที่เหมาะสมไม่เจอ
ชั่วอึดใจต่อมา โจวเยว่เซินก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เสียงทุ้มต่ำของเขาส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านแผงอกและกล้ามเนื้อแน่นหนั่นมายังฝ่ามือของซือเนี่ยนที่ยังคงวางทาบอยู่บนตัวเขา ความรู้สึกซ่านิดๆ แล่นผ่านฝ่ามือของเธอ
“นี่ไม่ใช่เลือดผม”
ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ จนหน้าผากเกือบจะกระแทกเข้ากับปลายคางของเขา
“งั้นก็เป็นเลือดของหลี่หมิงจวินทั้งหมดเลยเหรอคะ?”
นี่คงไม่ได้ตีกันจนถึงขั้นเลือดตกยางออกจริงๆ ใช่ไหม?
ดูจากปริมาณเลือดแล้ว ถ้าไม่ตายก็คงสาหัสปางตายแน่ๆ!
โจวเยว่เซินเห็นสีหน้าแตกตื่นของเธอแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ
“เลือดหมูต่างหาก”
เขาอธิบายว่าตอนที่มาถึง คนงานกำลังล้มหมูกันอยู่พอดี หลี่หมิงจวินยืนหันหลังให้เขาและกำลังรองเลือดหมูใส่ภาชนะ
แต่ปากของอีกฝ่ายก็ยังไม่วายพล่ามเรื่องเสียหายเกี่ยวกับซือเนี่ยนไม่หยุด
เขาเลยเดินเข้าไปเตะเข้าให้หนึ่งทีจนหลี่หมิงจวินเซถลาไปข้างหน้า เลือดหมูในภาชนะจึงสาดกระเซ็นใส่ตัวเขาจนเปียกไปหมด
โจวเยว่เซินยอมรับว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน แต่ก็ยังไม่ถึงกับจะลงไม้ลงมือกับใครจนถึงตาย
ความจริงแล้วตอนที่เขาส่งลูกๆ กลับมาที่ฟาร์มและเห็นรถบรรทุกจอดอยู่ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าหลี่หมิงจวินมาที่นี่ เขาจึงตั้งใจเดินเข้ามาดูลาดเลา
แต่ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาได้ยินถ้อยคำสกปรกที่แทบจะทนฟังไม่ได้เหล่านั้น
ซือเนี่ยนเป็นคนอย่างไร ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขา
เธอจะยอมลดเกียรติของตัวเองไปเกาะแกะผู้ชายอย่างเขาน่ะหรือ หลี่หมิงจวินคงจะสำคัญตัวเองผิดไปมาก
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่ตัวเขาเองจะรู้ดีที่สุด
คนแบบนั้นสมควรโดนสักที!
ซือเนี่ยนถึงกับยืนนิ่งเป็นหุ่นปั้น
เลือด...เลือดหมูอย่างนั้นเหรอ?
แปลว่าความกังวลใจทั้งหมดของเธอเมื่อสักครู่นี้ คือการเข้าใจผิดไปเองทั้งหมดเลยใช่ไหม?
เธอยังคิดว่าเขาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเธอจนถึงกับลงมือทำอะไรรุนแรงไปแล้วเสียอีก!
ดูท่าแล้วเธอคงจะคิดเองเออเองไปไกลโข!
พอคิดย้อนกลับไปถึงท่าทีร้อนรนเป็นกังวลของตัวเองก่อนหน้านี้ ใบหน้าเล็กๆ ของซือเนี่ยนก็ยิ่งแดงซ่านขึ้นไปอีก
“คุณนี่! ทำไมไม่รีบบอกกันล่ะคะ!” เธอทุบไปที่อกของเขาเบาๆ ด้วยความขัดเขิน
โจวเยว่เซินร้องออกมาเบาๆ ในลำคอ สีหน้าของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อย ซือเนี่ยนเห็นแล้วก็ตกใจจนตาโต รีบถามอย่างหวาดๆ “คุณ...คุณไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
เมื่อกี้เธอคงไม่ได้ออกแรงมากไปหรอกนะ
โจวเยว่เซินสูดลมหายใจเข้าลึก เมื่อเห็นเธอตกใจกลัว เขาก็ยกมือขึ้นแตะที่ไหล่ของเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นแผลเก่าน่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ซือเนี่ยนหันไปมองรอยแผลเป็นน่ากลัวบนหน้าอกของเขาทันที
เธอไม่รู้ว่าแผลนี้เกิดขึ้นมานานแค่ไหนแล้ว แต่ตำแหน่งของมันอยู่ใกล้กับหัวใจมาก แถมยังเป็นแผลจากกระสุนปืนอีก ตอนนั้นเขาคงเจ็บหนักมากแน่ๆ!
แล้วเมื่อกี้เธอกลับไปทุบโดนจุดที่เปราะบางที่สุดของเขา!
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วอย่างรู้สึกผิด รีบเปลี่ยนจากกำปั้นเป็นฝ่ามือลูบไล้บริเวณนั้นเบาๆ “ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
“ผมไม่เป็นไร” เขาพยักหน้าเล็กน้อย
ซือเนี่ยนรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มจะกระอักกระอ่วนอีกครั้ง จึงรีบหาเรื่องอื่นมาคุยเพื่อเปลี่ยนประเด็น “แล้วเรื่องของหลี่หมิงจวินล่ะคะ ตกลงว่าเขาเป็นยังไงบ้าง?”
พอได้ยินชื่อนี้ โจวเยว่เซินก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
“ไม่ถึงตายหรอก”
ซือเนี่ยนไม่เคยเห็นเขาแสดงท่าทีรังเกียจใครขนาดนี้มาก่อน เธอจึงแปลกใจอยู่บ้าง “ถ้าเกิดผิดใจกันไปแล้วแบบนี้ เรื่องสินค้าของคุณจะทำยังไงต่อไปล่ะคะ?”
“ผมได้ยินว่าพี่ชายของคุณออกไปช่วยคนอื่นขับรถส่งของอยู่” โจวเยว่เซินเปรยขึ้นมา
ซือเนี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง ความจริงแล้วเธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย แต่พอเขาพูดขึ้นมา เธอก็นึกถึงเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในเนื้อเรื่องของนิยายได้
ถึงแม้ว่าครอบครัวหลินจะยากจนในตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลำบากไปตลอดชีวิต
พี่ชายคนโตของเธอออกไปทำงานเป็นกรรมกรแบกหามอยู่ข้างนอก หัวหน้างานเห็นว่าเขาเป็นคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ จึงชวนให้ไปช่วยงานด้วยกัน
หลังจากนั้นเขาก็ได้เรียนรู้การขับรถเพื่อขนส่งสินค้า จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขาเกิดขึ้นเมื่อเขาติดตามเจ้านายไปส่งของแล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาเสี่ยงชีวิตช่วยเจ้านายของเขาเอาไว้
เจ้านายซาบซึ้งในบุญคุณจึงรับเขาเป็นลูกบุญธรรม ชีวิตของเขานับจากนั้นก็รุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ และครอบครัวหลินก็พลอยมีชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย
ช่วงเวลาที่พี่ชายของเธอออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก ก็คือช่วงเวลานี้นี่เอง
ในนิยายไม่ได้ลงรายละเอียดลึกนัก ซือเนี่ยนจึงไม่รู้ว่าเงินของครอบครัวถูกขโมยไป เธอเคยคิดว่าเป็นเพราะทางบ้านยักยอกเงินไปใช้เองเสียอีก
แต่เมื่อมาคิดดูตอนนี้แล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะเรื่องเงินนี่แหละที่ทำให้พี่ชายของเธอต้องออกไปทำงานเป็นกรรมกร และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้พบกับโอกาสดีๆ
แต่กว่าจะถึงเหตุการณ์ที่เขาช่วยชีวิตเจ้านายก็อีกหลายปีต่อจากนี้
และถึงแม้ว่าพี่ชายของเธอจะรอดชีวิตมาได้ แต่เขาก็เกือบจะสูญเสียขาไปข้างหนึ่งจนกลายเป็นคนพิการ
แต่ถ้าหากได้มาทำงานกับโจวเยว่เซิน เรื่องราวอาจจะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เพราะในอนาคต ครอบครัวโจวนั้นร่ำรวยจนนับเงินไม่ถ้วน...
แน่นอนว่าในตอนนั้น เจ้าของร่างเดิมที่เธออาศัยอยู่นี้ได้ตายจากไปนานแล้ว
“จริงเหรอคะ ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เอาไว้จะกลับไปถามพ่อกับแม่ดูอีกที” ซือเนี่ยนตอบรับขณะที่ในใจกำลังครุ่นคิดถึงเนื้อเรื่องในนิยาย ท่าทีของเธอดูเหม่อลอยจนไม่รู้ตัวว่าฝ่ามือของตัวเองยังคงวางอยู่บนแผงอกของเขา
โจวเยว่เซินไม่อาจทนต่อสัมผัสอันอ่อนนุ่มจากฝ่ามือเล็กๆ ของเธอได้อีกต่อไป เขาจึงรวบมือของเธอเอาไว้ แล้วจ้องมองใบหน้าที่ดูไร้เดียงสาของเธอ ผู้หญิงคนนี้ช่างบริสุทธิ์และจิตใจดีงาม เธอควรจะได้พบเจอกับชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่ทุกอย่างกลับต้องมาพังทลายลงเพราะเขา
ก่อนหน้านี้ โจวเยว่เซินเฝ้ารอมาตลอด
รอวันที่เธอจะเอ่ยปากบอกเขาว่าเธอเสียใจและไม่ต้องการการแต่งงานครั้งนี้
หากวันนั้นมาถึง เขาก็พร้อมจะปล่อยเธอไปได้ทุกเมื่อ
โจวเยว่เซินไม่ต้องการให้ใครก็ตามต้องถูกบีบบังคับหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ต้องมาแต่งงานกับเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับซือเนี่ยน
นั่นคือเหตุผลที่เขารักษาระยะห่างกับเธอมาโดยตลอด เขาไม่อยากให้เธอต้องเจ็บปวดใจแม้แต่น้อย
แต่ในตอนนี้ เขาเปลี่ยนใจแล้ว
ผู้หญิงคนนี้ เขาไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป
นับจากนี้ไป เธอคือคนของเขา และจะเป็นของเขาเพียงคนเดียวตลอดไป
แววตาของชายหนุ่มไหวระริกเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นมาว่า “ซือเนี่ยน เราไปจดทะเบียนสมรสกันเถอะ”
[จบบท]