บทที่ 7: หญิงใจร้าย
กลิ่นหอมหวนยวนใจของซาลาเปานึ่งใหม่ๆ ลอยฟุ้งออกมาจากซึ้ง ดึงความสนใจของเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำการบ้านให้ต้องหยุดชะงัก
ไม่นานเบื้องหน้าของซือเนี่ยนก็ปรากฏรองเท้าผ้าสีเทาหม่นคู่หนึ่ง เมื่อเธอลดสายตาลงมอง ก็สบเข้ากับดวงหน้าเล็กๆ ที่กำลังจ้องซาลาเปาตาไม่กะพริบจนแทบจะกลั้นน้ำลายไว้ไม่อยู่
เด็กชายยืนเกาะขอบโต๊ะ จ้องมองซาลาเปาในซึ้งอย่างเหม่อลอยด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง แต่กลับไม่กล้าพอที่จะเอื้อมมือไปสัมผัส
แม้จะอายุเจ็ดแปดขวบและเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แล้ว แต่โจวเยว่หานกลับมีรูปร่างไม่ต่างจากเด็กสี่ห้าขวบ ความผอมแห้งทำให้ดวงตาของเขาดูโตเป็นพิเศษ แก้มทั้งสองข้างมีร่องรอยแตกเป็นขุย มือเล็กๆ ที่เกาะขอบโต๊ะก็มอมแมม จมูกเล็บเต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม ดูน่าสงสารจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือสภาพของเด็กที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตเช่นนี้
ซือเนี่ยนอมยิ้มบางเบาในดวงตาคู่สวยดุจน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เธอหยิบซาลาเปาลูกใหญ่ขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วเป่าเบาๆ ต่อหน้าเขา พลางมองสายตาของเด็กน้อยที่เคลื่อนตามซาลาเปาในมืออย่างไม่วางตา ก่อนจะยื่นส่งไปให้ตรงหน้า
“กินสิ”
“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ มากินด้วยกันเถอะ”
ซือเนี่ยนพยายามเปล่งเสียงให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเธอรู้ดีว่าเด็กทั้งสองคนนี้ฝังใจกับเรื่องผู้หญิงมากแค่ไหน
สิ้นเสียงของซือเนี่ยน สีหน้าของโจวเยว่หานก็เปี่ยมไปด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด เด็กชายรีบรับซาลาเปามาแล้วเตรียมจะส่งเข้าปาก
ทว่าวินาทีถัดมา เสียง ‘เพียะ’ ก็ดังขึ้น ซาลาเปาในมือของเขากลับถูกปัดร่วงลงสู่พื้นอย่างแรง
โจวเยว่ตงรีบคว้าน้องชายมาหลบอยู่ด้านหลัง จ้องมองซือเนี่ยนเขม็งด้วยแววตาหวาดระแวงและตื่นกลัว
เขายังจำคำพูดของป้าหลิวที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนกลับได้แม่นยำ ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะมาแย่งพ่อของพวกเขาไป
เหมือนกับผู้หญิงคนก่อนหน้านี้ที่แอบใส่ยาพิษลงในอาหาร จนเกือบทำให้น้องชายของเขาต้องตาย
ผู้หญิงคนนี้ก็คงไม่ต่างกัน ต้องมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
ซือเนี่ยนชะงักงันไปกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ส่วนโจวเยว่หานนั้นตกใจจนตัวแข็งทื่อ
ดวงตาของเด็กน้อยจับจ้องซาลาเปาลูกใหญ่กว่าฝ่ามือตัวเองที่ตกอยู่บนพื้น ความเสียดายถาโถมเข้าใส่จนแทบจะร่ำไห้ออกมา
“พี่” เขาเรียกพี่ชายเสียงสั่น
“กินไม่ได้” โจวเยว่ตงกัดริมฝีปากแน่น ยืนกรานเสียงแข็ง
โจวเยว่หานสะดุ้งเล็กน้อยและไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก
เสียงร้องไห้จ้าของเหยาเหยาดังขึ้นทำลายความเงียบ
ซือเนี่ยนทั้งตกใจทั้งโกรธ แต่ก็อดเสียดายซาลาเปาไม่ได้ ทว่าเมื่อนึกถึงคำบรรยายลักษณะนิสัยของโจวเยว่ตงในนิยายที่ว่า เขาเป็นเด็กขี้ระแวง ไม่เคยไว้ใจใครง่ายๆ และยังมีจิตใจที่เปราะบาง เธอก็พอจะเข้าใจได้
การที่เขาเคยถูกผู้หญิงหลายคนทำร้ายมาก่อน ย่อมทำให้เด็กที่โตพอจะจดจำเรื่องราวได้แล้วไม่คิดว่าเธอจะใจดีกับพวกเขาโดยไม่มีอะไรแอบแฝง
การพบกันครั้งแรกเธอก็ทำดีด้วยขนาดนี้ ไม่แปลกที่เขาจะตั้งป้อมสงสัยว่าเธอมีเจตนาไม่ดี
คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะนิสัยที่ฝังรากลึกคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน
ขณะที่โจวเยว่ตงกำลังเตรียมรับมือกับอารมณ์เกรี้ยวกราดและฝ่ามือของผู้หญิงตรงหน้า เขากลับเห็นเธอเดินผ่านพวกเขาไปอย่างไม่ไยดี เธอก้มลงเก็บซาลาเปาที่เปื้อนดินขึ้นมา ปัดฝุ่นออกสองสามครั้งแล้วกัดกินหน้าตาเฉย
การกระทำของเธอทำให้โจวเยว่ตงนิ่งขึง ส่วนโจวเยว่หานก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องมองแล้วลอบกลืนน้ำลายตาม
ซือเนี่ยนจัดการซาลาเปาไปสองสามคำ ความหิวโหยในท้องก็ค่อยๆ บรรเทาลง
เธอเช็ดมือจนสะอาดแล้วจึงเดินไปที่โซฟา ช้อนอุ้มร่างเล็กที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาแนบอก ลูบแผ่นหลังผ่ายผอมนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยปลอบโยน
“เหยาเหยาไม่ร้องนะจ๊ะ เดี๋ยวน้าทำของอร่อยๆ ให้กินนะ”
เหยาเหยาเป็นเด็กที่ว่าง่าย ยิ่งเมื่อรวมกับความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อซือเนี่ยนเป็นทุนเดิม เสียงร้องไห้จึงเงียบลงอย่างรวดเร็ว
ซือเนี่ยนใช้ปลายนิ้วเกลี่ยคราบน้ำตาให้เจ้าตัวเล็ก ก่อนจะเดินเข้าครัวไปยกไข่ตุ๋นร้อนๆ ออกมาหนึ่งถ้วย เธอนั่งลงแล้วจัดให้เหยาเหยานั่งบนตัก ค่อยๆ เป่าไข่ตุ๋นในช้อนแล้วป้อนให้เด็กหญิงอย่างใจเย็น
ไข่ตุ๋นเนื้อเนียนส่งกลิ่นหอมกรุ่น ปราศจากกลิ่นคาวโดยสิ้นเชิง สัมผัสของมันนุ่มละมุนจนแทบจะละลายในปาก
ทันทีที่ได้ลิ้มรสความอร่อย เหยาเหยาก็อ้าปากรับคำแล้วคำเล่าอย่างมีความสุข ผิดกับตอนที่ป้าหลิวเป็นคนป้อนราวกับเป็นคนละคน
ภาพนั้นทำให้โจวเยว่ตงและโจวเยว่หานนิ่งงันไปตามๆ กัน ผู้หญิงคนนั้นถึงกับทำไข่ตุ๋นให้เหยาเหยากิน ที่บ้านของพวกเขามีของดีๆ อยู่ไม่น้อย แต่ป้าหลิวมักจะเลือกกินของที่ดีที่สุดก่อนเสมอหรือไม่ก็นำกลับบ้านไป เหลือทิ้งไว้เพียงของเหลือเดนให้พวกเขา
ส่วนพ่อก็ยุ่งอยู่กับงานเสมอ ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดและกลับมาเมื่อพวกเขานอนหลับไปแล้ว
เขาไม่อยากสร้างความลำบากใจให้พ่อ และไม่กล้าปริปากบอกเรื่องนี้กับใคร เพราะกลัวจะถูกแก้แค้น
แต่ผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะก้าวเข้ามาในบ้าน ก็เอาของอร่อยมาป้อนเหยาเหยาแล้ว…
ไม่สิ ไม่ใช่แน่ๆ เธอต้องเสแสร้งอยู่แน่ๆ
ภาพของผู้หญิงคนก่อนที่พ่อเคยพามาเมื่อปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาในความคิดของโจวเยว่ตง ตอนนั้นเธอก็ทำแบบนี้ ลูบหัวเขาแล้วชมว่าน่ารัก แต่สุดท้าย เพื่อหวังมรดกของตระกูลโจว เธอกลับใจยักษ์วางยาพิษในอาหารหมายจะฆ่าพวกเขาสามพี่น้อง โชคดีที่แผนการไม่สำเร็จ เธอจึงถูกพ่อไล่ออกจากบ้านไป
แม้แต่ป้าหลิวเองก็เช่นกัน แรกๆ ก็ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี อาหารทุกมื้อล้วนน่ากิน แต่พอพ่อเริ่มไม่มีเวลาให้ เธอก็เริ่มทำทุกอย่างแบบขอไปที อาหารแต่ละมื้อทั้งจืดชืดและน้อยนิดจนเขากับน้องชายไม่เคยได้กินอิ่มท้อง
เขายังเคยเห็นป้าหลิวลอบขโมยเนื้อที่พ่อซื้อมาติดบ้านกลับไป แต่ก็ไม่กล้าฟ้องใคร เพราะหากไม่มีป้าหลิว ก็จะไม่มีใครคอยดูแลน้องสาว
โจวเยว่ตงได้แต่อดทนเรื่อยมา เฝ้าหวังให้ตัวเองเติบโตขึ้นอีกสักนิด เขาจะได้ดูแลน้องๆ ด้วยตัวเองเสียที
ทว่าการปรากฏตัวของภรรยาใหม่ของพ่อ มันไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ
ต่อให้ผู้หญิงคนนี้จะดูใจดีเพียงใด เขาก็มิอาจวางใจและลดกำแพงในใจลงได้
ในทางกลับกัน โจวเยว่หานที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเอาแต่จ้องมองไข่ตุ๋นในถ้วยแล้วลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งซาลาเปาไส้เนื้อหอมกรุ่น ทั้งไข่ตุ๋นเนื้อเนียน กลิ่นของมันช่างยั่วยวนจนเขาแทบทนไม่ไหว
ซือเนี่ยนป้อนเหยาเหยาจนหมดถ้วยด้วยท่าทีสงบ เมื่อเห็นเด็กทั้งสองยืนตัวแข็งทื่อจนขาเริ่มชา เธอจึงเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“ซาลาเปามันเยอะเกินไปน่ะ ใครอยากกินก็หยิบไป ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องกิน แต่เลิกยืนขวางทางซะที”
เธอรู้ดีว่าเด็กเหล่านี้เปราะบางเกินกว่าจะรับความใจดีที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหันได้ การทำดีด้วยมากเกินไปอาจทำให้พวกเขาหวาดระแวงและคิดว่าเธอมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
และก็เป็นไปตามที่คิด เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างที่เคยเกร็งแน่นของโจวเยว่ตงก็คลายลงอย่างเห็นได้ชัด
โจวเยว่หานไม่รอช้า พุ่งเข้าไปคว้าซาลาเปาลูกหนึ่งมายัดใส่ปาก กลิ่นหอมฟุ้งขนาดนี้ ต่อให้มียาพิษ เขาก็ขอกินให้อิ่มตายไปเลยดีกว่า
ซือเนี่ยนเบือนหน้าหนี เธอรู้สึกถูกชะตากับเหยาเหยามากกว่าใคร อาจเพราะเด็กน้อยยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะรับรู้เรื่องราวใดๆ จึงเข้าหาได้โดยง่าย
เมื่อเห็นว่าหนูน้อยยังคงอยากกินอีก เธอก็บิซาลาเปาชิ้นเล็กๆ ป้อนให้ แต่ก็ไม่กล้าให้กินมากนักเพราะป้าหลิวเพิ่งป้อนข้าวไป ขืนกินเยอะเกินไปอาจจะท้องอืดได้
หลังจากดูแลเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนจนอิ่มหนำแล้ว ซือเนี่ยนจึงเริ่มลงมือกินบ้าง
ซาลาเปาของเธออัดแน่นไปด้วยไส้คุณภาพ เพียงแค่ลูกเดียวก็ทำให้เธออิ่มแปล้
เธอไม่ได้กินต่อ ทว่ากลิ่นตัวเปรี้ยวๆ ของเด็กน้อยในอ้อมแขนกลับรบกวนความอยากอาหารของเธออย่างจัง ไม่รู้ว่าไม่ได้อาบน้ำมานานแค่ไหนแล้ว
ซือเนี่ยนเป็นคนรักความสะอาด เธอทนสภาพมอมแมมเช่นนี้ไม่ได้ จึงไม่ใส่ใจสองพี่น้องที่คนหนึ่งจ้องจับผิด ส่วนอีกคนกำลังโซ้ยซาลาเปาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เธอลุกขึ้นเดินเข้าครัวไปเพื่อต้มน้ำร้อนให้เหยาเหยาอาบ
“เหยาเหยาคนเก่ง เราไปอาบน้ำกันดีไหมคะ” ซือเนี่ยนเอ่ยขึ้น ขณะอุ้มร่างเล็กเดินผ่านโจวเยว่ตงที่ยืนมองเธอตาไม่กะพริบขึ้นไปชั้นบน
เหยาเหยาผู้น่าสงสารไม่เข้าใจความหมายใดๆ ได้แต่ส่งเสียงอ้อแอ้และหัวเราะร่าเริงตอบกลับมา
ซือเนี่ยนเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เธอใช้ปลายนิ้วบีบจมูกโด่งรั้นของหนูน้อยเบาๆ แล้วเดินเข้าไปเลือกหาเสื้อผ้าในห้องของเด็กๆ แต่เสื้อผ้าส่วนใหญ่กลับมีขนาดเล็กเกินไป
เด็กวัยนี้เติบโตเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่กี่เดือนเสื้อผ้าก็คับเสียแล้ว คนที่ไม่ใส่ใจรายละเอียดอย่างโจวเยว่เซินคงไม่เคยสังเกตเห็นเรื่องพวกนี้
เธอเทน้ำร้อนผสมน้ำเย็นลงในอ่าง เมื่ออุณหภูมิพอเหมาะแล้วจึงจัดการถอดเสื้อผ้าที่สกปรกมอมแมมของเจ้าตัวเล็กออก
แต่เมื่อเสื้อผ้าถูกถอดออกจากร่างเล็กจนหมด...สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ซือเนี่ยนต้องผงะ บนเนื้อผ้ามีเหาเกาะอยู่เต็มไปหมด ความตั้งใจที่จะนำเสื้อผ้าชุดนี้ไปซักจึงหายวับไปจากหัวของเธอ
ภาพนั้นทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัวจนหนังศีรษะชา
ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กจะกลัวน้ำอยู่ไม่น้อย พอถูกจับวางลงในอ่างก็เริ่มดิ้นรนขัดขืน
ซือเนี่ยนจึงรีบแกะลูกอมนมเม็ดหนึ่งยัดใส่ปากเล็กๆ นั้น เด็กหญิงหยุดชะงัก หรี่ตาเล็กๆ ลง เคี้ยวลูกอมในปากหนุบหนับราวกับไม่เคยกินของอร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
“เหยาเหยาคนเก่ง อาบน้ำแล้วเดี๋ยวให้กินลูกอมอีกนะคะ”
เธอโยนเสื้อผ้าสกปรกมอมแมมทิ้งลงถังขยะ แล้วนำครีมอาบน้ำของตัวเองมาบรรจงขัดถูเนื้อตัวเล็กๆ นั้นอย่างเบามือ
แม้จะไม่เคยอาบน้ำให้เด็กมาก่อน แต่เธอก็เคยอาบน้ำให้แมวของตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน มันคงไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก อย่างน้อยเจ้าตัวเล็กในอ่างก็ยังว่าง่ายกว่าเจ้าเหมียวของเธอเยอะ
น้ำรอบแรกขุ่นคลั่กไปด้วยคราบไคลจนแม้แต่ครีมอาบน้ำยังไม่เกิดฟอง
โชคดีที่เธอเตรียมน้ำร้อนไว้มากพอและอากาศก็ไม่ได้หนาวเย็นนัก พอได้แช่ตัวในน้ำอุ่นๆ ดูเหมือนเด็กหญิงจะเริ่มรู้สึกสบายตัวขึ้น ยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี ไม่ว่าจะให้ยกแขนหรือก้มหน้า
บางครั้งยังมีเสียงหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจเล็ดลอดออกมาจากลำคอเล็กๆ อีกด้วย
ที่หน้าประตูห้องน้ำ โจวเยว่ตงแอบยืนฟังอยู่เงียบๆ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของน้องสาวเล็ดลอดออกมา สีหน้าเคร่งขรึมของเขาจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
ผู้หญิงคนนั้นคงยังไม่ลงมือเร็วๆ นี้หรอก เพราะผู้หญิงคนก่อนก็รออยู่เป็นเดือนกว่าจะเผยธาตุแท้
เขายังพอมีเวลา เขาจะต้องหาทางจัดการผู้หญิงคนนี้ให้ได้ภายในหนึ่งเดือน จะไม่ยอมให้น้องๆ ต้องตกเป็นเหยื่อของพวกหล่อนอีกต่อไป
ดวงตาของโจวเยว่ตงฉายแววอำมหิตเกินวัย เขากำหมัดแน่น
เมื่อกลับลงมาที่ชั้นล่าง โจวเยว่หานที่กินซาลาเปาไปแล้วหนึ่งลูกก็ไม่กล้าแตะต้องอีกลูกที่แอบซ่อนไว้ พอเห็นพี่ชายเดินลงมาจึงรีบยื่นส่งให้ “พี่... พี่กินสิ”
“พี่ไม่กิน” โจวเยว่ตงปฏิเสธเสียงเรียบ สายตาเหลือบมองซาลาเปาไส้เนื้อที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายอย่างสุดจะห้ามใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวน้องชายเบาๆ
โจวเยว่หานมองพี่ชายอย่างหวาดๆ “พี่... โกรธผมเหรอ ที่ผมกินซาลาเปาของผู้หญิงใจร้ายคนนั้น”
ครั้งก่อนที่เขาเกือบตายก็เพราะความตะกละของตัวเอง ภาพที่อาเจียนเป็นเลือดในตอนนั้นยังติดตาจนทำให้โจวเยว่ตงตกใจแทบสิ้นสติ ตัวเขาเองก็ฝังใจกลัวมาตลอด
แต่ซาลาเปาลูกนี้มันทั้งนุ่มทั้งหอมจริงๆ เป็นซาลาเปาที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมาในชีวิต วินาทีที่ได้กัดเข้าไปคำแรก เขาน้ำตาแทบจะร่วง
พี่ชายต้องกำลังรังเกียจเขาอยู่แน่ๆ ที่ใจไม่แข็งพอ ปล่อยให้ของกินที่ผู้หญิงใจร้ายทำมาหลอกล่อจนยอมจำนน
เขารีบให้คำมั่น “พี่ไม่ต้องห่วงนะ ถึงผมจะกินซาลาเปาของเธอ แต่ผมไม่มีวันยอมรับเธอเป็นแม่เด็ดขาด ต่อไปนี้ผมจะไม่กินของๆ เธออีกแล้ว ถ้าผมกินอีกขอให้ผมเป็นลูกหมาเลย”
หมาน้อยเยว่หานในอนาคต “…”
[จบบท]